จิตติพจน์ เสนอญัตติวิเคราะห์ผลกระทบภาษีสหรัฐต่อเศรษฐกิจไทย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ อภิปรายผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการที่สหรัฐเก็บภาษีนำเข้าซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกและไทยปรับตัวลง และเสนอทางเลือกในการรับมือ 3 ทาง ได้แก่ การยอมตามเงื่อนไข การเจรจา หรือการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยเน้นย้ำความสัมพันธ์พิเศษระหว่างไทยกับสหรัฐ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดศรีสะเกษครับ ผมขออนุญาตสรุปญัตติของท่านนพดล ปัทมะ ดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ ก็คงเป็นที่ทราบกันดีนะครับว่าการเก็บภาษีของประเทศ สหรัฐอเมริกาในวันที่ชาวอเมริกันเรียกว่า Liberation Day หรือวันประกาศอิสรภาพ วันประกาศความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒ เมษายนนั้นส่งผล กระทบรุนแรงไปทั่วโลก เราเห็นชัด ๆ เลยครับว่าตลาดหุ้นหลัก ๆ ทั่วโลก ระยะเวลาไม่ถึง ๑ อาทิตย์ก็ตกลงกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ย ตกเกินกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็มีนะครับ แม้แต่ ประเทศไทยเองก็ตกลงไปประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ นอกจากนี้มูลค่าของสินทรัพย์ ในสหรัฐที่มีมูลค่ามากมายมหาศาล เอาเฉพาะตลาดหุ้นลดลงไปกว่า ๖ ล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐ ถ้าหากเทียบกับสิ่งที่สหรัฐคาดว่าจะได้คือการจัดเก็บภาษีนำเข้าใน ๑ ปี ประมาณ ๑ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจจะกล่าวได้ว่าสหรัฐเสียหายอย่างรุนแรงเพื่อที่จะทำให้เกิด การเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ผลกระทบยังมีผลกระทบต่อเงินดอลลาร์สหรัฐที่แต่เดิม เคยมีฐานะเป็นเงินตราอันดับหนึ่งของโลก ผมไม่แน่ใจครับว่าหลังจากที่อเมริกาตั้งกำแพงภาษี กับทุกประเทศทั่วโลก เงินตราสหรัฐจะยังเป็นเงินตราอันดับหนึ่งของโลกต่อไปได้อีกนานเท่าไร ความเป็น Reverse Currency ของ U.S Dollar จะเป็นอย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รวมทั้ง ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ Recession ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง ผมเฝ้ามองเรื่องนี้ด้วยความกังวลครับท่านประธาน แต่เราก็ต้องยอมรับครับว่าเราก็เป็นเพียง หนึ่งประเทศขนาดกลางในโลก ระดับเศรษฐกิจเราก็ไม่ได้ใหญ่นะครับเรามีเศรษฐกิจ ประมาณ ๖๐๐ Million ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐนั้นประมาณ ๓๐ ล้านล้าน เศรษฐกิจของเราก็เล็กมากคงไม่สามารถที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามใจของเราได้ แต่อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน ในฐานะที่เราก็เป็นประเทศเอกราชเราก็ต้องหาทางจะทำอย่างไร ที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศไทยยังดำรงอยู่ได้อย่างวัฒนาถาวรในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ปกตินี้ ซึ่งถ้าหากจะพูดกันโดยสรุปนะครับ จากที่เพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปรายกันมาก็คงมีทางเลือก อยู่ ๓ ทางครับ ทางหนึ่งก็คือยอมตามที่สหรัฐต้องการทุกอย่าง เช่นที่ประเทศเวียดนามเลือก เช่นที่ประเทศไต้หวันเลือก หรือทางเลือกที่ ๒ ก็คือเจรจา ซึ่งก็คงจะเป็นทางเลือกที่ประเทศ ส่วนใหญ่เลือก กับอีกทางเลือกที่ ๓ คือการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ซึ่งก็คงมีไม่กี่ประเทศ ที่มีกำลังพอที่จะทำเช่นนั้นได้ ซึ่งประเทศหนึ่งที่เราเห็นนะครับก็คือประเทศจีน ประเทศจีน ได้ตอบโต้กับสหรัฐอย่างตาต่อตา ฟันต่อฟัน จากเดิมที่สหรัฐจะเก็บภาษีจากจีนเพียง ๒๐ บวก ๓๔ เปอร์เซ็นต์ ก็กลายเป็นว่าเก็บเพิ่มอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เลยกลายเป็นรวม ๆ ทั้งสิ้น เพียงระยะเวลาไม่ถึง ๒ เดือน สหรัฐเรียกเก็บอัตราภาษีจากประเทศจีนเพิ่มขึ้นอีก ๑๐๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสงครามระหว่างจีน กับสหรัฐสงครามการค้าก็คงจะเกิดขึ้นต่อไป แล้วก็คงจะไม่จบง่ายเพราะว่าเศรษฐกิจของจีน กับสหรัฐต่างกันไม่มาก สหรัฐมีเศรษฐกิจ ๓๐ ล้านล้าน จีน ๒๐ ล้านล้าน และที่สำคัญจีน มีความสามารถในเรื่องของการผลิตสูงมาก แล้วยังมีแร่ธาตุหายากหรือเรียกว่า Rare Earth ด้วย โดยคุมอยู่ประมาณ ๗๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นการผลิต ๗๐ ถ้าเป็นการ Refining ๙๐ ดังนั้นการต่อสู้ระหว่างทั้ง ๒ ประเทศมหาอำนาจคงต้องจับตาแบบไม่กระพริบตา สำหรับ ประเทศไทยถ้าถามว่าควรจะทำอย่างไร แต่ละประเทศมีจุดอ่อนจุดแข็งไม่เหมือนกัน เรามี ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับสหรัฐอเมริกาเป็นเวลากว่า ๒๐๐ ปี แล้วเราก็ร่วมรบ เคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐอเมริกามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ สงครามโลก ครั้งที่ ๒ สงครามอินโดจีน สงครามเกาหลี เราเคยมีฐานทัพสหรัฐอยู่ในอุดรธานี อยู่ใน อุบลราชธานี ดังนั้นความสัมพันธ์ของสหรัฐกับเราจึงเป็นความสัมพันธ์พิเศษที่ยากที่จะหา ประเทศอื่นมาเสมอเหมือนได้ มีในสนธิสัญญาระหว่างไทยกับสหรัฐนะครับ ผมขออนุญาต อ้างถึงก็แล้วกันนะครับ เคยกล่าวไว้ว่า สหรัฐจะมุ่งมั่นต่อการป้องกันประเทศไทย อันใด ที่เป็นการคุกคามต่อประเทศไทยก็ให้ถือเสมือนหนึ่งเป็นการคุกคามต่อสหรัฐเอง ดังนั้นเราจึง มีฐานะที่เป็นมิตรประเทศที่สำคัญยิ่งของสหรัฐ อาจจะมีความระหองระแหงบ้างในช่วงที่ ประเทศไทยไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าในรัฐบาลปัจจุบันที่เป็น รัฐบาลประชาธิปไตยเรายังอยู่ในฐานะที่จะสามารถเจรจากับสหรัฐในฐานะมิตรประเทศ ที่สำคัญยิ่งได้อยู่นะครับ ซึ่งจากการที่มีการอภิปรายนะครับผมก็ขออนุญาตสรุปและเสนอแนะ ตามที่เพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปรายกันนะครับ การเจรจากับสหรัฐนั้นวิธีการเจรจาต้องดูเสียก่อน ว่าสหรัฐต้องการอะไร อันที่ ๑ สหรัฐต้องการลดการขาดดุลการค้าหรือ Trade deficit ครับ ซึ่งปัจจุบันการขาดดุลการค้าประมาณ ๑.๒ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้ารวมบริการก็ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐนะครับ สหรัฐต้องการลดตัวนี้ แล้วสหรัฐก็ไม่ต้องการให้ ประเทศคู่แข่งส่งสินค้าเข้าประเทศสหรัฐมากมายมหาศาลโดยการผ่านประเทศอื่น ประเทศไทย ของเราก็เป็นประเทศหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นช่องทางให้มีสินค้าจากประเทศที่สหรัฐถือว่า เป็นคู่แข่งผ่านทางเป็นแบบ Transshipment หรือเป็นการผ่านเข้ามาเพื่อปรับปรุงคุณภาพ แต่เพียงเล็กน้อยมาสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้าแล้วเขาขายให้สหรัฐ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้อง แก้ไขเนื่องจากสหรัฐไม่ต้องการอุดหนุนประเทศคู่แข่งของตนเอง อีกสิ่งหนึ่งที่สหรัฐต้องการ ก็คือการนำอุตสาหกรรมที่เป็นยุทธศาสตร์กลับไปที่สหรัฐอเมริกาหรือที่เรียกว่า Reassuring สิ่งที่ ๓ ที่สหรัฐต้องการก็คือความต้องการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง การทหาร หรือในเรื่อง ของการป้องกันยาเสพติด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีนโยบายว่า MAGA หรือ Make America Great Again ต้องการให้สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจในโลก อย่างไม่มีผู้เทียบอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่สหรัฐต้องการนะครับ ซึ่งเราก็คงจะทราบเมื่อเรา ทราบว่าสหรัฐต้องการอะไรแล้วเราก็คงเจรจากับสหรัฐโดยนำส่วนไหนที่เราทำได้เราก็ทำ ส่วนไหนที่เราทำไม่ได้เราก็เจรจากับเขาไป ซึ่งประเด็นแรกที่จะขออนุญาตพูดถึงก็คือเรื่องของการเจรจาในเรื่องที่เกี่ยวกับอัตราภาษีศุลกากร ผมคิดว่าเราต้องลดอัตราภาษีศุลกากรให้กับสหรัฐอเมริกาเป็นการส่วนใหญ่ เพราะว่าสหรัฐอเมริกา แต่เดิมเป็นประเทศที่เคยเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก่อนตั้งแต่ปี ๑๙๗๕ เป็นต้นมา เฉลี่ยเก็บอัตราภาษีจากประเทศทั่วโลกไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าการทำเช่นนั้นทำให้สินค้า ทะลักเข้าสหรัฐอเมริกาแล้วประเทศหลาย ๆ ประเทศก็เก็บอัตราภาษีสหรัฐอเมริกาสูงกว่า ที่สหรัฐอเมริกาเก็บ ดังนั้นเราจึงต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยเจรจากับสหรัฐอเมริกา ส่วนไหนที่เราลด ให้สหรัฐอเมริกาได้เราก็ควรลด แต่ส่วนไหนที่กระทบต่อเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนที่เปราะบาง ในประเทศไทย เราก็ต้องเจรจาพยายามรักษาเกษตรกรของเราไว้ ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับอัตราภาษี นำเข้าหรือที่เรียกว่า Non Tariff Barrier เราก็ต้องพยายามลดให้สหรัฐอเมริกาให้มากที่สุด เพราะบางครั้งอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอุปสรรคมากกว่าภาษีนำเข้าเสียอีก นอกจากนี้ เราอาจจะต้องพิจารณาในการจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริกาทดแทน สินค้าที่เรานำเข้าจาก ประเทศอื่นในส่วนที่สามารถทำได้ ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อประเทศก็แล้วกันเพื่อความสัมพันธ์ ที่ดีระหว่างประเทศ แต่หลักการก็คือในเมื่อเราได้ดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา ตัวเลขไม่ค่อย แน่นอนนะครับ บางคนก็บอก ๓๐ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ บางคนก็บอก ๔๕ พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ ก็เอาเป็นว่าเราก็ต้องพยายามลดตัวนี้ ส่วนไหนที่เราซื้อจากประเทศอื่นเราก็เปลี่ยน มาซื้อจากสหรัฐอเมริกาเพื่อลดการขาดดุลการค้า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์อาวุธต่าง ๆ การจัดซื้อเครื่องบินพาณิชย์ ก็คงต้องให้ความสำคัญกับสหรัฐอเมริกาเป็นระดับต้น ๆ นอกจากนี้ครับท่านประธาน ในระหว่างที่มีการเจรจากับสหรัฐอเมริกานั้นอย่างที่ทราบกันดี ว่าผลกระทบครั้งนี้กระจายไปทั่วโลกเกี่ยวข้องกับประเทศต่าง ๆ เกินกว่าร้อยประเทศ การเจรจาไม่น่าที่จะสามารถเจรจาจบได้เร็วนะครับ ไม่น่าจะจบได้เร็ว ผมไม่คิดว่าจะสามารถ หาข้อสรุปเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในระยะเวลา ๓ เดือนข้างหน้าไม่น่าจะเสร็จได้นะครับ ดังนั้นเราต้อง มีการหาตลาดรองรับหรือที่เรียกว่า Diversification เพราะว่าสินค้าต่าง ๆ ของไทยที่ส่งออกไป สหรัฐอเมริกานั้น ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร สินค้าเกษตร หรือปลากระป๋อง สับปะรด มีการนำเข้าสหรัฐอเมริกาในช่วง ๓ เดือนแรกจำนวนมากมายมหาศาลเพื่อหลีกเลี่ยง ภาษีที่ทรัมป์ (Trump) กำลังจะประกาศ ดังนั้นปัจจุบันนี้จึงมี Stock สินค้าอยู่จำนวนมาก และระหว่างที่มีการเจรจา ก่อนที่การเจรจาจะสิ้นสุดเกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ซึ่งความไม่แน่นอน อันนี้เป็นอุปสรรคอันหนึ่งต่อการทำการค้าไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกหรือนำเข้า อัตราภาษี นำเข้า ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แต่แน่นอนยังดีกว่าอัตราภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่แน่นอนว่าจะมีการ เปลี่ยนแปลงเมื่อไร เพราะผู้นำเข้าจะไม่กล้านำเข้า หากนำเข้าวันนี้ ต่อมาวันต่อไปอัตราภาษี ลดลงเขาก็จะขาดทุนทันที ดังนั้นความไม่แน่นอนจึงเป็นอุปสรรคอันหนึ่ง จึงเป็นหน้าที่ ที่หน่วยงานของรัฐจะต้องประชาสัมพันธ์และสื่อสารกับผู้ส่งออกและนำเข้าให้ทราบถึงการ เปลี่ยนแปลงหรือความน่าจะเป็นที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีนำเข้าอย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์เพื่อที่ให้ผู้ส่งออกและนำเข้าได้วางแผนล่วงหน้าอย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ดี เราก็ต้องหาตลาดรองรับโดยเร็วที่สุด ซึ่งผมเชื่อว่าภาคเอกชนของเราก็คงได้เตรียมการมาแล้ว ล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน แต่ถ้าภาคเอกชนมีอุปสรรคก็เป็นหน้าที่ที่รัฐจะต้องให้การสนับสนุน และช่วยขจัดปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น และขณะเดียวกันในขณะที่เรากำลังมองหาตลาดใหม่ ๆ เราก็ต้องระวังตลาดของประเทศเราด้วย เนื่องจากสินค้าแต่เดิมที่เคยส่งเข้าสหรัฐได้ แต่เมื่อประเทศต่าง ๆ โดนภาษี ไม่ว่าจีนจะโดนไป ๓๔ เปอร์เซ็นต์ เวียดนามโดนไป ๔๖ เปอร์เซ็นต์ หรือกัมพูชาโดนไป ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นตัวเร่งให้มีการลักลอบนำสินค้าที่ไม่สามารถส่งไปสหรัฐเข้ามาในประเทศไทยได้ ซึ่งประเทศไทยมีพรมแดนยาวมากนะครับ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกรมศุลกากรที่จะต้องเร่งทำกำแพง เร่งวางมาตรการหาทางป้องกันมิให้สินค้าที่จะนำเข้า เข้ามาประเทศไทยโดยไม่ชอบกฎหมายให้ไม่สามารถเข้ามาได้ ไม่เช่นนั้นผู้ประกอบการผู้ผลิต ในประเทศไทยก็จะผลิตสินค้าน้อยลงก็จะยิ่งลำบาก เราจึงต้องมีการกำชับให้หน่วยงานราชการ มีความเข้มงวดในเรื่องการตรวจจับสินค้าที่ผมเชื่อว่าแน่นอนที่สุดจะต้องมีความพยายาม ที่จะต้องทะลักเข้ามาในประเทศไทยอย่างแน่นอนครับท่านประธาน นอกจากนี้เราจะต้อง พยายามเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐอเมริกา เนื่องจากนั่นเป็นจุดที่เราสามารถ แข่งขันได้ดีกว่าคนอื่น เราต้องพยายามเป็น Strategic Partner ของสหรัฐอเมริกานะครับ สิ่งใดที่สหรัฐอเมริกาอยากให้เราช่วยเราสมควรจะช่วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ Friendshoring เนื่องจากแม้สหรัฐอเมริกาอยากจะนำการผลิตกลับสู่ประเทศสหรัฐ แต่ในกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือ Semiconductor ก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกขั้นตอนการผลิตจะสมควรที่จะทำ ในสหรัฐอเมริกา หลาย ๆ เรื่องผลิตในต่างประเทศ เช่น ประเทศไทย ประหยัดกว่า ถูกกว่า เร็วกว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราสามารถที่จะเจรจากับสหรัฐอเมริกาได้ ขอให้เลือกเราเป็น ประเทศแรก ๆ เนื่องจากเราเป็นหุ้นส่วนที่มั่นคงกับสหรัฐอเมริกาเป็นเวลากว่า ๒๐๐ ปี เราควรจะเป็น Strategic Partner เราควรจะเป็น Friendshoring อันดับแรก ๆ ของสหรัฐอเมริกา ในโลกนะครับ นอกจากนี้ไม่ว่าเราจะมีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ในเรื่องของ Fin Hub ก็ดี ในเรื่อง ของธุรกิจบริการก็ดี ในเรื่องของ Entertainment ก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้น่าที่จะได้พิจารณา ร่วมมือกับสหรัฐเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐมั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ครับท่านประธาน การมีเพื่อนเยอะ ๆ ย่อมดีกว่า เพราะฉะนั้นเราก็ต้อง Form Alliance มีพันธมิตรในประเทศต่าง ๆ ให้มากเข้าไว้ เพื่อนย่อมดีกว่าศัตรูครับท่านประธาน แต่การจะ มีเพื่อนนั้นในสถานการณ์ที่ผันผวนเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายครับท่านประธาน เนื่องจากแต่ละ ประเทศก็มีผลประโยชน์ของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นการที่เราบอกว่าเราจะไปร่วมมือกับ อาเซียน ไปเจรจากับสหรัฐร่วมกันไม่ง่ายนัก เนื่องจากผลประโยชน์ขัดกัน หรือเราจะไป รวมกลุ่มกับประเทศอื่นก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ดังนั้นการจะหาพันธมิตรจะต้องพิจารณา พันธมิตรที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับประเทศไทย จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า ถ้าหากเลือกพันธมิตรหรือรวมกลุ่มที่ไม่เหมาะสมจะเป็นโทษมากกว่าเป็นผลดีครับท่านประธาน