ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อภิปรายสรุปญัตติด่วนเรื่องการรับมือกับการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา โดยขอบคุณท่านประธานและร่วมอภิปรายกับสมาชิกสภาจำนวน 67 คน พร้อมนำเสนอประเด็นสำคัญผ่านสไลด์ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร วิจารณ์ความไม่สมเหตุสมผลของนโยบายภาษีตอบโต้แบบ Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างอัตราภาษีจริงกับอัตราภาษีตอบโต้ที่รุนแรง และเตือนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามการค้าโลก พร้อมวิเคราะห์ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนไปเน้นภาคบริการทำให้สูตรดังกล่าวขาดตรรกะ จึงเสนอให้ไทยไม่ควรเล่นตามเกมตัวเลข แต่ต้องพิจารณาผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจดิจิทัลที่ไทยกำลังเผชิญ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร วิเคราะห์ผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐที่ทำให้สินค้าไทยขายยากขึ้น และเสนอแนวทางปรับตัวทั้งภายในประเทศโดยออกมาตรการบรรเทาผลกระทบและส่งเสริมผู้ประกอบการ รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง พร้อมทั้งผลักดันให้อาเซียนรวมตัวกันเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อภิปรายรายงานเรื่องการกีดกันทางการค้าของสหรัฐต่อไทย เสนอแนวทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มผลิตภาพและการแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคมและสถาบันการเงิน โดยเน้นการรับมือกับภูมิรัฐศาสตร์โลกมากกว่ากำแพงภาษี และเสนอให้ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติร่วมมือกันแก้ไข
เรียนท่านประธานครับ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมขออภิปราย สรุปญัตติด่วน เรื่อง การรับมือกับการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่เสนอโดยท่านศิริกัญญา ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานนะครับอยู่ร่วมกันจนดึก ร่วมสร้างประวัติศาสตร์การอภิปราย เท่าที่ผมนับน่าจะมีผู้อภิปรายไม่ต่ำกว่า ๖๗ คน ผมก็ขอสรุปประเด็นเลยนะครับ เดี๋ยวขอขึ้น สไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
อันแรกผมอยากจะบอกว่า การกำหนดอัตราภาษีนำเข้าหรือ Reciprocal Tariffs แบบนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะว่าอันนี้ เป็นเกมภาษีที่ประธานาธิบดี Trump (ทรัมป์) กำหนดขึ้น อัตราภาษีเก็บจริงกับอัตราภาษีตอบโต้นี้ ต่างกันอย่างมากนะครับ ต่างกันแค่ไหน เรามาดูประเทศไทยเก็บจริง ๙ เปอร์เซ็นต์โดนภาษี ตอบโต้ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ต่างกันถึง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ อียูเก็บจริง ๑ โดน ๒๐ ญี่ปุ่นเก็บจริง ๔ โดน ๒๔ แม้แต่มหามิตรของสหรัฐอเมริกาเองอย่างแคนาดาก็คือโดนไป ๒๕ หน้าต่อไปครับ การประกาศอัตราภาษีตอบโต้ Reciprocal Tariffs ของ Trump (ทรัมป์) แม้แต่คนอเมริกันเอง ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเขากำลังเจออะไร ภาระภาษีที่เขาต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มขึ้น ราคา ที่ต้องจ่ายเป็นราคาของคนอเมริกันเอง จากการสำรวจของ Statista บอกว่ามีคนอเมริกัน เพียงแค่ ๔๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับที่เข้าใจว่าเขากำลังเจอว่าสิ่งที่เขาต้องจ่ายแพงขึ้น ภาระ ของเขากำลังจะมากขึ้น สงครามการค้าที่กำลังกระทบไปทั่วโลก ก็ทำให้เราอาจจะเจอสิ่งที่ ไม่เคยเจอก็คือ Global Trade War หน้าต่อไปนะครับ เราอาจจะได้เห็นเพราะว่าจีนก็กำลัง ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐอเมริกาแล้วแบบหมัดต่อหมัด อียูก็กำลังพิจารณาขึ้นภาษี ตอบโต้ ผลลัพธ์ของการขึ้นภาษีครับ ในประวัติศาสตร์ก็เคยมีให้เห็นมาแล้วครับ หลายท่าน ก็อภิปรายตั้งแต่จากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ๑๙๓๐ Smoot-Hawley Tariff Act ทำให้โลกทั้งโลกซึ่งตอนนั้นเริ่มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือว่า The Great Depression ตอนแรกเข้าสู่ Depression ก่อน พอขึ้นภาษีนำเข้าโดนกระทืบซ้ำเข้าสู่ The Great Impression เศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ ของโลก แล้วก็อยู่ในภาวะนั้นยาวนานกว่า ๑๐ ปี ถ้าเราดูสถิติย้อนหลังจากอันนี้ในฝั่งซ้ายมือ เราจะเห็นแนวโน้มว่าจริง ๆ แล้วสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าโดยมีแนวโน้มต่ำลง ๆ เรื่อย ๆ ครับ โดยเฉพาะในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้มันขัดแย้งกับตัวเลขกราฟทางด้านขวามือที่มี แนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตัวเลขทางขวามือนี่ก็คือถ้าเราคำนวณตามสูตร Reciprocal Tariffs เป็นสูตรที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้ประกาศออกมานะครับ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ อเมริกาได้เปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากภาคการผลิตไปสู่ภาคการบริการซึ่งมีมูลค่า สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันภาคการผลิตของอเมริกาเหลืออยู่เพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพีอเมริกาเท่านั้น อเมริกาส่งออกบริการมากกว่าโดยเฉพาะ Digital Service เพราะฉะนั้น โครงสร้างเศรษฐกิจของอเมริกาเป็นแบบนี้มันย่อมส่งผลต่อการนำเข้าและส่งออกของอเมริกา เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นการที่จะมาใช้สูตรคิดหรือมาบอกว่าต้องนำเข้าและส่งออกเท่า ๆ กัน ถึงจะแฟร์อันนี้มันก็น่าจะไม่ใช่ตรรกะที่ถูกต้องนะครับ จากที่ผมกล่าวมานี้ก็คือบ่งบอกว่า Reciprocal Tariffs นี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนความสมเหตุสมผล ดังนั้นการเจรจาของไทยเรา เราจึง ไม่ควรไปเล่นตามเกมตัวเลขของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) นะครับ แต่ทีนี้เราจะพลิก เกมอย่างไร เราต้องหยิบยกหลาย ๆ องค์ประกอบมาพิจารณา แล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ มันอาจจะไม่ใช่แค่กำแพงภาษีนำเข้า แต่มันอาจจะเกิดการล่มสลายของระบบ ระเบียบ การค้าโลก เกิดการล่มสลายของภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลกเลยทีเดียวก็ตาม อันนี้อาจจะเป็นผลที่ตามมาก็ได้ถ้าหากเรารับมือได้ไม่ดี มูลค่าทางเศรษฐกิจของโลกยุคใหม่ ในปัจจุบันส่วนใหญ่มันไม่ได้เกิดจากโรงงาน มันไม่ได้เกิดจากการผลิต แต่มันเกิดบนโลก ดิจิทัล เกิดบนแพลตฟอร์ม เกิดบน Content เกิดบน Data ไม่ว่าจะเป็นบริการ Streaming ต่าง ๆ ที่ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้ดู Netflix YouTube Social Media เราทุกคนเล่นทั้งวัน Facebook X Instagram บริการ Cloud Amazon Google .Software ต่าง ๆ Microsoft Office 365 Abobe Oracle ใช้กันทุกบริษัทในประเทศไทย หรือแม้กระทั่งล่าสุดก็คือพวก Generative AI ChatGPT ดังนั้นมิติของภาษีสินค้านำเข้ามันอยู่คนละมิติกับบริการดิจิทัลครับท่านประธาน ดังนั้นบริการดิจิทัลไร้พรมแดนเหล่านี้มันไม่ได้ผ่านด่านภาษีนำเข้าเลย แต่มันมาทางอินเทอร์เน็ต และบริการดิจิทัลเหล่านี้ประเทศไทยนำเข้าเป็นจำนวนมหาศาล ตัวเลขจากกรรมาธิการไอซีที ของวุฒิสภาเพิ่งจัดสัมมนาไปเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคมที่ผ่านมา บอกว่าไทยเสียดุลบริการดิจิทัล ให้ต่างประเทศปีละ ๑.๒ ล้านล้านบาท ขอสไลด์ขึ้นครับ สหรัฐนี่ส่งออก Service เป็นจำนวน มหาศาลถ้าดูตัวเลขกราฟนี้ ข้อมูลจาก World Bank ข้อมูลการส่งออกบริการของสหรัฐ เทียบกับไทยตลอดในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา ล่าสุดสหรัฐออก Service ๓๖ ล้านล้านบาท ไทยส่งออก Service เพียงแค่ ๒ ล้านล้านบาท ไทยของเราก็คือกราฟด้านล่างที่โตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ในขณะที่กราฟการส่งออกบริการของสหรัฐทะยานขึ้น มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด เพราะอะไรครับ เพราะประเทศไทยภาคบริการที่เราส่งออก จริง ๆ เราส่งออกสูงกว่าภาคการผลิตอยู่แล้ว ภาคการส่งออกจีดีพีของไทยน่าจะสัก ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ แต่ที่เราส่งออกแล้วโต อย่างนั้นไม่ได้เพราะเราส่งออกแต่การท่องเที่ยวแล้วมัน Scale ไม่ได้ เราส่งออกโรงแรม เราส่งออกอาหาร เราส่งออกบริการ การขนส่ง มันส่งแบบข้ามพรมแดนอย่างนั้นไม่ได้ ประเทศไทยขาดการสร้างบริการที่สามารถส่งออกไปทำเงินนอกบ้านได้อย่างบริการซอฟต์แวร์ บริการดิจิทัลต่าง ๆ เช่น Cloud FinTech HealthTech EducationTech แบบที่ประเทศ รายได้สูงเขาทำกัน ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยแบบแจกเงินที่หวังจะกระตุ้น การบริโภคมันไม่ได้ช่วยสร้าง Productivity หรือนวัตกรรมใด ๆ ก็มีแต่จะพาประเทศไปสู่ ทางตันที่เร็วขึ้นนะครับ ก็ขอฝากไปถึงทางรัฐบาลว่าถ้าเห็นแก่ประเทศชาติการกระตุ้น เศรษฐกิจแบบนี้ก็ควรจะเลิกเสียนะครับ แล้วสไลด์ถัดไปผมคิดว่าสไลด์นี้น่าจะสรุปญัตติได้ดีครับ วันนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เพิ่งพูดออกมาว่า These countries are calling us up kissing my ass ก็ขอไม่แปลนะครับ แล้วก็ Please, please sir make a deal. I’ll do anything. ครับ I’ll do anything, sir,” นี่คือคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ที่พูดออกโทรทัศน์นะครับ เห็นวิธีการของ ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) แบบนี้ครับ คิดว่าเราต้องรับมืออย่างไรครับ เราก็ต้องรู้จัก ที่จะเจรจาและเล่นเกมนะครับ โดยที่ไม่ได้ไปตามเกมของเขานะครับ ผมมีข้อเสนอแนะ ๓ ประเด็นครับ ซึ่งก็สรุปมาจากการอภิปรายของเพื่อน ๆ นะครับ ก็คือการตอบโต้ด้วยตัวเลข Tariff นะครับ ประเด็นแรก การตอบโต้ด้วยตัวเลข Tariff ไม่ว่าจะลดหรือเพิ่มนะครับ ไม่ใช่ ทางออก ดูตัวอย่างจากเวียดนามได้ครับ เวียดนามวิ่งเข้าไปเสนอ ๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ได้ช่วย ปีเตอร์ นาวาร์โร (Peter Navarro) นะครับ ที่ปรึกษาทางด้านการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เพิ่งออกมาบอกครับว่าข้อเสนอของเวียดนามที่จะลดภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่เพียงพอครับ แล้วก็จีนครับ ที่ยืนแลกหมัดกับสหรัฐอยู่นะครับ หมัดต่อหมัด ตอนนี้ก็มีแต่ จะสร้างความเสียหายนะครับ ดังนั้นเราจึงต้องนำข้อมูลการขาดดุลการค้าให้กับบริษัทหรือ แพลตฟอร์มจากสหรัฐขึ้นมาแจกแจงว่าประเทศไทยมีการนำเข้าบริการดิจิทัลจากสหรัฐ เท่าไรนะครับ คนไทยเป็นลูกค้าจ่ายเงินให้กับสหรัฐปีหนึ่งเป็นจำนวนกี่ล้านล้านบาท ไม่ใช่ สหรัฐนำเข้าจากเราฝ่ายเดียวนะครับ นอกจากนั้นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทหารที่ไทย จ่ายให้กับสหรัฐก็เช่นเดียวกันครับ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การเช่า การซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ ต่าง ๆ นะครับ ค่าใช้บริการข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ในแต่ละปีกองทัพไทยจ่ายเงินให้กับสหรัฐ มหาศาลนะครับ ก็เป็นเงินภาษีที่เอามาจากพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งนั้นครับ ในส่วนนี้ก็เป็น ตัวเลขที่ควรจะเอามากางให้ดูเลยครับว่าจริง ๆ แล้วใครขาดดุลใครกันแน่นะครับ
ประการที่ ๒ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยโดนประเทศเดียวครับ แน่นอน มิตรประเทศของเราโดนทุกประเทศครับ ประเทศอื่นก็มีแนวโน้มที่จะนำเข้าจากสหรัฐ มากขึ้นนะครับ ไปเจรจาแล้วก็หาทางนำเข้าจากสหรัฐมากขึ้น เพราะฉะนั้นการนำเข้าจากไทย ก็น่าจะน้อยลง แปลว่าอะไร แปลว่าของจากไทยก็จะขายไม่ออกนะครับ ในขณะเดียวกัน ประเทศอื่นก็มีโอกาสที่เขาจะส่งออกไปยังสหรัฐน้อยลงนะครับ เพราะถูกตั้งกำแพงภาษี สินค้าก็จะหลั่งไหลเข้ามาไทย มาตัดราคาครับ ก็ทำให้ของของไทยขายยากขึ้น สรุปง่าย ๆ ว่า ของของไทยขายยาก ขายไม่ออกนะครับ สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือต้องเปลี่ยนวิกฤตินี้ให้เป็น โอกาสนะครับ เป็นโอกาสในการปรับตัว ซึ่งแบ่งเป็นโอกาสในการปรับตัวภายในและภายนอก การปรับตัวภายในประเทศก็คือการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ติดตามผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบเป็นราย ๆ แล้วก็ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบนี้ แล้วก็ส่งเสริม ให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ปรับตัว และต้องปรับตัวเท่านั้นถึงจะอยู่รอดนะครับ การปรับตัว ภายนอกมิตรประเทศของไทยครับ หลาย ๆ ประเทศโดนผลกระทบเหมือนกันหมด นี่จึงเป็น โอกาสอันดีที่ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ จะสร้างความร่วมมือกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น เพื่ออยู่รอดและขยายตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงจากการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นตลาดในเอเชียใต้ ตลาดแอฟริกา ลาตินอเมริกาหรือตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ ประเทศที่มีเอฟทีเอกับไทยหรืออยู่ในกรอบความร่วมมือของ RCEP ยิ่งไปกว่านั้น หลาย ๆ ท่าน ก็ได้พูด ได้เสนอมา กรอบความร่วมมือของอาเซียนเราเองครับ ควรจะมีการรวมตัวกันเป็น หนึ่งเดียวมากยิ่งขึ้น เพิ่มสัดส่วนการค้า สร้าง Supply Chain ภายในอาเซียน สร้างให้ Supply Chain ในอาเซียนของเราแข็งแกร่ง ลดการพึ่งพาหรือบริการนอกกลุ่มนะครับ รวมทั้งการสร้าง Fast Track FDI เพื่อดึงการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการย้ายฐานการผลิต มาที่ไทยด้วยนะครับ
ประเด็นที่ ๓ รายงานนี้นะครับ เป็นรายงานที่สรุปเรื่องการกีดกันทางการค้า ที่สหรัฐพูดถึงไทยว่าเรากีดกันทางการค้าเขาอย่างไรบ้าง เราจะนำเสนออะไรในสิ่งที่สหรัฐ ต้องการและเป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยนะครับ เพื่อสร้างผลิตภาพ หรือ Productivity ให้กับประเทศนะครับ เพิ่มการแข่งขันในตลาดและพัฒนาความสามารถ การแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจโทรคมนาคมครับ ในรายงานนี้มีเขียนอยู่ ตอนนี้ประเทศไทยมีผู้เล่นอยู่กี่รายครับท่านประธานครับ ๒ รายเท่านั้นครับ จะดีไหมครับ หากเรามีข้อเสนอที่ดึงดูดให้สหรัฐเข้ามาเพิ่มเติมการแข่งขันในภาคโทรคมนาคมนี้นะครับ นอกจากนั้นในรายงานนี้ก็ยังกล่าวถึงธุรกิจสถาบันการเงิน ธุรกิจประกันด้วยเช่นกันนะครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลครับว่าเราต้องตามเกมนี้ให้ทันแล้วก็พลิกเกมให้ได้ ไม่ใช่เล่นตามเกมตัวเลขภาษีนะครับ เพราะสิ่งที่เราจะต้องเตรียมรับมือมันอาจจะไม่ใช่แค่ เรื่องของกำแพงภาษีครับ แต่เป็นการรับมือต่อการล่มสลายของระเบียบโลก ระบบการค้าโลก ระบบภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลกเลยทีเดียว สุดท้ายนี้ครับ ผมเห็นด้วยที่จะส่งข้อเสนอแนะจากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกทั้งหมดส่งให้กับคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารดำเนินการและในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติเราครับส่งให้กรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมมือกันทำงานอย่างคู่ขนานเพื่อช่วยรับมือกับปัญหานี้เพื่อพี่น้อง ประชาชนชาวไทยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน