สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล หารือเรื่องผลกระทบของอุตสาหกรรมและอัตราภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเรียกร้องให้พิจารณาการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องอุตสาหกรรมศิลปหัตถกรรมไทยและแฟชั่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโต และแนะนำให้ปรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยการหาพันธมิตรร่วมกับประเทศนั้น

นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล แบบบัญชีรายชื่อ

สวัสดีท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมคิดว่าการอภิปรายในวันนี้ เมื่อสักครู่พูดถึงเรื่องผลกระทบของอุตสาหกรรม แล้วก็อัตราภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งเป็นข่าวทั่วโลกกับ ๑๓๕ ประเทศ ผมว่าข้อเท็จจริงที่มันปรากฏขึ้นที่เราเดือดร้อนกับปัญหานี้เพราะเนื่องจากว่า สหรัฐอเมริกาเองนี่เป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าของทั่วโลกมากที่สุดในโลกใน ๑๓๕ ประเทศนี้ ผมเอาตัวเลขมาจากอังก์ถัดเพื่อจะมาอธิบายว่าในอุตสาหกรรมที่ผมดู อุตสาหกรรมที่ผมคุ้นเคย มีอยู่ ๔ อุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมแรก ก็คือในอุตสาหกรรมศิลปหัตถกรรมไทยนะครับที่เราส่งออก ไปสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าถึง ๒,๕๘๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอุตสาหกรรมนี้มันเป็นอุตสาหกรรม ที่เป็นอุตสาหกรรมชาวบ้านพื้นฐานมาก มีคนประกอบอาชีพทั้งที่ทำมาเป็นอาชีพร้อยเปอร์เซ็นต์ กับอาชีพที่กึ่งอาชีพอยู่เกือบ ๔๐๐,๐๐๐ คน ส่วนในอุตสาหกรรมอื่น เช่น ในอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกอยู่ ๑,๒๐๙ ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอุตสาหกรรมที่เริ่มมีโอกาส แล้วก็เป็นอุตสาหกรรมที่มีการเจริญเติบโตถ้าเกิดเฉพาะในปีนี้ เป็นการเจริญเติบโตที่มากที่สุดของในกลุ่มอุตสาหกรรมเปรียบเทียบกับการส่งออก ในอุตสาหกรรม แฟชั่นซึ่งเราพูดถึงกันนักกันหนา ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หรือที่รัฐบาลเรียกว่า Soft Power เป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่รัฐบาล เอาออกมาแสดงให้ดูอยู่บ่อย ๆ ในอุตสาหกรรมแฟชั่นซึ่งสหรัฐ เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเรา มีมูลค่าที่เราส่งออกไปที่สหรัฐประมาณ ๒,๑๖๓ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นสัดส่วนถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของสินค้าที่เราส่งออกในหมวดแฟชั่น หรือในหมวดเสื้อผ้า เราส่งออกไป ๗๘๑ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ ของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ในเรื่องเครื่องหนัง รองเท้าเราก็ส่งออกไปอีก ๒๒๗ ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของอุตสาหกรรม เครื่องหนังของไทยที่เราส่งออกไปทั้งหมด ถ้าเรารวบรวมอุตสาหกรรมแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องหนัง เราส่งออกไปสหรัฐรวมเป็นเงินถึง ๓,๑๗๑ ล้านดอลลาร์ หรือ ๑๑๕,๐๐๐ ล้านบาท อุตสาหกรรม พวกนี้ที่ผมกล่าวถึงนี้นอกจากเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แล้ว มันเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบ ส่วนใหญ่มันผลิตในประเทศ เพราะฉะนั้นต้นทางของตัวอุตสาหกรรมมันอยู่ในประเทศไทย

ประเด็นที่ ๒ ก็คือ Value Chain ของอุตสาหกรรมมันมีอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ยาวมาก และเป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในประเทศไทย ส่วนคนที่มา ประกอบการในธุรกิจเหล่านี้ก็มีจำนวนมหาศาล ในอุตสาหกรรมที่ ๔ ก็คืออุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ไทย เราอาจจะไม่ค่อยได้ยินว่าเฟอร์นิเจอร์ไทยส่งออก เราส่งออกไป ๑,๖๑๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ สหรัฐก็เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่งของเรา แล้วที่สำคัญก็คือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขที่เราส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ทีนี้มาดูจำนวนตัวเลขว่าแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรม ต่าง ๆ เหล่านี้มีเยอะมากแค่ไหน อย่างที่ผมได้เรียนไปตอนแรกว่าในอุตสาหกรรมศิลปะ และหัตถกรรมเรามีอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ๔๐๐,๐๐๐ คน ในอุตสาหกรรมแฟชั่นเรามีอยู่ ๗๕๐,๐๐๐ คน หรือในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ เรามีอยู่ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์เรามี อยู่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นถ้าผลกระทบจากการแก้ปัญหาในครั้งนี้เราไม่ประสบ ความสำเร็จ หรือเราประสบความสำเร็จมาครึ่งหนึ่ง ถ้าเรานั่งนึกดูว่าสภาพของแรงงาน สภาพ ของอุตสาหกรรมที่มันต้องถดถอยกับรายได้ กับการแข่งขัน เพราะทุกประเทศทั่วโลกก็ประสบ ปัญหาเดียวกัน แรงงานที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมนี้รวมกันประมาณ ๑ ล้านเกือบ ๒ ล้านคน เราจะรับการกระทบกระเทือน การตกงานของคน ๒ ล้านคนด้วยวิธีอะไรบ้าง ผมมีข้อสังเกต ฝากถึงรัฐบาลว่าช่วยดูในเรื่องนี้อันแรกก็คือในอุตสาหกรรมทั้งหลายนี้ส่วนใหญ่เป็น SMEs เพราะฉะนั้นแหล่งเงินที่จะทำให้สายป่านเขายาวขึ้นเพื่อที่เขาจะได้สู้กับเรื่องพวกนี้ได้ อันที่ ๒ คือการปรับเพิ่มทักษะของแรงงาน ๒ ล้านคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ท่านมี OFOS ท่านจะเอา OFOS มาช่วยเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพิ่มขีดความสามารถ ผมหวังว่าในอนาคตการปรับ อุตสาหกรรมของไทย มันต้องเป็นอุตสาหกรรมที่มันมี High Value เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านด้วย เทคโนโลยีอะไรก็ตามที

ประเด็นที่ ๓ เราต้องยอมเรามีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรกับสหรัฐอเมริกา มายาวนาน เขาตั้งเราอยู่ใน ๒๐ อันดับที่เป็น Watch List ของประเทศที่ละเมิดสิทธิบัตร แล้วซอฟแวร์เรา เราก็ใช้ซอฟแวร์ที่ไม่ถูกกฎหมายอยู่มูลค่ามหาศาล สุดท้ายคำแนะนำก็คือ พยายามปรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งหลาย โดยการหา Partner ร่วมกับในสหรัฐอเมริกา เพื่อสามารถทำให้เราไปทำงานในเวทีสากลได้ ขอบคุณท่านประธานครับ