เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล อภิปรายญัตติด่วนเรื่องผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ โดยเน้นปัญหาที่ดินและการค้าระหว่างประเทศภายใต้ระเบียบโลกใหม่ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล นำเสนอข้อมูลสถิติการส่งออกสินค้าเกษตรหลัก 5 ชนิด ได้แก่ ผลไม้ ข้าว ยางพารา ไก่ และมันสำปะหลัง โดยเน้นย้ำปัญหาพื้นที่ปลูกยางพารา มันสำปะหลัง และกาแฟ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิซึ่งส่งผลกระทบต่อแต้มต่อทางการค้า โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งออกแบบและดำเนินการแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินของเกษตรกร
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนสัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมอภิปราย ในญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาผลกระทบและมาตรการ รับมือจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกานะครับ ท่านประธานครับ ผมจะพูดถึงปัญหา ด้านการเกษตรแต่ว่าผมจะเจาะมาที่เรื่องปัญหาด้านที่ดิน ซึ่งมีผลกระทบต่อแต้มต่อในการค้าขาย กับต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันนี้นะครับการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกถูกบังคับให้จะต้องทำตาม ระเบียบโลก ๒ ประการ ก็คือเรื่องประชาธิปไตย สิทธิและเสรีภาพ ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา และส่วนที่ ๒ ก็คือระเบียบโลกเรื่องสิ่งแวดล้อมซึ่งนำโดยสภาพยุโรป แล้วประเทศไทยเรา จะต้องรับมืออย่างไร จะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินอย่างไร เพื่อที่จะทำให้เรามีแต้มต่อ สำหรับรับมือกับระเบียบโลกใหม่เหล่านี้นะครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ สินค้า การเกษตรของประเทศไทยที่ส่งออกไปยังต่างประเทศที่สูงที่สุดใน ๕ ลำดับแรก ก็คือจะมี ผลไม้ ข้าว ยางพารา ไก่ แล้วก็มันสำปะหลัง ในสไลด์นี้ที่ผมจะพูดถึงก็คือจะมียางพารา มันสำปะหลังแล้วก็กาแฟ สำหรับตลาดที่เราส่งออกมากที่สุดอันดับ ๑ ก็คือจีน อันที่ ๒ คือญี่ปุ่น อันที่ ๓ ก็คือสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ผมจะพูดในลำดับต่อไป คือเราก็จะเห็นว่าสำหรับ สินค้าการเกษตรแล้วไม่ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้อยู่ในลำดับหนึ่ง แต่ว่ามูลค่าก็สูงมากเลยนะครับ ถ้าเทียบกับเงินไทยก็คือประมาณ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ขอสไลด์ต่อไปเลยนะครับ ผมจะพูดถึง ๓ ประเภทที่ผมได้พูดไปเมื่อสักครู่ อันดับที่ ๑ ก็คือเรื่องยางพารา นี่ก็คือแผนที่การปลูก ยางพาราของประเทศไทยยิ่งสีเข้มเท่าไร แสดงว่าพื้นที่เพาะปลูกยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ก็จะเห็นว่า กองอยู่ที่ภาคใต้แล้วก็ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือบ้าง สไลด์เลยต่อไปนะครับ ทีนี้ปริมาณ การส่งออกยางพารา ผมอยากจะให้ดูในช่อง ตัวเลขก็จะเล็กหน่อยก็คือจะมีสหรัฐอเมริกา แล้วก็ยุโรป ถ้าเราดูแม้ว่าตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาเราจะส่งออกในปริมาณที่มาก แต่ถ้าเทียบ กับยุโรปเรามันยังน้อยกว่า สไลด์ต่อไปเลยนะครับ แต่ทีนี้ปัญหาก็คือยางพาราปลูกในที่ดิน ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งผมไป Check ดูตัวเลขแล้วเป็นตัวเลขที่มากพอสมควร พื้นที่ปลูก ยางพาราทั่วประเทศไทยมีประมาณ ๒๕ ล้านไร่ แต่ว่าเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิประมาณ ๔-๕ ล้านไร่ ก็เท่ากับประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ อันนี้ก็ถือว่าเยอะมากเลยนะครับ สไลด์ต่อไปนะครับ มาถึงเรื่องมันสำปะหลัง มันสำปะหลังดูตัวเลขแล้วก็ค่อนข้างที่จะตื่นตาตื่นใจ พอสมควร เพราะว่าสถิติตัวเลขการส่งออกมันสำปะหลังไปยังต่างประเทศของประเทศไทยเรา มีมูลค่าประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนครับตลาดใหญ่ไม่ได้อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ตลาดใหญ่ อยู่ที่ Asia แล้วก็รองลงมาก็คืออยู่ที่ยุโรปนะครับ แม้ว่าเราจะไม่ได้ส่งไปที่อเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ แต่ว่าเราส่งไปที่ยุโรปซึ่งจะต้องไปผ่านกับระเบียบโลกด้านสิ่งแวดล้อมนะครับ เราก็จะเห็นว่า ในช่องตัวเล็ก ๆ พื้นที่ยางพารามีปลูกทั้งหมดทั่วประเทศ ๑๒ ล้านไร่ แต่อยู่ในที่ดินที่ไม่มี เอกสารสิทธิประมาณ ๑.๓ ล้านไร่ ซึ่งก็เท่ากับประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่นะครับ อันดับที่ ๓ คือเรื่องกาแฟ ขอสไลด์ต่อไป เรื่องของกาแฟนะครับ มูลค่าการส่งออกกาแฟของเรา ไม่ได้เยอะนะครับ จริง ๆ ความต้องการปริมาณกาแฟของประเทศไทยเรานี้ เราต้องการบริโภคในประเทศไทย เยอะมาก ในขณะที่เราส่งออกในจำนวนที่เล็กน้อย แม้ว่าตัวเลขไม่ได้เยอะมาก แต่ว่าดูแล้วนี่ ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่เยอะพอสมควรนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ถ้าเทียบกับปริมาณการนำเข้าก็ยังน้อยกว่าอยู่นะครับ อย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องกาแฟแม้ว่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาอาจจะไม่ได้มีความสำคัญมาก แต่ว่า จะกระจายอยู่ในตลาด Asia แล้วก็ไปยังตลาดยุโรปโดยเฉพาะตลาดที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาด ที่สำคัญมาก แล้วกาแฟสัมพันธ์กับปัญหาเรื่องที่ดินโดยตรง เพราะว่ากาแฟยิ่งปลูกในพื้นที่สูง มากเท่าไร โดยเฉพาะพื้นที่ที่สูงเกินกว่า ๑,๐๐๐ เมตร คุณภาพกาแฟก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งแน่นอนครับพื้นที่ที่มีความสูงเกินกว่า ๕๐๐ เมตร ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ไม่มีเอกสารสิทธิ ทั้งนั้น ก็หมายความว่าพื้นที่ปลูกกาแฟผมคิดว่าส่วนใหญ่แล้วคือพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ถ้าเราปลูกกาแฟในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิแน่นอนครับแต้มต่อในการค้าระหว่างประเทศของเรา ลดลงโดยเฉพาะถ้าไปพันกับเงื่อนไขของสหภาพยุโรป ขอสไลด์ต่อไปนะครับ อันนี้ก็คือ เรื่องของถ้าดูพื้นที่ในการปลูกกาแฟก็จะประมาณนี้ จริง ๆ ทางภาคใต้ก็ยังมีอยู่ สไลด์ต่อไป ทีนี้มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เนื่องจากเราต้องไปเจรจากับสหรัฐอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว เราต้องหาตลาดอื่นที่จะรองรับด้วย แน่นอนนะครับว่าเมื่อเราไปหาตลาดอื่นที่จะรองรับด้วย มันก็หนีไม่พ้นที่จะต้องผูกพันกับระเบียบโลกด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อเราดูเฉพาะในสหภาพยุโรป ก็จะมีอยู่ ๗ ประเภทนี้นะครับ แล้ว ๗ ประเภทนี้ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องกาแฟแล้วก็ยางพารา อยู่ในนั้นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าการที่เราปลูกพืชที่เราส่งออกในพื้นที่ที่ไม่มี เอกสารสิทธิเมื่อเราต้องไปผูกพันกับระเบียบโลกด้านสิ่งแวดล้อมเราก็จะเสียแต้มต่อนะครับ สไลด์สุดท้ายนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าในสถานการณ์แบบนี้รัฐบาลมีความจำเป็น ที่จะต้องตั้งรับโดยหันมาดูที่ตัวเองก่อน แล้วก็ทำในสิ่งที่เราสามารถจัดการตัวเองได้ก็คือ การทำให้เกษตรกรมีสิทธิในที่ดิน ผมไม่ได้เรียกร้องถึงขั้นต้องเป็นโฉนด แต่ว่าคงไม่ใช่ คทช. เพราะว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมดนะครับ จริง ๆ สามารถออกแบบเป็นรูปแบบอื่นก็ได้เรามี ระเบียบกฎหมายที่รองรับอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันมีความจำเป็นมากถ้าเราทำให้ เกษตรกรแค่ผมยกตัวอย่าง ๓ เรื่องนี้นะครับทำให้เกษตรกรของเรานี่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน เราก็จะมีแต้มต่อในการเจรจาการค้ากับระหว่างประเทศได้นะครับ ขอบคุณมากครับ