สกล สุนทรวาณิชย์กิจ อภิปรายญัตติด่วนเรื่องผลกระทบจากสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทย โดยชี้ให้เห็นผลเสียจากการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐอเมริกา และระบุข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรว่ามาตรการภาษีทำให้จีดีพีไทยติดลบและกระทบเศรษฐกิจปทุมธานีอย่างรุนแรง การสูญเสียฐานการผลิตอาจนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงานจำนวนมากและการย้ายถิ่นฐานของประชากร ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศทางเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมถึงเตือนถึงปัญหาเครื่องจักรมือสองล้นตลาดที่ลดมูลค่าลงอย่างมาก จึงเสนอให้รัฐบาลเจรจาเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ภาษีและใช้วิกฤตนี้ในการศึกษานวัตกรรม
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ จากพรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางการรับมือผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทย ท่านประธานครับ ผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยของสหรัฐอเมริกา ขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
โดยข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกร คาดการณ์จีดีพีของไทยปีนี้ จากเดิมอยู่ที่ ๓.๑ เปอร์เซ็นต์ลดลงมาเหลือติดลบ ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ เมื่อโดนมาตรการภาษีนี้ครับคิดเป็นส่วนต่างประมาณ ๔.๒ เปอร์เซ็นต์ครับ เมื่อเรามาดู ค่า GPP ของจังหวัดปทุมธานี ตัวเลขปี ๒๕๖๕ จะพบว่าค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด อยู่ที่ ๔.๔๘ แสนล้านบาท ถ้าหากโดนผลกระทบจากมาตรการภาษี จังหวัดปทุมธานีของผม ซึ่งเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมผลกระทบจะไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ๔.๒ เปอร์เซ็นต์นั้นแน่ ๆ ครับ นั่นคือมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ ๑.๘๘ หมื่นล้านบาท ที่จังหวัดปทุมธานีจะต้องเสียไปครับ และหากในกรณีที่เราไม่สามารถเจรจาแลกเปลี่ยนเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ภาษีนำเข้าสินค้า จากไทยไปสหรัฐอเมริกาให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้แล้วก็จะส่งผลระยะยาวทำให้โรงงาน อุตสาหกรรมที่ตั้งฐานผลิตในประเทศไทยอาจลดกำลังการผลิตลงหรือย้ายฐานการผลิตไปยัง ประเทศสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีตอบโต้ดังกล่าวครับ สิ่งนี้จะนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงาน เป็นจำนวนมากครับ และในฐานะที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี จังหวัดของเราเป็น จังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรมถึง ๒ แห่ง ได้แก่นิคมอุตสาหกรรมนวนครและบางกระดี นอกจากนี้ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมนอกนิคมอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งประชากรจำนวนมาก ในปทุมธานีครับคือแรงงานที่เป็นประชากรแฝงจากทุกจังหวัดทั่วประเทศไปจนถึงแรงงาน ข้ามชาติก็มีครับ ประชากรเหล่านี้เข้ามาทำงานเข้ามาเช่าที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ในเขตเลือกตั้งของผม ในเขตเทศบาลนครรังสิตแล้วเทศบาลเมืองคลองหลวงก็มีหอพักและ ห้องเช่าต่าง ๆ จำนวนมาก ทุกเช้าค่ำครับแรงงานก็จะไปนั่งรถของบริษัทไปทำงานหรือขับรถ มอเตอร์ไซค์ไปทำงาน มีการเข้างานเข้ากะตลอด ๒๔ ชั่วโมงครับ เมื่อแรงงานทั้งหลายครับ ตกงานเพราะโรงงานลดจำนวนพนักงานผลกระทบที่ตามมาอย่างมหาศาลก็คือการย้ายออก ของประชากรครับที่จะส่งผลต่อการบริโภคในพื้นที่ เช่น อาชีพค้าขายอาหาร ตลาดสดต่าง ๆ หอพัก ร้านขายเฟอร์นิเจอร์เครื่องนอนไปจนถึง Rider เป็นต้น กล่าวโดยสรุปคือเมื่อไม่มีงานก็ไม่มีคนและส่งผลให้ไม่มีการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ แม้ว่า ในพื้นที่จะยังคงเหลือมหาวิทยาลัยอยู่เป็นจำนวนมากแต่ก็ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์ ที่ประเทศไทยอัตราการเกิดก็กำลังลดลงในระยะยาวก็จะต้องเผชิญกับผลกระทบลักษณะ เช่นนี้อยู่ดี หรือแม้ผู้ที่ตกงานจากโรงงานครับหากหันมาประกอบอาชีพค้าขายของกิน ในตลาด แต่หากมีผู้ค้าขายมากขึ้นในขณะที่ผู้ซื้อลดลงสุดท้ายก็ไม่อาจอยู่รอดได้ ซึ่งหากเกิด ผลกระทบนี้ขึ้นมาแน่นอนว่ามันจะไม่ได้อยู่สภาพนี้แค่ ๒-๓ ปี แต่จะเป็นปัญหาระยะยาวที่พี่น้อง ประชาชนและลูกหลานในพื้นที่จะต้องเดือดร้อนแน่นอน ชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจก็จะ เปลี่ยนไป ซึ่งไม่ใช่แค่ปทุมธานีที่ได้รับผลกระทบนะครับ แต่ยังรวมไปถึงจังหวัดในปริมณฑล ชลบุรี ระยองและเมืองอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีบริบททางเศรษฐกิจใกล้เคียงกันครับ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเจรจากับประเทศอื่น ๆ ที่โดนภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นและประเทศในสหภาพยุโรปซึ่งตั้งฐานการผลิต ในประเทศไทย รวมถึงเสาะหาตลาดแห่งใหม่รองรับเพิ่มเติมครับ นอกจากผลกระทบต่อแรงงาน และชุมชนแล้วยังมีอีกหนึ่งมิติที่ไม่ควรมองข้ามที่ผมอยากจะนำเสนอ นั่นก็คือผลกระทบต่อ อุตสาหกรรมเครื่องจักรและระบบการผลิตในระดับมหภาค ในวงการเครื่องจักรอุตสาหกรรม การผลิตเมื่อคำสั่งการผลิตลดลงหรือย้ายฐานการผลิตออกไปจากประเทศไทย อุตสาหกรรม ก็มีความจำเป็นที่จะต้องลดต้นทุนในโรงงาน กล่าวคือมีการจำหน่ายเครื่องจักรการผลิตออกไป ในเวลานั้นเราก็จะมีเครื่องจักรมือสองในประเทศไทยล้นตลาดออกมาจำนวนมากครับ ถ้าเกิด โรงงานไหนร้อนเงินหน่อยหรือรอไม่ได้เครื่องจักรก็จะถูกขายเป็นราคาเศษเล็ก ขอสไลด์ด้วยนะครับ ปัจจุบันนะครับ ราคาเหล็กรับซื้ออยู่ที่ ๗ บาทต่อกิโลกรัมโดยประมาณนะครับ ท่านประธานครับ เครื่องจักร ๑ ตัวสมมุติว่าเป็นเครื่องกลึงถ้าหนัก ๒ ตันเอามาขายเศษเหล็กก็จะเหลือเพียง ๑๔,๐๐๐ บาทโดยประมาณ ทั้ง ๆ ที่ราคาซื้อราคามือสองประมาณหลักแสน ส่วนราคามือหนึ่ง เป็นหลักล้าน มูลค่าที่หายไปเป็นจำนวนมากมหาศาลครับท่านประธาน เอาสไลด์ลงด้วยครับ ยิ่งถ้าเป็นเครื่อง Hitech ระดับความแม่นยำที่สูงมากแล้ว ๑ ตัวในน้ำหนักเท่า ๆ กันอาจจะราคา ถึงประมาณ ๑๐ ล้านบาท แล้วถ้าถูกชั่งขายเป็นเศษเหล็กราคาก็จะเหลือเพียงหลักหมื่นบาท ลดลงไปถึงพันเท่า มูลค่าของนวัตกรรมที่เราจะต้องสูญเสียไปมันมีมูลค่ามหาศาลครับ ผลที่ตามมา ก็คือตลาดเครื่องจักรมือหนึ่งก็จะซบเซาในขณะเดียวกันเครื่องจักรมือสองก็จะไม่ได้เติบโต ขึ้นมา ตราบใดที่เรายังไม่สามารถสร้างแหล่งงานการผลิต อุตสาหกรรมของใหม่มาทดแทนได้ครับ โดยผมมีข้อเสนอแนะดังนี้นะครับ คำแนะนำแรกก็คือเราต้องใช้จังหวะนี้เปลี่ยนวิกฤติให้เป็น โอกาสในการศึกษานวัตกรรมจากเครื่องจักรที่โดนปลดระวางของโรงงานต่าง ๆ เป็นโอกาสที่เรา จะทำการ Reverse Engineering เพื่อให้ความรู้ด้านวิศวกรรม ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ กลไกหรือการออกแบบวงจรนั้น วงจรควบคุมนั้นยังอยู่ในประเทศไทย ผู้ประกอบการไทย ในอนาคตจะได้มีนวัตกรรมเป็นของตัวเองได้ครับ และยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้าน เทคโนโลยี ยามเมื่อการลงทุนไหลออกนอกประเทศไทยเรายังสามารถรับมือกับภาวะ สมองไหลนี้ได้เพียงแต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ หรือคำแนะนำที่ ๒ ประเทศไทยเราต้องทำการตลาดเครื่องจักรการผลิตส่งไปสหรัฐอเมริกาแทน เพราะถ้าโรงงานจากประเทศต่าง ๆ ที่โดนมาตรการภาษีเขาจะย้ายฐานการผลิตกลับไป สหรัฐอเมริกา Demand หรือความต้องการเครื่องจักรของสหรัฐอเมริกาก็จะสูงขึ้นครับ การลงทุนใหม่ด้วยเครื่องจากมือหนึ่งในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าการลงทุนสูง หากเราสามารถ ผลิตนวัตกรรมเครื่องจักรการผลิตที่ทำราคาได้ดีกว่าเครื่องจักรที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาเราก็ ส่งไปสู้กับตลาดของสหรัฐอเมริกา แน่นอนว่าเครื่องจักรโรงงานทั้งมือหนึ่ง มือสองจากไทยนะครับ ถึงจะโดนภาษีขาเข้าแต่มูลค่าเครื่องจักรรวมค่าขนส่งค่า Shipping แล้วหากถูกกว่า เครื่องจักรมือหนึ่งของสหรัฐอเมริการวมถึงประเทศคู่แข่งด้านเทคโนโลยีอย่างยุโรปหรือญี่ปุ่น นักลงทุนเขาก็ย่อมจะนำมาพิจารณาแล้วซื้อจากประเทศของเราก็จะเป็นการลดการขาดดุล ทางการค้าที่เราเคยนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศลงได้ มีประเทศที่พอจะเป็นคู่แข่งราคา ได้ก็คือประเทศจีนและไต้หวันครับ ดังนั้นครับเราต้องมีแนวทางการรับมือในระยะยาวต่อ ปัญหานี้คือพัฒนาการศึกษาและทักษะแรงงานของไทยให้สูงขึ้น และต้องสนับสนุนการสร้าง นวัตกรรมของคนไทยให้คนไทยเป็นผู้ประกอบการได้ รวมถึงให้ความรู้เรื่องสิทธิบัตรทางการ ประดิษฐ์และเข้มงวดมาตรการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้คนไทยปรับตัวและสู้กับการไหล ออกของนวัตกรรมได้ครับ ขอบคุณครับ