แอนศิริ ชี้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย 36% เตือนโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

แอนศิริ วลัยกนก อภิปรายเรื่องผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาต่อไทย เสนอให้ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและขยายตลาดไปยังกลุ่ม BRICS เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว และเรียกร้องให้รัฐลงทุนในวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีนวัตกรรม

นางสาวแอนศิริ วลัยกนก กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวแอนศิริ วลัยกนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎร์บูรณะ พรรคประชาชน ดิฉันขออภิปรายเรื่องที่สหรัฐอเมริกา ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยสูงถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริงนี่ไม่ใช่แค่เรื่องภาษีนะคะ นี่คือคำถามทางยุทธศาสตร์ระดับชาติว่าประเทศไทยเราจะตอบโต้อย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลง ของโครงสร้างทางเศรษฐกิจของโลก หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการการกีดกัน ทางการค้าเหมือนที่เราเคยเจอ แต่ดิฉันขอเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่านี่ไม่ใช่แค่ภาษี นี่คำเตือนว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจของโลกกำลังจะเปลี่ยน และประเทศไทยเรายังไม่มีคำตอบอย่างที่ มั่นคงพอ โลกไม่ได้วัดกันที่ใครผลิตได้เยอะที่สุดหรือใครต้นทุนต่ำที่สุดอีกต่อไป แต่โลกกำลัง วัดกันว่าใครควบคุมเทคโนโลยี ใครกำหนดมาตรฐาน ใครออกแบบห่วงโซ่อุปทาน และที่สำคัญ ใครมีอำนาจต่อรองในระบบ การที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของทั่วโลก วิธีคิดแบบนี้ เคยใช้ได้ในอดีตเพราะในยุคนั้นคนทั้งโลกเชื่อว่าการค้าเสรี ไม่มีการแทรกแซงทางการเมือง ใครผลิตดี ราคาถูกก็สามารถขายได้ทุกที่ แต่ในปัจจุบันเราเห็นแล้วว่าการค้าไม่ใช่แค่เรื่อง เศรษฐกิจอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นอาวุธทางการเมืองระหว่างประเทศมหาอำนาจ ประเทศ ที่พึ่งพาตลาดหรือวัตถุดิบจากภายนอกมากเกินไปจะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีอำนาจต่อรอง และเกิดความขัดแย้ง ก็โดนผลกระทบหรือไม่สามารถต่อรองอะไรได้เลย วันนี้ประเทศไทย ไม่มีทางเลือกนอกเหนือจากการเริ่มต้นการออกแบบห่วงโซ่อุปทานของตัวเองใหม่ให้มีความยืดหยุ่น กระจายตัวและเป็นธรรมมากกว่าเดิม เราต้องรู้ให้ได้ว่าสินค้าแต่ละชนิดที่ส่งออกมีวัตถุดิบ จากไหน ชิ้นส่วนจากใคร เทคโนโลยีเป็นของชาติใด และเมื่อห่วงโซ่ขาดตอนเรามีทางเลือก สำรองอะไรบ้าง ข้อเสนอของดิฉัน การพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดใดตลาดหนึ่ง เช่น สหรัฐ หรือจีนเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ เราต้องขยายการค้าการลงทุนไปยังประเทศกลุ่มเศรษฐกิจ เกิดใหม่ เช่น BRICS รวมถึงพันธมิตรที่มีศักยภาพสูงอย่างเช่นญี่ปุ่น เพื่อรวมเสียงของประเทศ ที่ไม่ใช่มหาอำนาจให้โลกเราได้ยินว่าประเทศขนาดกลางก็มีเสียงมีอำนาจต่อรอง ไม่ใช่แค่ รองรับผลกระทบ ถ้าเราอยากมีศักดิ์ศรีในสายตาใครเราต้องแข็งแกร่งจากภายในก่อน วันนี้ เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าราคาถูก สินค้าเกษตรดิบหรือสินค้าที่ไม่ใช่นวัตกรรม แล้วแบบนี้เราจะสู้กับโลกได้อย่างไร เราต้องเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ผลิตตามคำสั่งเป็นเศรษฐกิจ ที่ผลิตจากความคิดของเราเอง เราต้องพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ อุตสาหกรรมสีเขียว ดิจิทัล การแพทย์ครบวงจร เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เอาความเป็นไทยของเราที่มีมาต่อยอดให้เรามี รายได้อย่างยั่งยืน รัฐต้องลงทุนในอาร์แอนด์ดีอย่างจริงจัง ไม่ใช่นักวิจัยต้องไปขอทุนปีต่อปี แล้วมานั่งรออนุมัติแบบราชการล่าช้า ดิฉันขอเสนอให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมควรปรับทิศทางของงานวิจัยใหม่ งานวิจัยไม่ใช่แค่งานบนหิ้ง แต่เป็นงานแอนด์ดี ที่มาช่วยความก้าวหน้าของประเทศ กระทรวงพาณิชย์ต้องมาทำงานมากกว่านี้ เฝ้าระวังราคา และส่งเสริมการส่งออกแบบเดิม ๆ วิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานที่ใช้ข้อมูลจริงวิเคราะห์เป็นราย อุตสาหกรรม รู้ว่าชิ้นส่วนไหนของเรายังต้องนำเข้า ชิ้นส่วนไหนของเราสามารถผลิตเองได้ วางแผนความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและรอผลกระทบที่จะตามมาทีหลังนะคะ สิ่งที่ดิฉันอยากเห็นไม่ใช่แค่เพียงเจรจาเพื่อลดภาษี แต่คือการเจรจาเพื่อออกแบบระบบ เศรษฐกิจของโลกใบใหม่ร่วมกับคนอื่นโดยเฉพาะประเทศขนาดกลางเหมือนเรา ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก แอฟริกาใต้ พวกเขาก็ต้องเผชิญความเสี่ยงแบบผูกขาดของ มหาอำนาจจากทั้ง ๒ ขั้วเช่นเดียวกับเรา ดิฉันขอเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศและ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง แสดงบทบาทเชิงรุกทันทีด้วยการจับมือกับประเทศเหล่านี้โดยมีเป้าหมาย เหมือนกับการปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก การเจรจาการทูต ยุคนี้ไม่ใช่แค่เกมแลกหมัด เป็นการวางหมากให้เราต้องได้ข้อมูล ใช้พันธมิตร ใช้ภูมิรัฐศาสตร์ ใช้ความเข้าใจในระบบ Supply Chain ของโลกให้เป็นแต้มต่อของไทย ที่สำคัญเราต้อง ระมัดระวังไม่ให้เกิดการเจรจาการแลกผลประโยชน์ระยะสั้นกับอำนาจการต่อรองระยะยาว อย่าต่อรองเพื่อให้สินค้าไทยเราเข้าไปขายได้แค่เพียงวันนี้ แต่ต้องต่อรองเพื่อให้แรงงานไทย เทคโนโลยีของไทยและผู้ประกอบการของไทยเรานะคะมีที่ยืนในระบบเศรษฐกิจของโลกเรา ในระบบแบบระยะยาว ดิฉันขอเสนอให้ประเทศไทยเราวางบทบาทของตัวเองไว้บนโต๊ะ เจรจา เราไม่ใช่แค่ประเทศเล็กที่รอรับความเมตตาจากโลก แต่เราเป็นประเทศขนาดกลาง ที่มีฐานการผลิต มีแรงงานคุณภาพ มีภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ และที่สำคัญเรามีศักยภาพ ในการร่วมออกแบบกติกาเศรษฐกิจโลกใบใหม่ เพราะฉะนั้นท่านประธานคะ เราต้องมานั่งเจรจา ผู้ร่วมออกแบบไม่ใช่แค่ผู้มาขออนุญาตต้องเจรจาโดยมีการออกแบบแผนสำรองไม่ใช่เจรจา เพราะจนตรอกและที่สำคัญต้องเจรจาโดยยึดหลักผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ไม่ใช่เพียงแค่ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบจากระบบเดิม ขอบคุณค่ะ