นพพล เหลืองทองนารา ยื่นญัตติเสนอมาตรการภาษีใหม่ที่สหรัฐอเมริกาประกาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยหารือถึงผลกระทบกำแพงภาษีของสหรัฐต่อสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะข้าว และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์และจำหน่ายโดยตรงเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ ท่านครับ ในส่วนของวันนี้ที่ได้มีการยื่นญัตติในมาตรการที่ทาง ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการกำหนดอัตราภาษีให้กับแต่ละประเทศในโลกใบนี้ใหม่ แล้วก็ประเทศไทยเราก็อยู่ในวงเวียนแห่งการที่จะต้องได้รับผลกระทบในการกำหนดอัตรา ภาษีใหม่ในครั้งนี้ด้วยนะครับ
-๑๔๓/๑ แล้วก็ถือว่าประเทศไทยนั้น เป็นเป้าหมายในชาติแรก ๆ ที่จะถูกสหรัฐอเมริกาในการที่จะขึ้น กำแพงภาษีในสินค้าหลายประเภท ทุกประเภทก็ว่าได้ แล้วก็เป็นอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นค่อนข้าง จะมากเฉลี่ยแล้วถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านครับผมเองนี้เป็นห่วงที่สุดก็คือในเรื่องของสินค้า ทางด้านการเกษตรโดยเฉพาะข้าว ซึ่งวันนี้เราก็รู้กันดีอยู่ แม้ว่ารัฐบาลก็พยายามที่จะขายข้าว พยายามที่จะทำหลาย ๆ วิธีนะครับในการที่จะพยุงราคาข้าว แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วก็มีปัญหา นั่นหมายความว่าในเมื่อต้นทุนการผลิตของเรายังไม่สามารถที่จะสู้ประเทศอื่นได้โดยเฉพาะ อย่างอินเดียบ้าง อย่างเวียดนามบ้าง ทำให้เราค่อนข้างที่จะทำราคาขึ้นไปค่อนข้างจะยาก แล้วมาถึงตอนนี้ผมเองก็ยิ่งจะสงสารรัฐบาลมากขึ้น แม้ว่าผมเป็นคนหนึ่งละที่ค่อนข้าง จะเสียงดังต่อว่าต่อขานในเรื่องของมาตรการเรื่องราคาข้าวกับรัฐบาล แต่ว่าในใจลึก ๆ ก็ยิ่ง สงสารรัฐบาล ยิ่งช่วงที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของอเมริกา ทรัมป์ (Trump) ได้ประกาศอัตรา ภาษีขึ้นมา เพราะฉะนั้นยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยต่อไปในเรื่องข้าว ผมเองคิดว่าทั้งข้าวนาปรัง นาปี ทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะนาปรังเดี๋ยวจะราคาตก ข้าวนาปีด้วย นั่นหมายถึงว่าก็จะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวหนักทั้งหลายที่พวกเราคนไทยรู้จักกัน อย่างข้าวหอมมะลิในปี ๒๕๖๗ อเมริกาได้สั่งซื้อ ข้าวไทย ข้าวหอมมะลินี่เป็นจำนวนประมาณ ๘๕๐,๐๐๐ ตัน แล้วใน ๘๕๐,๐๐๐ ตันนี้ ถือว่าราคาของเราก็สูงกว่าประเทศอื่น ๆ แต่ด้วยความที่ข้าวไทยของเราโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวที่มีคุณภาพ แล้วเป็นคุณภาพระดับ Premium ที่ดีมาก ดีกว่าทุกประเทศ เราก็ยังยืนอยู่ได้ แต่ว่ามาตอนนี้ผมเองก็ตระหนักเหมือนกัน แล้วผมคิดว่ารัฐบาลเขาก็คงตระหนักเช่นกัน เพราะอย่างผม ๆ ก็ไม่ได้รู้เรื่องเศรษฐกิจอะไรมากมาย แต่ว่ารัฐบาลนั้นมีหลายคน ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้คงตระหนัก คงจะต้องคิดมากกว่า สส. ธรรมดา ๆ อย่างผมแน่ เพราะว่า จากเดิมราคาข้าวหอมมะลิของไทยที่ส่งไปอเมริการาคาจะตกอยู่ประมาณ ๙๐๐-๑,๐๐๐ เหรียญ ต่อตันครับ แต่ในเมื่อกำแพงภาษีขึ้นไปถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์แล้ว ราคาข้าวหอมมะลิของไทย ก็จะกลายเป็นประมาณ ๑,๔๐๐ เหรียญต่อตัน และเปรียบเทียบกับเวียดนามซึ่งเวียดนาม โดนภาษีมากกว่าเราก็จริง ๔๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเขามีฐานในเรื่องของราคาต่ำกว่าเรา เพราะฉะนั้น คิดแล้วนี่ราคาข้าวหอมเวียดนามที่ส่งขายไปยังอเมริกามันก็ยังจะตกอยู่แค่ประมาณ ๗๐๐ ๘๐๐ เหรียญเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถือว่าห่างกันมาก แต่ทีนี้ความห่างกันมากนี่นะครับ ผมเองก็ยังมั่นใจในคุณภาพของข้าวไทย แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ในเมื่อความห่างของราคา มันมีมากขึ้นนะครับ แล้วด้วยสภาวะเศรษฐกิจของโลกที่มันไม่สู้ที่จะดีนักผมก็อยากให้รัฐบาล ได้เร่งหามาตรการที่จะรองรับ เพราะเผื่อว่าบางทีจริง สินค้าเรามีคุณภาพจริง แต่ว่าในเมื่อ ราคามันห่างกันมากเกิน มากทีเดียว บางทีใจของผู้ซื้ออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงก็อาจจะ เป็นไปได้ แต่อย่างน้อย ๆ ผมคิดว่าด้วยสิ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประกาศออกมาในเรื่อง ของภาษี และเรามาดูในสินค้าโดยเฉพาะในตัวสินค้าทางด้านเกษตร ทำให้เราต้องกลับมา หวนคิดกันทั้งภาครัฐ แล้วก็ทั้งในส่วนของประชาชนผู้เพาะปลูกข้าวด้วยนะครับว่า ถ้าขืน พวกเราเกษตรกรไทยยังปลูกข้าวเหมือนเดิม นั่นหมายความว่าเราเน้นแต่ปริมาณ แต่เรา ไม่ได้เน้นคุณภาพของข้าวนี่นะครับ ต่อไปนี้โอกาสรอดของทุกท่านที่เพาะปลูกข้าวก็จะน้อยลง หรือมืดมนด้วยซ้ำ ผมอยากจะใช้คำนั้นเลยนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งเดียวที่จะเป็นทางรอด ของเกษตรกรไทยโดยเฉพาะคนที่ปลูกข้าว ก็คือว่าการที่จะต้องมีการพัฒนาคุณภาพข้าว ให้สูงขึ้นนะครับ มิฉะนั้นถ้าข้าวไทยไม่ดีจริง ๆ ระดับราคาที่ห่างกัน ณ ปัจจุบันนี้อย่างน้อย ๆ ก็หลายร้อยเหรียญ ผมคิดว่าคนซื้อไปบริโภคคงจะเปลี่ยนใจไปนานแล้วแต่เขาก็ยังคงซื้อข้าวไทย แต่ทั้งหลายทั้งสิ้นจะให้เกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรม หรือว่าให้ไปเพาะปลูกข้าวที่มีคุณภาพสูง ผมคิดว่าเกษตรกรนั้นเต็มใจ เพียงแต่ว่าภาครัฐโดยเฉพาะในส่วนของหน่วยงานราชการที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของพันธุ์ข้าว พวกคุณต้องเอาใจใส่ และเที่ยวนี้เห็นเลยนะครับ เห็นกันโดยชัด ถ้าคุณไม่เอาใจใส่ ปล่อยปะละเลย ในเรื่องของพันธุ์ข้าวแล้ว นั่นคือการฆ่าเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวในอนาคตอย่างเลือดเย็นมาก เพราะฉะนั้นแล้ว ผมอยากจะขอเรียกร้องให้ทั้งในส่วนของภาครัฐ ในส่วนของหน่วยงานราชการ แล้วก็รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพข้าวนะครับ ให้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีให้กับ พี่น้องเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าว แล้วก็ที่สำคัญคือในเมล็ดข้าวที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเวลา จำหน่ายขอให้มีการจำหน่ายให้ถึงตัวพ่อแม่พี่น้องที่เป็นเกษตรกร ไม่ใช่ว่ามีนายหน้ามาเอาไปให้ พ่อค้าขายอีกทีหนึ่ง ผมจึงกราบขอบพระคุณมากครับ