ชลธิชา แจ้งเร็ว ระบุผลกระทบจากกำแพงภาษีและการจัดลำดับ Tier การค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ ที่กระทบการส่งออกอาหารทะเล โดยเรียกร้องให้รัฐบาลรับประกันว่าจะไม่ถูกลดระดับ Tier หรือได้รับใบเหลือง IUU เพื่อป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจในอนาคต พร้อมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาท่าทีและจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือประเด็นการขยายตลาดส่งออกสู่ยุโรป โดยชี้ให้เห็นว่าการละเมิดหลักการไม่ส่งกลับผู้ลี้ภัยและการต้อนรับกลุ่มทหารจากเมียนมาส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ และยกตัวอย่างกรณีการถูกควบคุมตัวของนักวิชาการชาวอเมริกันที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยว่าเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาเรื่องกำแพงภาษีกับสหรัฐอเมริกา จึงเสนอว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจาการค้าเสรีทั้งกับยุโรปและอเมริกา พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับมติรัฐสภายุโรปที่เรียกร้องไทยให้ปฏิรูปกฎหมายกระบวนการยุติธรรมและรับรองอนุสัญญา ILO
ขอบคุณค่ะ เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน ท่านประธานคะ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าการตั้งกำแพงภาษีของอเมริกา ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลกนะคะ รวมไปถึงประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวเลขกำแพงภาษีที่ไทยเจอส่งถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ค่ะท่านประธาน และวันนี้ดิฉันมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ๓ ประการด้วยกัน ฝากไปยังรัฐบาลเพื่อให้เตรียมรับมือกับผลกระทบของกำแพงภาษีของอเมริกาอย่างรวดเร็ว รอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาวค่ะ
ประเด็นแรก ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยรัฐบาลได้เน้นย้ำถึงการเปิดตลาด การค้าการส่งออกใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตลาดการค้าและการส่งออกไปยังทวีปยุโรป ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่น่าชื่นชมที่เราจะต้องมองตลาดการค้าที่มากกว่าแค่สหรัฐอเมริกา หรือประเทศจีนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่าในสถานการณ์ที่การแข่งขันทางการค้าโลก รุนแรงเช่นนี้ หากไทยต้องการที่จะเร่งเปิดตลาดยุโรป หรือตลาดใหม่ ๆ เราก็ต้องกลับมา ทบทวนและพัฒนาพร้อมกับยกระดับมาตรฐานของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสิทธิแรงงาน ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม มาตรฐานเรื่อง Rule of Law และเรื่องอื่น ๆ เพราะอียูเป็นกลุ่มประเทศที่มีความเข้มงวดในเรื่องเหล่านี้มาก ๆ ยกตัวอย่างเช่น กฎระเบียบของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ปลอดจากการทำลายป่า หรือ EUDR นั่นเองค่ะ ซึ่งแม้ว่าตอนนี้เขา EUDR จะเลื่อนการบังคับใช้ออกไป แต่ไม่เร็วไม่ช้าค่ะ ระเบียบฉบับนี้ก็ต้องกลับมาอีกแน่นอน ดังนั้นไทยจะต้องเตรียมความพร้อมที่ดีกว่านี้ค่ะ ในการเตรียมบังคับใช้ หรือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการบังคับใช้ระเบียบฉบับนี้ของอียู โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าของไทยที่อาจจะได้รับผลกระทบอย่างมาก อย่างยางพาราค่ะ และดิฉันก็ทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะสินค้า ๗ ประเภท อย่างกรมป่าไม้ หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองก็ยังทำงานไม่บูรณาการกันนะคะ แถมยังประชาสัมพันธ์ ให้กับประชาชนอย่างน้อยมาก ๆ
ประเด็นต่อมา ก็คือเรื่องของข้อกำหนดในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน ของธุรกิจ หรือข้อกำหนด CSDDD ที่อียูได้ผ่านออกมาในช่วงปีที่แล้วนะคะ เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทต่าง ๆ จะมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนแล้วก็ด้านสิ่งแวดล้อม เราจะต้องตรวจสอบทั้งในการดำเนินธุรกิจ และในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดนะคะ และแม้ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวค่ะจะบังคับใช้กับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งอียูเองก็เพิ่งจะแก้กฎหมาย ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม ด้านธรรมาภิบาล เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันในตลาดโลก ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่เราก็ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนักลงทุนเองก็มองว่าข้อกำหนดนี้ เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับพวกเขาเองที่จะช่วยประเมินในเรื่องของความเสี่ยง โอกาส ในการลงทุน แล้วก็ความแน่นอนของการบังคับใช้กฎหมายเช่นเดียวกัน และจากมติของ รัฐสภายุโรปว่าด้วยเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งออกมาหลังจากที่ประเทศไทยได้มีการบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ มติดังกล่าว รัฐสภาของอียูก็ได้มีการผลักดันให้คณะกรรมาธิการยุโรปใช้การเจรจาข้อตกลงทางการค้าเสรี หรือว่าเอฟทีเอเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องไทยให้ปฏิรูปกฎหมายกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนให้ไทยไปให้สัตยาบันในอนุสัญญาหลักของ ILO เช่นเดียวกัน จะเห็นได้ค่ะว่า เรื่องสิทธิมนุษยชนเกี่ยวข้องโดยตรงกับมิติด้านของเศรษฐกิจ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี ถ้ารัฐบาลไทยจะใช้โอกาสนี้ในการผลักดันเรื่องสิทธิแรงงานที่มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่เป็น ประเด็นสำคัญในการที่เราสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาทางการค้ากับอเมริกาได้ เช่นเดียวกัน
ประเด็นที่ ๒ ค่ะท่านประธาน วันนี้เราเจอผลกระทบเรื่องของกำแพงภาษี ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ซึ่งน่าห่วงกังวลมากอยู่แล้วนะคะ แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องติดตาม อย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกันค่ะ นั่นคือการจัดลำดับ Tier การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศ ของอเมริกา ซึ่งจัดขึ้นโดยทุกปี ดิฉันเชื่อว่าในที่นี้หลายท่านยังคงจำผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่ไทยเจอ ที่ไทยได้รับหลังจากที่เราโดนลด Tier การค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบ ต่อการส่งออกอาหารทะเลไทยได้เป็นอย่างดี และจากห้องประชุมของ กมธ. พัฒนาเศรษฐกิจ ผู้แทนจาก กต. เองก็ได้ออกมาชี้แจงในห้องประชุม เช่นเดียวกันนะคะว่า สหรัฐอเมริกาก็ยังคงแสดงความห่วงกังวลค่ะต่อปัญหาในเรื่องของ การค้ามนุษย์ในประเทศไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติเรื่องของการใช้แรงงานทาส ในเรือประมง และเรื่องของการค้ามนุษย์ของแก๊ง Call Center ต่าง ๆ ซึ่งไทยได้กลายเป็น ประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่านไปยัง Scam Center ตามชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ และช่วงกลางปีนี้ค่ะท่านประธานการประเมินเรื่องของการค้ามนุษย์ ของสหรัฐอเมริกาจะออกมาค่ะ ดิฉันอยากให้รัฐบาลช่วย Guarantee กับพวกเรา ให้ความมั่นใจ กับพวกเราว่าเราจะไม่เจอผลกระทบด้านเศรษฐกิจระลอกที่ ๒ จากสหรัฐอเมริกาผ่านการถูกลด Tier ในรายงานการค้ามนุษย์ตามมาในหลังจากนี้ มิเช่นนั้นแล้วถ้าไทยโดนลด Tier การค้ามนุษย์อีก จะส่งผลต่อเรื่องของการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีอากรหรือจีเอสพีตามมา แล้วก็จะยิ่งส่งผล กระทบรุนแรงขึ้นต่อเศรษฐกิจของไทยในอนาคต แล้วอย่าลืมว่านอกจากฟากสหรัฐอเมริกาแล้วนั้น ทางฟากอียูเองเขาก็มีการประเมินเรื่องของ IUU ค่ะหรือว่าการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมเช่นกัน โดยไทยเองก็เคยได้ใบเหลืองมาแล้วค่ะ และส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทย ภาคการประมงอย่างมากเช่นเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องทำให้มั่นใจว่าเราจะไม่เจอใบเหลืองจาก IUU อีกเช่นเดียวกัน
ประเด็นสุดท้าย ดิฉันขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาท่าทีและจุดยืน ของประเทศไทยในด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ที่เราเองกำลังนั่งอยู่บน เก้าอี้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และในฐานะของการที่ใช้เป็นอำนาจและ เครื่องมือและความชอบธรรมที่เราประเทศไทยจะใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรอง เรื่องของกำแพงภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาได้ แต่ในความเป็นจริงวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นค่ะ เราสูญเสียความเชื่อมั่นไปแล้วจากการละเมิดหลักการไม่ส่งกลับผู้ลี้ภัย จากการที่เราไป ต้อนรับเผด็จการทหารที่สั่งโจมตีทางอากาศต่อผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเมียนมาให้เข้ามา ร่วมประชุม BIMSTEC ในประเทศไทยในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แล้วเมื่อไม่กี่วันนี้กองทัพ ภาคที่ ๓ ก็ได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ ตำรวจรับลูกโดยการขอศาลออกหมายจับ แล้วเมื่อวานนี้ ศาลเองก็ปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวของดอกเตอร์พอล แชมเบอร์ส (Dr. Paul Chambers) ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวรด้วยข้อหามาตรา ๑๑๒ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขั้นพื้นฐานอย่างเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิในการประกันตัว และแม้ล่าสุด แม้ศาลจะให้ ประกันตัวแล้วแต่อาจารย์พอล (Paul) ก็ยังคงต้องถูกควบคุมตัวต่อไป เพราะทางการไทย ได้ถอน Visa จึงต้องไปนั่งรอลุ้นอีกทีหนึ่งว่า ทาง ตม. ไทยจะให้ประกันตัวต่อไปหรือไม่ อย่างไรนะคะ และเนื่องจากอาจารย์พอล (Paul) เป็นนักวิชาการชาวอเมริกัน ประเทศซึ่งให้ ความสำคัญและวิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทยมาโดยตลอดในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะท่านประธานว่ากรณีดังกล่าวนี้จะมีผลโดยตรงต่ออำนาจในการต่อรอง ในการเจรจาเรื่องของกำแพงภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอนในระยะยาว ดิฉันคิดว่าทางออกเดียวในขณะนี้หากไทยยังอยากเร่งเจรจาเรื่องกำแพงภาษีกับอเมริกา เพื่อประโยชน์ของประชาชนในประเทศนี้แล้วนะคะจะต้องฟื้นคืนความเชื่อมั่นของทั้งคนไทย ของนานาชาติ ทำให้ประเทศไทยมีนิติรัฐ นิติธรรม ยึดมั่นในคุณค่าสิทธิมนุษยชน และต้องไม่ปล่อย ให้ใครเข้ามาทำลายอำนาจและความชอบธรรมในการที่เราจะเข้าไปเจรจาทางการค้า เจรจา ต่อรองเรื่องกำแพงภาษีกับสหรัฐอเมริกาอย่างเด็ดขาด เพราะนี่คือผลประโยชน์และผลกระทบ ที่ประชาชนคนไทยจะต้องรับมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะ สุดท้ายค่ะท่านประธาน ดิฉันคิดว่า เรื่องนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องดึงสติ ดึงมาตรฐานสิทธิมนุษยชนของเรากลับขึ้นมาจากเหว เพื่อพวกเราทุกคนในอนาคต ขอบคุณค่ะ