ปวิตรา จิตตกิจ อภิปรายผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้า 25% ของสหรัฐอเมริกาต่อธุรกิจอลูมิเนียมไทย โดยชี้ให้เห็นความล่าช้าของรัฐบาลในการออกมาตรการรองรับและเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการเจรจาเพื่อแก้ปัญหา ปวิตรา จิตตกิจ หารือมาตรการรองรับผลกระทบทางตรงและอ้อมจากการค้ากับสหรัฐอเมริกา เน้นการเจรจาในระดับรัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายกฎหมายเพื่อช่วยเหลือ SMEs และเสนอให้แก้ปัญหาเรื่องภาษีนำเข้าอย่างจริงจัง พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน
เรียนประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน ลูกเกด ปวิตรา จิตตกิจ ผู้แทนราษฎรเขตบางกอกใหญ่ ธนบุรี ภาษีเจริญ แขวงศิริราช และแขวงบางเชือกหนัง กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายในญัตติด่วนนี้ด้วยนะคะ ดิฉันจะขออภิปรายในกลุ่มสินค้าอลูมิเนียมค่ะที่ได้รับ ผลกระทบการปรับราคาขึ้นภาษีมาแล้ว ๒๕ เปอร์เซ็นต์จากทางสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคมที่ผ่านมา แต่วันนี้ยังไร้ถึงมาตรการยังไม่มีหนทางใดแก้ปัญหาจากรัฐบาลแม้แต่ นิดเดียวเลยค่ะ ดิฉันขอเท้าความสั้น ๆ ค่ะว่าปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจกลางน้ำเกี่ยวกับ อลูมิเนียมอย่างน้อย ๕๐ รายค่ะ แบ่งเป็นผู้ผลิตอลูมิเนียมแผ่น ๕ ราย ผู้ผลิตอลูมิเนียม หล่อ Billet และอัดขึ้นรูป ๔๕ ราย โดยกลุ่มอลูมิเนียมนี้นะคะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเสียหายไม่แพ้กันกับกลุ่มสินค้าอื่น ๆ เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ ๒ ของไทย หรือมีสัดส่วนถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออก อลูมิเนียมทั้งหมดค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ภาพแรกเป็นภาพที่บ่งบอกถึงจำนวนอลูมิเนียม ที่เราส่งออกแล้วก็มูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ย้อนหลัง ๕ ปี จะเห็นว่าการส่งออก ในปีล่าสุดปี ๒๕๖๗ มีปริมาณการส่งออกอยู่ที่ ๑๑๑ ล้านกิโลกรัม ตีเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปี ๒๕๖๖ ถึง ๖๓ เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มว่าจะขึ้นไปอีกใกล้เคียง กันกับปี ๒๕๖๓ ถ้าไม่เจอปัญหาภาษีสหรัฐอเมริกา ไทยคงรุ่งไปกว่านี้แน่นอนค่ะ ดิฉันขอย้อน Timeline สั้น ๆ เกี่ยวกับการปล่อยปละละเลยของกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาล เกี่ยวกับ การขึ้นภาษี ๒๕ เปอร์เซ็นต์นี้สั้น ๆ แต่ถ้าเกิดมีผู้ที่จะลุกมาชี้แจงก็จะกรุณาเป็นอย่างยิ่งค่ะ จะได้ตอบผู้ประกอบการกันไปเลยค่ะว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไรค่ะ เริ่มแรกนะคะ ผู้ประกอบการเขาก็มีความกังวลใจเรื่องการขึ้นภาษีตั้งแต่ในช่วงของการที่สหรัฐอเมริกามีการ หาเสียงเลือกตั้งในช่วงปี ๒๕๖๗ ซึ่งเขาก็รู้ตัวกันตั้งแต่ช่วงนั้นมาแล้วเพราะเขาทราบถึง นโยบายทรัมป์ (Trump) ๒.๐ ว่าส่งผลกระทบอย่างไรต่อไทย และไทยเองก็เคยได้รับ ผลกระทบจากมาตรา ๒๓๒ มาแล้วในอดีต ทำให้ผู้ประกอบการเหล็กอลูมิเนียมนี้ระส่ำ ไปครั้งหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการโดยสภาอุตสาหกรรมและหอการค้าไทย ก็ได้มีการประชุมหาแนวทางจับตาทิศทางการค้าอยู่ตลอด แต่ว่ารัฐบาลไทยขณะนั้นก็ไม่ได้มี มาตรการรองรับใด ๆ ที่เป็นรูปธรรมค่ะ จนได้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบันได้เข้ารับ ตำแหน่งนะคะ แล้วในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีลงนามปรับภาษีจากเดิม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์เรียบร้อยค่ะ และให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑๒ มีนาคม ที่ผ่านมาค่ะ ซึ่งก็ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของญี่ปุ่นรีบทำหนังสือขอเจรจายกเว้นภาษี ในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ นี้ แล้วก็ทราบว่าอีกหลายประเทศรีบทำหนังสือเพื่อขอ เจรจา คำถามของดิฉันก็คือเจ้ากระทรวงของเรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ทำอะไรอยู่คะ ทำไมถึงไม่มีบทบาทใด ๆ เลย และจากปัญหานี้ ทางกรรมาธิการพาณิชย์และ ทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยเพื่อนสมาชิกของดิฉันก็นำวาระนี้ เข้าสู่การประชุม และได้เชิญผู้แทนจากฝั่งสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทยเข้ามานำเสนอ ปัญหาหาทางแก้ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ โดยมีตัวแทนจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือว่า BOI เข้าร่วมด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ในห้องประชุมวันนั้นทางฝั่งกระทรวงพาณิชย์ ตอบอะไรไม่ได้เลย ดิฉันอยากจะให้ดูชวเลขเหลือเกินเพราะว่าการจะทำหนังสือขอเจรจาได้ จะต้องเป็นข้อสั่งการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือว่าท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้น จึงจะทำได้นะคะ ซึ่งตอนนั้นก็มีข่าวว่าท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เพิ่งบินกลับมาจาก สหรัฐอเมริกา ดิฉันก็ถามในชั้นกรรมาธิการแล้วนะคะ ผลการเจรจาเป็นอย่างไรบ้าง ท่านประธาน ทราบไหมคะว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ตอบดิฉันว่าไม่ทราบรายละเอียดเลยค่ะ ไม่รู้เรื่อง เลยว่าเขาคุยอะไรกัน ฟังดูแล้วมันท้อแท้มากค่ะตัวเองเป็นถึงเจ้ากระทรวงแต่ไม่สามารถ ส่งต่อข้อมูลไปให้กับลูกน้องได้ ทำให้ประธานสภาอุตสาหกรรมต้องร่อนจดหมายไปเอง จดหมายที่ท่านประธานสภาอุตสาหกรรมตอนนี้ก็อยู่ในมือดิฉัน แล้วก็อยู่ในสไลด์ด้วยนะคะ ส่งไปถึงกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ ๔ มีนาคมเพื่อขอให้เปิดเวทีพูดคุยกันระหว่างสภาอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาหาแนวทางพร้อมเสนอแนะวิธีแก้ไขดังจดหมายนี้นะคะ ตามภาพนะคะ ซึ่งดิฉันก็ไม่ทราบว่าจดหมายฉบับนี้ถึงมือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีหรือยัง เพราะว่าไม่มีการเรียกคุยค่ะ และสุดท้ายตอนนี้ก็โดนขึ้น ภาษีเรียบร้อยไปตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม แล้วกลุ่มอื่น ๆ ก็โดนไปอีก ๓๗ เปอร์เซ็นต์ตามที่ เพื่อน ๆ สมาชิกได้อภิปราย ท่านประธานคะ ดิฉันขอเสนอวิธีแก้ปัญหาจากสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาผลกระทบการขึ้นภาษี ๒ ข้อสั้น ๆ นะคะ
ประการแรก รัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบทางตรง เช่น การเจรจา ระดับรัฐเพื่อป้องกันและบรรเทาการใช้มาตรการจากสหรัฐโดยต้องให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม ผ่านกลไกหรือคณะทำงานต่าง ๆ ของรัฐและรัฐควรสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรึกษากฎหมาย เพื่อช่วยเหลือ SMEs ในการผลักดันมาตรการต่าง ๆ ที่เป็นทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา
ประการที่ ๒ รัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบทางอ้อมด้วยค่ะ เช่น ดำเนินมาตรการทางการค้านอกเหนือจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือ AD บังคับใช้ กฎหมายในประเทศ เพื่อควบคุมสินค้านำเข้า อาทิ มาตรการภายใต้ พ.ร.บ. การส่งออก ปี ๒๕๒๒ กรณีมีสินค้านำเข้าเพิ่มสูงขึ้น และควบคุมราคาสินค้าที่จำหน่ายในประเทศในราคา ไม่เป็นธรรม และไม่เป็นไปตามกลไกของตลาดค่ะ
สุดท้ายดิฉันอยากให้แก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องของภาษีนำเข้าอย่างจริงจัง เสียทีค่ะ เพราะมันกระทบต่อภาพรวมของการส่งออก และภาพรวมของจีดีพีประเทศไทย ในปีนี้อย่างแน่นอนค่ะ และขอฝากการแก้ปัญหาง่าย ๆ อย่างนี้ผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วยว่าวันนี้ขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินเข้าไปหาผู้ประกอบการ SMEs บ้าง เดินเข้าหาสภาอุตสาหกรรมบ้าง เดินเข้าไปหา หอการค้าบ้างค่ะ ไปขอความรู้ขอคำแนะนำจากเขาช่วยกันหาทางออกร่วมกัน หรืออีกทาง ท่านเจ้ากระทรวงจะเดินออกจากกระทรวง และให้คนที่เขาทำงานเป็นแก้ปัญหาได้มาทำแทนค่ะ ขอให้พิจารณาด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ