ชุติพงศ์ อภิปรายผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐ กระทบธุรกิจไทย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ อภิปรายผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อไทย โดยชี้ว่าสินค้าจีนใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อหนีกำแพงภาษี ทำให้เศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมเหล็กไทยเสียหาย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายการลงทุนจากจีนโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ระยอง

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง อำเภอบ้านค่าย ผู้แทนของวังจันทร์ พรรคประชาชนครับ ผมขออภิปรายญัตติ เรื่อง พิจารณาศึกษาผลกระทบ และมาตรการรับมือจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาอเมริกา โดยผมขอเริ่มต้นด้วย ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมว่าด้วยเรื่องการเติบโตของการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาที่โตขึ้น อย่างก้าวกระโดด ท่านประธานครับ เมื่อปลายปี ๒๕๖๗ ตลาดส่งออกของประเทศไทย เราพบว่ามียอดส่งออกสูงขึ้น ตอนปี ๒๕๖๘ เรายังคงพุ่งสูงขึ้นไปอีกถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ และเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็น New High โดยเฉพาะเมื่อดูมูลค่าสินค้าส่งออกไปยัง สหรัฐอเมริกาตัวเลขดุลการค้าของประเทศไทยเป็นอันดับที่ ๑๑ โดยเราได้ดุลมาที่ ๔๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในส่วนนี้ก็มาจากทั้งบริษัทที่เป็นของสหรัฐอเมริกามาตั้งฐานผลิต ในประเทศไทยแล้วส่งกลับไปขายในประเทศ บางส่วนก็เป็นผลผลิตจากผู้ผลิตชาวไทยและมีส่วน ที่เป็นผลผลิตมาจากสินค้าที่มาจากประเทศจีนที่ตอนนี้กำลังถูกตั้งกำแพงภาษีจาก สหรัฐอเมริกาแต่ใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งสินค้าไปยังปลายทาง เมื่อดูดัชนีภาคการผลิต ของไทยเราจะพบว่ากลับลดลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่กลางปี ๒๕๖๗ ซึ่งสันนิษฐานว่าสินค้า บางส่วนอาจเป็นสินค้าสวมสิทธิ ที่ใช้ส่งออกโดยใช้ช่องว่างที่ประเทศไทยงดเว้นภาษีนำเข้าให้กับจีน เพื่อนำผ่านสินค้าเข้ามา ตั้งบริษัทเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อหนีกำแพงภาษีที่สหรัฐตั้งไว้กับจีน พอส่งไปก็ปั้น ตัวเลขส่งออกทำให้ไทยเราดูดี ดูก้าวกระโดด แต่สุดท้ายเมื่อตัวเลขการจ้างงานและการผลิต ไม่เพิ่ม สุดท้ายก็ไม่ได้สร้างอะไรให้กับสังคมไทยเลย ท่านประธานครับ ประเทศไทยส่งออก ไปสหรัฐมากที่สุด เราพึ่งพาตลาดของสหรัฐเป็นอันดับหนึ่ง สัดส่วนอยู่ที่ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าสถานการณ์การขึ้นภาษียังคงอยู่และกินระยะเวลายาวนาน ธุรกิจไทยมีโอกาสพังทั้ง Supply Chain ซึ่ง Supply Chain ที่ว่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด ไม่ใช่แค่ตัวอักษรครับ แต่มันคือ ชีวิตคนไทยนับแสน นับล้านที่อยู่ในนั้น หลายคนอยู่ในเขตอีอีซีอยู่ในเขตบ้านผม ที่กำลัง จะกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีครั้งนี้ ความจริงดัชนีการจ้างงานไทยก็ไม่ได้สูงขนาดนั้นครับ และจะเห็นว่าโรงงานจีนที่มาตั้งอยู่ในไทยส่งสินค้าไปอเมริกาตีตราไทย เรื่องแบบนี้เป็นเรื่อง ที่เป็นปัญหา เพราะการนำเข้าส่งออกทันที หรือที่นำเข้ามาประกอบผลิตและเตรียมส่งออก อย่างน้อยผมในฐานะ สส. พื้นที่ คนในพื้นที่ก็คิดว่าอย่างน้อยควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กระตุ้นเศรษฐกิจภายในพื้นที่ Local Content แต่กลับเป็นว่าธุรกิจจีนนี่เข้ามาครับกลายเป็น ธุรกิจศูนย์เหรียญ เข้ามาก็เอาคนจีนเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย เอาสินค้าจีนมาขายคนจีน ลามไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ครับ บ้านเช่าหรือตึกคอนโดก็ปล่อยเช่าโดยคนจีนด้วยกัน เราไม่ได้อะไรเลยครับ แต่เราได้การถูกมองว่าเราเป็นฐานการผลิตสินค้าจีนส่งออกไปยังสหรัฐ รัฐบาลต้องเริ่มทบทวนการเปิดรับการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพโรงงานสินค้า ที่ประกอบในไทยด้วย ผมมีตัวอย่างที่ยกตัวอย่างได้อย่างชัดเจนเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็คือเคสโรงงานเหล็ก ซินเคอหยวนครับ ท่านประธานครับ การลงทุนจากจีนที่เขามานี่ ผ่านการเชื้อเชิญโดยการให้ BOI ลด แลก แจก แถม ให้ทุนจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตอยู่ในประเทศของเรา แต่สิ่งที่เราได้ ความเป็นจริงก็คือธุรกิจไทยได้รับผลกระทบครับ เหล็กไทยลดกำลังการผลิตลงมาเหลือแค่ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ สำหรับธุรกิจที่ใช้เตา EIF และเตา IF ที่มีมลพิษมากกลับมาทุบตลาด จนผู้ผลิตชาวไทยแบกรับต้นทุนไม่ไหว ผลิตสินค้าสู้ก็ลำบาก แล้ว BOI ก็ให้สิทธิพิเศษในการ จ้างงานคนจีน แทนที่จะจ้างงานคนไทย เพื่อจะให้แรงงานที่มีความสามารถพิเศษมาสร้าง การผลิตเหล็กอยู่ในประเทศไทย คำถามคือเหล็กจากแรงงานคุณภาพพิเศษที่ BOI ยกเว้นให้ ทำไมถึงได้ไปปรากฏอยู่ในตึก สตง. ที่ถล่มลงมา และปรากฏว่าเป็นเหล็กที่ไม่ได้คุณภาพ ผมต้องพูดว่าการที่เราจะวางตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างประเทศใดประเทศหนึ่งขั้นแรกเราต้อง เริ่มจากการหาหลักให้เจอ อย่างเช่นหลักของการเคารพสิทธิมนุษยชน สถานการณ์ของไทย ในช่วงที่ผ่านมาไม่นานครับ เราประสบภาวะทั้งเรื่องการถูกมองจากโลกทั้งใบจากกรณีที่ส่ง ชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน เรื่องนี้กระทบต่อท่าทีของเราที่ไปเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐ หรือไม่ เราประเมินกันได้ หรือแม้แต่เรื่องที่มีนักวิชาการชาวอเมริกันถูกจับในคดีความมั่นคง เรื่องนี้เป็นปัญหาที่จะทำให้ท่าทีในการไปเจรจาถูกมองว่าเราเคารพสิทธิมนุษยชนตามที่ อเมริกาเรียกร้องหรือไม่ และประเทศที่มีท่าทีเอนเอียงไปทางประเทศจีนมากเราเห็นได้จาก ในอาเซียนของเราครับ กัมพูชาถูกขึ้นภาษี ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ลาว ๔๘ เปอร์เซ็นต์ เวียดนาม ๔๖ เปอร์เซ็นต์ เมียนมา ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเหล่านี้มีท่าทีเอียงไปทางการพึ่งพาจีนเป็นหลัก ขณะที่ประเทศที่มีความเป็นกลางหรือมีความใกล้ชิดมากกว่าอย่างสิงคโปร์ก็โดนไปแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ฟิลิปปินส์ที่ดูมีท่าทีมีผลกระทบ มีข้อพิพาทกับจีนโดนไป ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศที่โดนภาษีมากก็อยู่ในสภาวะที่พึ่งพาจีนเป็นหลัก จึงถูก สหรัฐตั้งกำแพงภาษีสูงมาก สหรัฐไม่ได้ตั้งกำแพงภาษีเพียงเพื่อกีดกันการค้ากับประเทศ ที่เป็นคู่ค้า แต่เป็นการวางหลักการว่าแต่ละประเทศต้องไม่ถูกมองเป็นทางผ่านของสินค้าจีน ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งในสงครามการค้ากับสหรัฐโดยตรง ซึ่งนี่จะต้องทำให้ไทยหาวิธีการที่จะถูก มองว่าเราไม่ได้เอียงไปทางประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ซึ่งผมก็ได้พูดไปแล้วว่าที่ผ่านมา เราถูกตั้งคำถามอะไรบ้าง ดังนั้นข้อเสนอจากทางผมก็ขอเสนอไปยังรัฐบาลว่าเราต้องเริ่ม กระบวนการทบทวนในเรื่องของการให้ BOI และชักชวนการลงทุนมาในประเทศไทยรวมถึง การเคารพสิทธิมนุษยชน เพื่อให้การเจรจาได้รับการตอบรับในท่าทีที่ดีขึ้น ทั้งหมดที่ผมกล่าวมา การทบทวน BOI ไม่ใช่ว่าไม่มีการชงนะครับ ล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้มีการชงยกเลิก BOI ของบริษัท ซินเคอหยวนเข้าไปยังบอร์ด BOI แล้ว ซึ่งพอดีกับว่าประธานบอร์ด BOI ก็คือท่านพิชัย ชุณหวชิร จะต้องเป็นตัวแทนคณะประเทศไทย ไปเจรจา ผมว่าการที่ท่านเริ่มต้นจากการที่นัดประชุมบอร์ด BOI และพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นคำตอบว่าการปกป้องตลาดเหล็กไทยและนำไปตอบว่าเรามีการพิจารณาท่าทีในการ ที่จะให้ BOI หรือระงับ BOI ของบริษัทที่ไม่ได้คุณภาพ และเป็นบริษัทจากประเทศจีนที่เราให้ BOI อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ทางสหรัฐอเมริกา เปิดรับการเจรจาจากเรามากขึ้น และท่านไม่ต้องกังวลว่าคนในพื้นที่ผมจะได้รับผลกระทบนะครับ โรงงานซินเคอหยวนจ้างงานคนไทยแค่ ๙.๔ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจีนและแรงงานต่างด้าวล้วน ๆ เพื่อภาพลักษณ์ของประเทศ ผมก็ขอฝากข้อเสนอนี้ไปยังทางรัฐบาลโดยเฉพาะทางท่านพิชัย ชุณหวชิร ก็รีบหยิบเอาข้อเสนอของทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมาพิจารณา แล้วก็ทำให้เสร็จก่อนไปเจรจานะครับ ขอบคุณครับ