สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

เซีย จำปาทอง หารือเรื่องกำแพงภาษีสหรัฐที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศและสิทธิของแรงงาน

นายเซีย จำปาทอง แบบบัญรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วน เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง พิจารณาศึกษาแนวทางการรับมือกำแพงภาษีสหรัฐ ท่านประธานครับ ผมเป็นอีกคนหนึ่ง ที่รู้สึกเป็นกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐอเมริกามีมาตรการการขึ้น กำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย ซึ่งไทยเราโดนเรียกเก็บสูงถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ เศรษฐกิจไทย ได้รับผลกระทบแน่ ๆ และกลุ่มที่น่าเป็นห่วงอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือภาคแรงงานครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ข้อมูลจากศุลกากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าสินค้าที่ไทย ส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด ๕ อันดับแรกในปี ๒๕๖๗ และปี ๒๕๖๘ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบมูลค่ามากกว่า ๑ ล้านเหรียญสหรัฐ เครื่องโทรสาร เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบมูลค่ามากกว่า ๔,๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลิตภัณฑ์ยางมูลค่ามากกว่า ๔,๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และ Diode มูลค่ามากกว่า ๒,๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบมูลค่า มากกว่า ๑,๘๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่านประธานครับ ๓ ใน ๕ ของธุรกิจเหล่านี้อยู่ใน อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แน่นอนครับว่าผู้ประกอบการได้รับผลกระทบแน่ ๆ จากกำแพงภาษีที่สูงขึ้นและเมื่อต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น การลดต้นทุนแรงงานก็จะตามมา ครับท่านประธาน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจให้ข้อมูลไว้ว่าอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมทั้งเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์ มีการจ้างงานกันมากกว่า ๑.๒ ล้านคน แต่หากมาดูตัวเลขของกรมโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน คนงาน ณ สิ้นปี ๒๕๖๗ ในอุตสาหกรรมกลุ่มการผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์มีคนงาน มากกว่า ๓๓๐,๐๐๐ กว่าคน กลุ่มการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์มีคนงานมากกว่า ๓๙๐,๐๐๐ กว่าคน กลุ่มการผลิตเครื่องจักรและเครื่องกลมากกว่า ๑๙๐,๐๐๐ คน อุตสาหกรรมโลหะอีกเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ คน และหากรวมพวกอุตสาหกรรมอาหารและ เครื่องดื่มที่มีความเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบอีกกว่า ๖๐๐,๐๐๐ คน จะมีคนงานที่มีความเสี่ยง และอาจได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีรวมกันมากกว่า ๒ ล้านคน ตัวเลขนี้เฉพาะคนที่อยู่ ในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ ทุกครั้งที่ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ มักจะใช้เป็นข้ออ้างในการปรับลดจำนวนคนงานหรือเลิกจ้าง หรือไม่ก็การจ่ายค่าจ้างลดลง เป็น ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ผมหวังว่านายจ้างจะไม่ใช้วิกฤตินี้เป็นข้ออ้างซ้ำเติมแรงงานเหมือนทุก ๆ ครั้ง ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้ที่สหรัฐอเมริกายังไม่ประกาศเพิ่มภาษียังมีลูกจ้าง ตกงานจำนวนมาก สิ่งที่กังวลก็คือนายจ้างบางคนไม่รับผิดชอบต่อสังคม ไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายคุ้มครองแรงงาน เลิกจ้างไม่จ่ายเงินค่าชดเชยตามกฎหมายเช่น บริษัท ฟูไน ไทยแลนด์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนโทรทัศน์ บริษัท ยานภัณฑ์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ถูกเลิกจ้างตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ถึงวันนี้ยังไม่ได้รับเงินค่าชดเชยเลยครับท่านประธาน และไม่ใช่แค่นั้น ความเสี่ยงจากการถูก เลิกจ้างที่แรงงานต้องเผชิญเพราะเมื่อการแข่งขันของภาคธุรกิจรุนแรงมากขึ้นมักมาพร้อมกับ การแสวงหาแรงงานราคาถูก การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำก็คงจะถูกแช่แข็งไปอีกนานหรือ ภาคธุรกิจอาจหันไปใช้บริการแรงงานข้ามชาติหรือแรงงานผิดกฎหมายมากขึ้น แล้วอำนาจ ต่อรองของแรงงานไทยจะไปอยู่ที่ไหนในเมื่อรัฐก็ไม่ส่งเสริมความเข้มแข็งของแรงงาน ไม่ยอม ส่งเสริมสิทธิการรวมตัวให้คนทำงานมีอำนาจร่วมตัดสินใจในการแก้ปัญหา และวาระสำคัญที่รัฐบาลต้องหันมาสนใจและดำเนินการอย่างเร่งด่วน ท่านประธานครับ รัฐบาลควรหันมาส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้นหรือไม่ จะส่งเสริมการพัฒนาฝีมือ แรงงานอย่างไรในอนาคต จะส่งเสริมสิทธิของแรงงานมากขึ้นกว่านี้หรือไม่ และจะมีมาตรการ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวอย่างไร รัฐบาลต้องคิดดี ๆ นะครับ มิฉะนั้นเศรษฐกิจฐานราก ได้พังทั้งระบบแน่ ๆ ผมจึงขอยืนยันว่าเห็นด้วยกับญัตติด่วน เรื่อง แนวทางการรับมือกำแพง ภาษีสหรัฐ และขอฝากประเด็นที่ได้อภิปรายมาให้คณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาและ นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป และสิ่งสำคัญก็คือรัฐบาลและพวกเราต้องไม่ทอดทิ้งพี่น้อง แรงงานนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน