พริษฐ์ เสนอไทย-อาเซียนรวมตัวเจรจาสหรัฐ ยกระดับบทบาทผู้นำภูมิภาค

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลกและไทย โดยเสนอให้รัฐบาลใช้เวทีอาเซียนสร้างความเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแก้ปัญหาประชาชน ผ่านการเชิญชวนประเทศสมาชิกออกแถลงการณ์ร่วมกันยืนยันหลักการการค้าเสรี และชี้ว่าไทยควรแก้มือเพื่อยืนยันหลักการดังกล่าวแทนการยอมรับนโยบายภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐ พร้อมเสนอให้ไทยรวมตัวกับประเทศอื่นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจา

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ นโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่เพียงแต่สร้าง ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าให้กับประชาชนทุกคนในแทบทุกประเทศ แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือน ต่อระเบียบโลกที่เสี่ยงจะถูกเปลี่ยนจากการค้าที่เสรีและยึดอยู่บนกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ ร่วมกันไปเป็นการค้าที่อิงกับความไม่แน่นอนและการตอบโต้กันไปมา ท่านประธานครับ ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารพูดถึงเป้าหมายในการเพิ่ม บทบาทประเทศไทยในเวทีโลก วันนี้ละครับจะเป็นบทพิสูจน์ว่าบทบาทประเทศไทยในเวทีโลก ที่ท่านนายกรัฐมนตรีหมายถึงนั้นไม่ได้หมายถึงแค่การจับมือผู้นำ การเดินพรมแดง หรือว่า การถ่ายภาพสวย ๆ ครับ แต่หมายถึงความสามารถในการใช้เวทีนานาชาติ และการแสวงหา ความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนคนไทย ท่านประธานครับ คำขวัญ ของอาเซียนมีอยู่ว่า หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตลักษณ์ หนึ่งประชาคม ดังนั้นข้อเสนอของผมที่จะ อภิปรายต่อรัฐบาลในวันนี้คือการเสนอให้รัฐบาลไทยนั้นลุกขึ้นมามีบทบาทนำในการทำให้ประเทศ ในอาเซียนนั้นเป็นหนึ่งประชาคมจริง ๆ ที่เดินหน้าร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพในอย่างน้อย ๕ ข้อซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย

ข้อที่ ๑ ผมเห็นว่าประเทศไทยควรจะเชิญชวนประเทศอื่นในอาเซียน มาออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อยืนยันในหลักการว่าระเบียบโลกที่ส่งเสริมการค้าที่เสรีนั้น เป็นประโยชน์กับทุกประเทศและเพื่อยืนยันว่าการที่สหรัฐขาดดุลทางการค้ากับประเทศอื่นนั้น ไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นไปเอาเปรียบสหรัฐ เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่การยืนยันทฤษฎีกัน หล่อ ๆ นะครับท่านประธาน แต่ความจริงแล้วในเชิงข้อเท็จจริงประเทศในอาเซียนนั้น เป็นกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและได้ประโยชน์จากการค้าเสรีระหว่างประเทศมาก เป็นอันดับต้น ๆ เราเห็นนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ มาเลเซียครับก็มีการยืนยันหลักการ ดังกล่าวในคำแถลงการณ์ของตนเอง แต่กลับเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเสียเองนี่ละครับ ที่เลือกไม่ยืนยันหลักการดังกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๓ เมษายนที่ผ่านมา แต่กลับไป ยอมรับนะครับว่ารัฐบาลไทยตระหนักและเข้าใจถึงความจำเป็นของสหรัฐที่จะต้องปรับสมดุล ทางการค้ากับประเทศคู่ค้าจำนวนมากผ่านนโยบายอัตราภาษีต่างตอบแทน ดังนั้นครับ ผมเห็นว่ารัฐบาลไทยควรจะแก้มือแล้วก็ดึงทุกประเทศในอาเซียนมายืนยันหลักการนี้ร่วมกัน

ข้อที่ ๒ ผมเห็นว่าประเทศไทยนั้นควรจะรวมตัวกับประเทศอื่นเพื่อเพิ่ม อำนาจต่อรองในการเจรจากับสหรัฐอเมริการ่วมกันในฐานะอาเซียน ในขั้นพื้นฐานครับ การเจรจาร่วมกันในฐานะอาเซียนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและทำให้เสียงของเราดังขึ้น ประเทศไทยเรามีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นอันดับที่ ๒๖ ๒๗ ของโลกแต่หากเราเอาทุกประเทศ ในอาเซียนมารวมกันจะมีขนาดเศรษฐกิจที่คิดเป็นอันดับ ๕ ของโลก ยิ่งไปกว่านั้นการเจรจา ร่วมกันในฐานะอาเซียนก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการที่เรานำเอาทรัพยากรของแต่ละ ประเทศมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขนาดของตลาดที่อาเซียนเราสามารถไปเปิดร่วมกันได้ ให้กับสินค้าสหรัฐอเมริกาหรือไม่ว่าจะเป็นการรวมเครือข่ายและสายสัมพันธ์ที่แต่ละประเทศมี ในการพยายามจะติดต่อและเจรจากับรัฐบาลทรัมป์ (Trump)

ข้อที่ ๓ ผมเห็นว่าประเทศไทยนั้นควรจะแสวงหาข้อตกลงระหว่างประเทศ ในอาเซียนว่าจะไม่ดำเนินยุทธศาสตร์การเจรจากับสหรัฐอเมริกาที่ขัดแย้งหรือตัดกำลังกันเอง ท่านประธานครับ หากเราไม่มีการพูดคุยกันเลยแล้วปล่อยให้ต่างคนต่างทำ แต่ละประเทศ ก็อาจจะดำเนินการยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป บางประเทศก็อาจจะเน้นการตอบโต้ บางประเทศก็อาจจะเน้นการลด แลก แจก แถม การที่แต่ละประเทศแยกกันเดินเข้าหา สหรัฐอเมริกาแข่งกันเอาใจสหรัฐอเมริกาแบบนี้มันเข้าทางสหรัฐอเมริกาเต็ม ๆ ครับ ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถแสวงหาความร่วมมือกับอาเซียนเพื่อมีกรอบข้อตกลงร่วมกัน ในระดับหนึ่งว่าจะไม่มีใครแตกแถวไปเอาใจสหรัฐอเมริกาด้วยตนเองมากเกินควร ผมเชื่อว่า ภูมิภาคเราในภาพรวมก็จะสามารถได้ข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาที่โดยรวมแล้วจะเป็นประโยชน์ กับทุกประเทศมากกว่าเดิม

ข้อที่ ๔ ผมเห็นว่าประเทศไทยนั้นควรจะแสวงหาข้อตกลงระหว่างประเทศ ในอาเซียนเพื่อลดอุปสรรคต่อการค้าระหว่างกันและกัน ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าในระยะ เฉพาะหน้านั้นภารกิจหนึ่งที่สำคัญคือการเร่งเยียวยาและหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ หากเรายังไม่สามารถเจรจาเพื่อจะลดกำแพงที่สหรัฐอเมริกาตั้งไว้ได้ สิ่งหนึ่งที่เราพอทำได้ คือการพูดคุยกับประเทศในอาเซียนด้วยกันและร่วมมือกันลดกำแพงที่เหลืออยู่ในการทำ การค้าระหว่างกันและกันเองโดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีหรือว่า Non Tariff Barrier ยกตัวอย่างเช่น ข้อกำหนดเชิงเทคนิคต่าง ๆ ที่อาจจะซับซ้อนแล้วก็ไม่โปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนทางธุรการหรือการขอใบอนุญาตที่อาจจะมีความยุ่งยากรวมไปถึงคุณวุฒิ วิชาชีพหรือมาตรฐานสินค้าที่อาจจะยังเหลื่อมกันอยู่ในแต่ละประเทศ

ส่วนข้อเสนอข้อสุดท้ายครับท่านประธาน คือผมเห็นว่าประเทศไทยนั้น ควรจะมองไปถึงการเพิ่มสถานะแล้วก็อิทธิพลของอาเซียนในอนาคตโลกที่อาจจะเต็มไปด้วย ความขัดแย้งระหว่างหลายมหาอำนาจ แน่นอนครับผมคิดว่าคงไม่มีใครในที่นี้บอกว่าประเทศไทย จะเป็นมหาอำนาจแต่เราก็ต้องไม่ลดทอนตัวเองไปเป็นประเทศขนาดเล็กเช่นกัน ดังนั้น หากเราต้องการจะเป็นอำนาจกลางที่มีพลังเราควรจะตั้งเป้าในการเป็นผู้นำของอาเซียนที่หัน มามีเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ร่วมกันที่ชัดขึ้น ในการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศอื่นบนฐานของ กฎกติกาสากลมากกว่าการแยกกันเดินจนต่างถูกบีบให้สมยอมกับมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง

ดังนั้นโดยสรุปในเมื่อวิกฤติที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทย ทางออกเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในเวทีโลกโดยเฉพาะการใช้ กลไกของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการช่วยเหลือคนไทยฝ่าฟันทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ เฉพาะหน้าและป้องกันความเสี่ยงจากการจัดระเบียบโลกใหม่ในระยะยาวด้วยเช่นกันครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน