ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ เสนอให้รัฐบาลใช้มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลจากบริษัทสหรัฐเป็นไพ่ต่อรองในการเจรจาเรื่องภาษี โดยชี้ว่าคนไทยกว่า ๗๑% ใช้บริการแพลตฟอร์มเหล่านี้ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลแต่เก็บภาษีได้น้อย และเรียกร้องให้รวมบริการดิจิทัลเข้าในสูตรคำนวณภาษี ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ อภิปรายเรื่องภาษีบริการดิจิทัลจากต่างประเทศ โดยชี้ว่าคนไทยใช้โซเชียลมีเดียมากแต่รัฐเก็บภาษีต่ำ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเก็บ Digital Services Tax สูงกว่า จึงเสนอให้รัฐบาลจัดทำรายงานมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อต่อรอง และเรียกร้องกรมทรัพย์สินทางปัญญาเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อไม่ให้ไทยเสียสิทธิพิเศษทางการค้า
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ในโลกของการทูตทางการค้า ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวรมีแต่ผลประโยชนที่ต้องปกป้องเพื่อประชาชนนะครับ ผมขอใช้ โอกาสนี้ในการให้ข้อแนะนำต่อรัฐบาลไทยหรือคณะตัวแทนประเทศไทยที่จะเดินทาง ไปเจรจากับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยเน้นถึงมิติหนึ่งที่ยังไม่ถูกหยิบยกมาพูดมากเท่าที่ควร นั่นก็คือมูลค่าทางเศรษฐกิจของบริการดิจิทัลจากบริษัทสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินการอยู่ใน ประเทศไทยซึ่งมีน้ำหนักมากพอที่จะกลายเป็นไพ่ในการเพิ่มอำนาจการต่อรองของประเทศไทย หลังจากเหตุการณ์ที่ทางสหรัฐจะมีการเรียกเก็บภาษีที่สูงขึ้นหรือ Reciprocal Tariffs ผมอยากชวนเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านให้เข้าไปดูสูตรการคำนวณครับ จะเห็นว่าเน้นไปสินค้า ที่จับต้องได้แต่ไม่ได้รวมด้านการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการทางด้านดิจิทัล ซึ่งปัจจุบัน เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลนั้นเข้ามามีบทบาทแทบจะทุกภาคส่วนในด้านธุรกิจและ ชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนครับ วันนี้ผมขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ที่มหาศาลของ บริษัทจากสหรัฐอเมริกาที่ให้บริการด้าน Digital Services ต่าง ๆ เช่นบริษัท Microsoft Google Facebook Youtube Instagram Netflix X Apple Service และอีกมากมายที่มาสร้างรายได้ ในประเทศไทย แต่ปัจจุบันเราเก็บภาษีได้เพียงน้อยนิด คิดจากมูลค่ารายได้ของบริษัทเหล่านี้ ท่านประธานครับ จากข้อมูลล่าสุดปี ๒๐๒๕ โดย Datareportal ชี้ให้เห็นว่าประชาชน คนไทยกว่า ๕๑ ล้านคนหรือราว ๗๑ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยล้วนแต่เป็นผู้ใช้บริการ แพลตฟอร์มดิจิทัลของสหรัฐอเมริกา โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลจากคนไทย เช่น Facebook ที่มีรายได้จากโฆษณากว่าปีละ ๔,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านบาท Instagram ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท Google ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท Youtube ๕,๐๐๐ - ๗,๐๐๐ ล้านบาท และค่าซอฟแวร์ จาก Microsoft และอื่น ๆ อีกมากมาย ผมอยากให้ทุกท่านได้ดูบนสไลด์ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นี่คือตัวเลขจำนวนผู้ใช้ แพลตฟอร์มต่าง ๆ ในประเทศไทยผมก็ต้องเรียนตรง ๆ ครับว่าคนไทยใช้ Social Media ค่อนข้างที่จะเยอะซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นจำนวนมากโดยที่เรา เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง ๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น ประเทศ อินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซียและประเทศเวียดนามได้มีการจัดเก็บ Digital Services Tax หรือภาษีการบริการทางด้านดิจิทัลที่แตกต่างกันไปตั้งแต่ ๓-๑๑ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเติม จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่าในอนาคตเราควรจะต้องหารือกันอย่างจริงจังในการ กำกับดูแล Digital Service ของต่างชาติในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้ เรื่องความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลและการจัดเก็บภาษีที่เข้ารัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ เอาสไลด์ลงครับ ท่านประธานครับ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้ว่าคนไทยใช้เวลากับแพลตฟอร์มสหรัฐเฉลี่ยวันละ ๖ ชั่วโมงและ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของ ค่าโฆษณาดิจิทัลในไทยตกอยู่กับบริษัทสหรัฐอเมริกา ธุรกิจไทยต้องจ่ายค่าบริการให้แพลตฟอร์ม เหล่านี้ปีละไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐเริ่มพิจารณามาตรการทางภาษี ที่อาจกระทบต่อการส่งออกของไทยทั้งในด้านเกษตรกรรม อาหารแปรรูป ยางพารา และ อุตสาหกรรม นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลควรจะต้องหยิบมูลค่าดิจิทัลเหล่านี้ขึ้นมาใช้เป็น เครื่องมือในการต่อรอง แต่ไม่ใช่การตอบโต้เพื่อแสดงจุดยืนและนำไปเป็นข้อต่อรอง แห่งความเป็นธรรมในการค้า ผมขอย้ำว่าเจตนาในการอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่การโจมตีรัฐบาล แต่เพื่อเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้รัฐไทยมีไพ่ที่สามารถใช้ในการต่อรองในโลกแห่งการแข่งขัน ที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในทุก ๆ วัน ผมขอส่งข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในการนำไปเจรจาดังต่อไปนี้ ๑. รัฐบาลไทยควรจัดทำรายงานเชิงลึกเกี่ยวกับมูลค่าทางเศรษฐกิจของบริการดิจิทัลจาก สหรัฐอเมริกาที่ดำเนินในประเทศไทยนำไปต่อรองในการเจรจาครั้งนี้ เพื่อไม่ให้ประชาชนคนไทย ได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและปากท้องและชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของ ตลาดดิจิทัลในประเทศไทยที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี และอีกข้อครับ ผมต้องขอฝาก ไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ให้คณะผู้แทนไทย ที่จะไปเจรจาที่สหรัฐได้ให้คำมั่นสัญญากับทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเรื่องของการบังคับใช้ กฎหมายภายในประเทศไทยอย่างเข้มงวดครับ โดยเฉพาะการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เพราะหากเราพิจารณาถึงเหตุผลที่สหรัฐใช้ในการจัดเก็บภาษีรอบนี้จะพบว่ามีการอ้างถึง ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทยซึ่งเคยส่งผลให้เราเสียสิทธิพิเศษทางภาษีหรือ Generalised System of Preferences หรือ GSP และถูกจัดอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังในด้าน ทรัพย์สินทางปัญญามาก่อน อันเกิดจากการแพร่กระจายของสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในตลาด ทั่วไปและแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงปัญหาซอฟต์แวร์เถื่อนที่รัฐบาลยังขาดมาตรการ การควบคุมที่เด็ดขาด สุดท้ายครับผมขอเป็นกำลังใจให้คณะผู้แทนจากประเทศไทยที่จะไป เจรจาให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และปากท้องของประชาชนคนไทย เป็นที่ตั้ง เราไม่ใช่แค่ตลาดสำหรับบริษัทข้ามชาติ แต่เป็นหุ้นส่วนที่ควรมองเห็นชัยชนะ ร่วมกันครับ ขอบคุณครับ