ปรีติ เจริญศิลป์ อภิปรายผลกระทบจากนโยบาย America First ของสหรัฐอเมริกาต่อชุมชนไทยในต่างประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่าต้นทุนวัตถุดิบอาหารไทยสูงขึ้นกระทบร้านอาหารและนักเรียนไทย รวมถึงความเสี่ยงด้านวีซ่าและการตรวจสอบโซเชียลมีเดีย แต่เสนอแนะให้รัฐบาลเร่งเจรจาโดยตรงเพื่อลดความเสียหาย ปรีติ เจริญศิลป์ เสนอ 3 ข้อเสนอต่อรัฐบาล ได้แก่ การช่วยเหลือร้านอาหารไทยในสหรัฐเพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบ, การประสานงานสถานทูตเพื่อดูแลนักเรียนไทยจากมาตรการของสหรัฐ, และการเจรจาปรับลดค่าเล่าเรียนสำหรับนักเรียนไทย
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม ปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายผลกระทบจากนโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำ ของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ต่อประเทศไทย ส่วนตัวผมเองจะเจาะจงเฉพาะกรณี คนไทยที่ได้รับผลกระทบที่อเมริกาครับ เพราะจริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่ประเทศไทยหรือคนทำ ธุรกิจในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบ แต่คนไทยที่อยู่ที่อเมริกาได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน ขอสไลด์ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
อย่างแรก นโยบายการขึ้นภาษีศุลกากร ของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ภายใต้แนวคิด America First ส่งผลให้เราต้องส่งสินค้า ไปถูกเก็บภาษีแน่นอนครับ ภาษีนำเข้าอเมริกาถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ โดยใน ๓๗ เปอร์เซ็นต์นี้ ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าในหลายมิตินะครับ หน้าถัดไปครับ ผมอยากให้เห็นว่าคนไทย ในสหรัฐตอนนี้มีจำนวนถึง ๓.๒ แสนคน อันนี้เป็นข้อมูลจากสถานทูตวอชิงตัน โดยอาศัย มากที่สุดอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เทกซัส และฟลอริดาตามลำดับ ใน ๓.๒ แสนคนนี้ครับ มีทั้งคนที่ประกอบธุรกิจครับ ร้านอาหารมากที่สุด แล้วก็มีนักเรียนไทยอยู่ที่โน่นด้วยครับ หน้าถัดไปครับ นี่ครับผมจะแสดงให้เห็นว่าร้านอาหารไทยที่โน่นมีอยู่ถึง ๔,๐๒๑ ร้าน ส่วนจำนวนนักเรียนก็จะแบ่งเป็นนักเรียนทุน ๖๕๓ คน และนักเรียนที่ต้องหาทุนไปเรียน กันเอง ๕,๓๗๖ คนครับ การปรับขึ้นภาษีของอเมริกาครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อร้านอาหารไทย แน่นอน ซึ่งร้านอาหารไทยในต่างประเทศก็พึ่งพิงนักศึกษาไทย นักเรียนไทย ที่ต้องไปช่วยกันครับ เรียกว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า นักเรียนไทยไปทำงานที่โน่น คนที่โน่นก็จ้างนักเรียนไทยครับ แต่ผลกระทบครั้งนี้ส่งผลกับร้านอาหาร เพราะปัจจุบันร้านอาหารแต่ละแห่งที่อเมริกา เตรียมตุนวัตถุดิบแล้วครับ เขาไปซื้อของตุนมา ใน Lot นี้ที่ยังไม่มีการขึ้นภาษีครับ เพราะเมื่อ Stock Lot นี้หมดภาษีจะสูงขึ้น แน่นอนส่งผลกระทบกับร้านอาหารของเขา ต้นทุนเพิ่มขึ้น ราคาขายก็มีการต้องปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน เมื่อการปรับเพิ่มราคาขายสินค้าผลกระทบกับ ลูกจ้างแน่นอนซึ่งเป็นนักเรียนไทยที่อยู่ที่โน่นครับ ประเทศไทยโดยเฉพาะร้านอาหารไทย นำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบในการทำอาหารจำนวนมาก เช่น เครื่องแกง กะปิ น้ำปลาร้า พริกแห้ง น้ำปลา กะทิ มะกรูด ใบโหระพา ซอสปรุงรสต่าง ๆ แต่ผมจะยกตัวอย่างเฉพาะสินค้าสำคัญ ๓ อันครับ หน้าถัดไปครับ อย่างแรกเลยคือข้าว มีทั้งข้าว ซอสปรุงรส และกะทิ ที่เราส่งออก ไปอเมริกาจำนวนมากครับ มูลค่ารวมกันกว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้คือวัตถุดิบ ที่ร้านอาหารไทยที่อเมริกาเขาใช้ในการผลิตอาหารเพื่อให้ได้เอกลักษณ์ของอาหารไทยในรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง ผัดไทย หรือข้าวผัดอะไรก็ตาม แน่นอนว่าวัตถุดิบแพงขึ้นผลกระทบอื่น ๆ ตามมาครับ หน้าถัดไปครับ นี่ครับ ผมจะให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วนักเรียนไทยที่ไปเรียนที่โน้นต้องเสีย ค่าเทอมแพงกว่านักเรียนที่อเมริกาจำนวนมาก คนไทยไปครับ ปริญญาตรีครับ นี่ยกตัวอย่าง ของโรงเรียนแห่งหนึ่งครับ มหาวิทยาลัยเทนเนสซีนะครับ คนไทยต้องจ่ายค่าเทอม ๑๓,๐๐๐ U.S. Dollar ครับ แต่คนที่นั่นเขาจ่ายกัน ๕,๒๐๐ U.S. Dollar เองครับ ต่างกัน ๒.๕ เท่า นี่คือผลกระทบอย่างหนึ่งที่เราได้รับก่อนหน้านี้อยู่แล้วครับ ยิ่งถ้านักเรียนไทยที่ไปเรียนที่โน่น ตกงานไม่มีงานทำอีกครับ อนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร บางคนที่บ้านส่งเงินไปไม่พอใช้ครับ สุดท้ายต้องไปทำงานอย่างเดียวเพื่อเลี้ยงชีพให้ได้ ไม่ได้เรียน Visa ขาด กลายเป็นคนหนีเข้าเมือง ที่อเมริกาครับ หรือที่โน่นเขาเรียกว่าโรบินฮู้ดครับ นี่คือผลกระทบต่อเนื่องที่มีการขึ้นภาษี นำเข้าที่เราอาจจะมองไม่เห็นครับ ยิ่งไปกว่านั้นครับ หน้าถัดไปครับ เมื่อวันที่ ๒ เมษายนครับ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่สถานทูตและกงสุลสหรัฐตรวจสอบกิจกรรมบน Social Media ของผู้ยื่นขอ Visa สหรัฐ โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษาแลกเปลี่ยนเพื่อสกัดไม่ให้ผู้ที่ วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐ อิสราเอลและผู้สนับสนุนปาเลสไตน์เดินทางเข้าประเทศครับ การโพสต์ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐ เช่น วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล การแสดงจุดยืนไม่สอดคล้องกับ ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกานะครับ หากพบพฤติกรรมดังกล่าวเขาอาจจะปฏิเสธ Visa ทันทีครับ ซึ่งมีคนที่ถูกเพิกถอนไปแล้วกว่า ๓๐๐ ฉบับครับ นี่คือหนึ่งในนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีเอไอมาวิเคราะห์พฤติกรรมบน Social Media ของผู้ถือ Visa ด้วยครับ เพื่อระบุตัวบุคคลที่อาจมีส่วนร่วมในการก่อความไม่สงบต่อการเมือง สหรัฐครับ นี่เหมือนการถูกคุกคามอย่างหนึ่งเลยครับ ที่นักศึกษาไทยจะต้องโดนที่อยู่ที่โน่นครับ ที่ผมกล่าวมาเป็นผลกระทบหลายด้านจริง ๆ ครับ แต่ในอีกมุมหนึ่งครับ ผมดูเหมือนว่าเรื่องนี้ อาจจะคลี่คลายได้ครับ ผมเห็นในเว็บไซต์ครับ ก็มีทางนายกรัฐมนตรี หน้าถัดไปครับ นี่ครับ ตอนที่เลือกตั้งประธานาธิบดีเสร็จ นายกรัฐมนตรีเราโทรสายตรงถึงโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แสดงความยินดี มีความร่วมมือกันหลายเรื่องครับ ในการพูดคุยกัน แต่ทำไมครับ เมื่อทรัมป์ (Trump) ประกาศขึ้นภาษีจากประเทศไทย นายกรัฐมนตรีไม่เห็นต่อสายตรง โทรคุยกันบ้างเลยครับ ผมไม่ได้ให้โทรไปขอลดภาษีนะครับ ขอแค่ให้ประเทศไทยเราได้ลัดคิว เข้าไปเจรจาก่อนบ้างครับ เหมือนเวียดนามที่เขาเจรจาเรียบร้อยแล้วครับ
สุดท้ายนี้ครับ ผมอยากฝากข้อเสนอไปยังรัฐบาล ๓ ข้อครับ ข้อแรกครับ อยากให้ช่วยกันหาทางช่วยเหลือร้านอาหารไทยที่สหรัฐครับ เพื่อให้เขาสามารถซื้อสินค้า ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารไทยได้ในราคาถูกครับ เพราะร้านอาหารเหล่านี้คือ Soft Power ของประเทศไทยในต่างแดนนะครับ ข้อที่ ๒ ครับ อยากฝากให้ช่วยประสานงานสถานทูต ในสหรัฐอเมริกาครับ ช่วยดูแลนักเรียนไทยไม่ให้ถูกคุกคามจากมาตรการของสหรัฐอเมริกา ในทุกรูปแบบครับ ข้อที่ ๓ ครับ ถ้าเป็นไปได้ลองคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐครับ ช่วยปรับลด ค่าเล่าเรียนให้กับนักเรียนไทยให้ลดลงด้วยขอบคุณครับ