ขัตติยา เสนอ 4 แนวทางแก้วิกฤตเศรษฐกิจไทย หลังสหรัฐขึ้นกำแพงภาษี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

ขัตติยา สวัสดิผล อภิปรายผลกระทบจากการขึ้นกำแพงภาษี ๓๗% ของสหรัฐต่อไทย โดยเสนอญัตติด่วนให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การตั้งศูนย์บัญชาการพิเศษด้านค้าเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และฟื้นฟูมาตรฐานแรงงาน การผลักดันมาตรการด้านการทูตเชิงรุกผ่านเวทีอาเซียนเพื่อสร้างอำนาจต่อรองและการร่วมมือ Win-Win ในด้านนวัตกรรมและการลงทุนสีเขียว ขัตติยา สวัสดิผล เสนอมาตรการเยียวยาภาคธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบ โดยเสนอการจัดตั้งกองทุนเสริมศักยภาพผู้ส่งออก การผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน และการสนับสนุน SMEs ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการให้คำปรึกษา รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนในสหรัฐอเมริกา ขัตติยา สวัสดิผล เสนอนโยบายรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในและสนับสนุนมาตรการเยียวยาผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมผลักดันโครงการพัฒนาทักษะแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออก โดยเน้นการวางบทบาทไทยให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศเพื่อ

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอใช้เวลานี้ อภิปรายในประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนซึ่งเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่าง ประเทศของประเทศไทยเป็นอย่างมากค่ะ นั่นคือผลกระทบต่อประเทศไทยจากการขึ้น กำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวเลข ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพิ่งประกาศใช้ในไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่านประธานคะ ในนโยบาย America First ของสหรัฐภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในสมัยที่ ๒ เขาได้มุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน ลดการพึ่งพา การนำเข้า และปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ ซึ่งประเทศไทยเอง ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการถูกตั้งกำแพงภาษีตอบโต้อย่างรุนแรงนะคะ ซึ่งจากการคาดการณ์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ประเมินมูลค่าความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นกับการขึ้นภาษีดังกล่าวอยู่ราว ๆ ที่ ๘๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นค่ะว่าสหรัฐอเมริกามองว่าประเทศไทยนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้เปรียบ ทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของดุลการค้าที่ไทยเกินดุลการค้ากับ สหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีล่าสุดไทยเลื่อนจากอันดับ ๑๒ มาเป็นอันดับที่ ๑๐ ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาเป็นมูลค่ามากกว่า ๔๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่านประธานคะ เราต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันไม่ใช่การจงใจกลั่นแกล้งหรือเป็นการโจมตีประเทศไทย อย่างไร้เหตุผลแต่อย่างใด เพราะเราเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา มาอย่างยาวนาน แต่นโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้มันเป็นผลพวงมาจาก การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจโลกที่ทำให้สหรัฐอเมริกาเขาต้องปรับตัวเพื่อรักษา เสถียรภาพภายใน ฟื้นฟูอุตสาหกรรมในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาเองก็ต้องการส่งสัญญาณให้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกหันมาทบทวน แล้วก็ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ ทั้งในมิติของด้านแรงงานแล้วก็โครงสร้าง ทางเศรษฐกิจให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประเทศเขาให้มากยิ่งขึ้น ในวันนี้พวกเราในฐานะ ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพี่น้องประชาชนค่ะ จึงได้เสนอญัตติด่วนเพื่อให้ ผู้แทนราษฎรมาร่วมกันเสนอแนวทาง เพื่อให้รัฐบาลเร่งนำไปพิจารณาและดำเนินการ เพื่อที่จะ ช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วก็ช่วยรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ได้มากที่สุดโดยที่เรา ยังคงความเป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาอยู่ ท่านประธานคะ ในฐานะ สส. ดิฉันอยากจะขอเสนอ ให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น ๔ แนวทางหลักดังต่อไปนี้ค่ะ ซึ่งข้อเสนอ ของดิฉันก็มาจากหลายฝ่ายที่ได้นำเสนอมา

แนวทางที่ ๑ เป็นมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า โดยควรจะจัดตั้งศูนย์บัญชาการ เฉพาะกิจด้านการค้า เพื่อทำหน้าที่ในการคอยบูรณาการข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ กำหนด ยุทธศาสตร์ของนโยบายเชิงรุก แล้วก็กำหนดท่าทีต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศคู่ค้า และเราก็ควรจะจัดทำบัญชีดุลการค้าใหม่เพื่อสะท้อนภาพรวมของรายได้ของสหรัฐอเมริกา จากไทยอย่างแท้จริง เพื่อที่จะชี้แจงว่าตัวสหรัฐอเมริกาเองก็มีรายได้จากไทยอยู่อีกหลายมิติ เช่นกัน ไม่ใช่พิจารณาแค่ตัวเลขในการนำเข้าสินค้าแล้วก็ส่งออกเพียงแค่มิติเดียว แล้วก็ควร ที่จะเร่งฟื้นฟูมาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับหลักสากลเพื่อใช้เป็นกลไกพื้นฐานในการเจรจา สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีหรือว่าจีเอสพี

แนวทางที่ ๒ รัฐบาลควรจะมีมาตรการด้านการทูตในเชิงรุก แล้วก็การสร้าง ความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยไทยควรใช้เวทีอาเซียน แล้วก็ ASEP มาช่วยเสริมสร้างอำนาจ ในการต่อรอง พร้อมทั้งเสนอความร่วมมือด้านใหม่ ๆ กับสหรัฐอเมริกาในด้านที่เรามีความเชี่ยวชาญ เช่น อุตสาหกรรมด้านอาหาร ด้านสุขภาพ แล้วก็ด้านการท่องเที่ยว ที่สำคัญกระบวนการ เจรจาทางการค้าหลังจากนี้ควรอยู่ในกรอบที่คิดผลประโยชน์ที่มีลักษณะ Win Win สำหรับ ทั้ง ๒ ฝ่าย เราไม่ควรที่จะตั้งข้อเรียกร้องสุดโต่งเพื่อผลประโยชน์ของเราฝ่ายเดียว โดยที่เรา ไม่สนใจวิธีคิดของเขา แต่ควรที่จะเสนอแนวทางที่จะสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้ เช่น การเสนอการสร้างความร่วมมือในด้านนวัตกรรม การลงทุนสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือการลงทุนในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล แล้วเราก็ควรจะย้ำจุดยืนของไทยในฐานะพันธมิตร เชิงยุทธศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ และเราไม่ใช่คู่แข่งในสนามการค้าที่ต้องต่อสู้กัน

แนวทางที่ ๓ รัฐบาลควรที่จะเร่งออกมาตรการเพื่อที่จะเยียวยา ช่วยเหลือ และสนับสนุนภาคธุรกิจของไทยที่ได้รับผลกระทบ เช่น การจัดตั้งกองทุนเสริมศักยภาพ ผู้ส่งออก เร่งผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน แล้วแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อที่จะขยายโอกาสของสินค้าไทยไปสู่ตลาดใหม่ ๆ เราควรจะต้องสนับสนุน SMEs ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แล้วก็ให้คำปรึกษาในเชิงลึกทางด้านการส่งออก รวมถึงควรจะมี มาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการนำเข้าวัตถุดิบแล้วก็เครื่องจักรจากสหรัฐอเมริกา แล้วก็ส่งเสริมการลงทุนในสหรัฐอเมริกาด้วย

แนวทางที่ ๔ เราจะต้องมีนโยบายที่จะช่วยประคับประคองเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจภายในแล้วก็การบริโภคในประเทศ โดยการสร้างระบบติดตาม และมีมาตรการ เยียวยาราคาสินค้าอุปโภคแล้วก็บริโภค โดยเฉพาะต่อกลุ่มเปราะบาง แล้วก็ผู้ที่มีรายได้น้อย รวมถึงควรจะสนับสนุนโครงการ Reskill แล้วก็ Upskill ให้กับแรงงานในอุตสาหกรรม หรือภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออก ท่านประธานคะ การค้าระหว่างประเทศ มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนค่ะ รัฐบาลจะต้องมีวิสัยทัศน์ในการที่จะวางยุทธศาสตร์เพื่อเป็น การจัดสมดุลระหว่างการสร้างอำนาจต่อรองกับการสร้างความร่วมมือที่จะช่วยให้ทั้ง ๒ ประเทศ ต่างได้ผลประโยชน์ร่วมกันมากที่สุด เราไม่อาจจะใช้แนวทางชาตินิยมสุดโต่งเพื่อตอบโต้กับทุกนโยบายของประเทศมหาอำนาจ แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่อาจที่จะปล่อยให้ผลประโยชน์ของชาติมันถูกลดทอนลงโดยปราศจาก การทัดทาน แล้วก็การวางยุทธศาสตร์ในการรับมืออย่างเหมาะสม แม้ประเทศไทยเราจะไม่ใช่ ประเทศมหาอำนาจ แม้เราจะเป็นประเทศขนาดกลาง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะยอม ปล่อยให้ผลประโยชน์ของเรานั้นถูกสั่นคลอนไปตามการเปลี่ยนแปลงจากสงครามการค้า ระหว่างประเทศมหาอำนาจ สุดท้ายนี้ในวันที่หลายประเทศในโลกต้องการสร้างกำแพง ดิฉัน คิดว่าประเทศไทยควรวางบทบาทของเราให้เป็นสะพาน โดยเฉพาะสะพานทางเศรษฐกิจ และการค้าที่จะเชื่อมโยงระหว่างอเมริกา จีน ยุโรป และ Asia เข้าด้วยกัน แล้วก็ส่งสัญญาณ ทางนโยบายระหว่างประเทศว่าเราสามารถที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศได้บนหลักการของ ผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งการวางบทบาทเช่นนี้จะช่วยปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทย และช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีของประเทศไทยบนเวทีโลกให้กลับมายืนสง่าได้อีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณค่ะ