ธิษะณา เสนอ 3 แนวทางรับมือกำแพงภาษีสหรัฐ เน้นเจรจา-ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

ธิษะณา ชุณหะวัณ เสนอแนวทางรับมือกำแพงภาษีสหรัฐ ๓๖% โดยเน้นการใช้กลไกความร่วมมืออาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง พร้อมวิเคราะห์สถิติการค้าไทย-สหรัฐปี ๒๕๖๗ และเสนอให้ศึกษาบทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน ธิษะณา ชุณหะวัณ เสนอแนวทางแก้ไขผลกระทบจากการค้ากับสหรัฐผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การเจรจาการทูตเชิงรุกเพื่อลดกำแพงภาษีและสร้างแรงกดดันระหว่างประเทศ, การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยผ่อนคลายมาตรการภาษีและควบคุมสินค้าสวมสิทธิ รวมถึงโอกาสลงทุนในภาคพลังงาน และสุดท้ายคือการขยายตลาดส่งออกไปยังสหภาพยุโรปและภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา ธิษะณา ชุณหะวัณ เสนอมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการผ่านกองทุนและการลดต้นทุน พร้อมเรียกร้องการพิจารณาแผนตอบโต้หากการเจรจาไม่สำเร็จเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ ประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่ไม่ได้มีอำนาจต่อรองเยอะ ดังนั้นเราจึงต้องหาแนวทางหลาย ๆ แนวทาง ที่เป็นไปได้ค่ะ คือกลไกความร่วมมือกับสมาชิกประชาคมอาเซียนค่ะ อันเป็นการรวมตัว ทางเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่า Regional Economic Integration ค่ะ เช่นเดียวกับสหภาพ ยุโรปที่เป็น Regional Economic Integration ซึ่งจะทำให้ไทยในฐานะหนึ่งในสมาชิก มีอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้นกับสหรัฐอเมริกา อาเซียนนะคะเป็นกลุ่มการค้าที่ใหญ่ Top Five Top ๕ ในมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ ๓.๕ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีอำนาจต่อรองมากพอค่ะ แต่ไทยเราก็ควรจะมีแนวทางอื่นนอกจากอาเซียนด้วยค่ะ เนื่องจากว่าภูมิภาคแถบนี้ยังคง มีความแตกต่างในการรับมือกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาพอสมควร และที่สำคัญก็คือ มีปัญหาในความขัดแย้งภายในประเทศในหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคอาเซียนค่ะ ซึ่งไทย อาจจะต้องหาผลประโยชน์ในหลาย ๆ ช่องทาง ขอสไลด์ที่ ๒ ค่ะ สถิติการนำเข้าและส่งออก ระหว่างไทยสหรัฐอเมริกาในปี ๒๕๖๗ ค่ะ มูลค่าสินค้าทั้งหมด ๘๑ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการส่งออกสินค้าจากสหรัฐมาไทยเป็น ๑๗.๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น ๑๔ เปอร์เซ็นต์ จากปี ๒๕๖๖ ค่ะ สหรัฐนำเข้าสินค้าจากไทย ๖๓.๓ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์จากปี ๒๕๖๖ ค่ะ สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ากับไทย ๔๕.๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ๑๑.๗ เปอร์เซ็นต์จากปี ๒๕๖๖ ค่ะ ส่วนสินค้าส่งออกค่ะจากไทยไปสหรัฐอเมริกา ในปี ๒๕๖๗ ค่ะ มีเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถึง ๑๗.๕๘ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องจักรและส่วนประกอบ ๑๓.๖๓ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ๕.๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยานยนต์และส่วนประกอบยานยนต์ ๒.๓๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไข่มุก อัญมณี โลหะมีค่าและเหรียญ ๑.๙๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ในไทยในปี ๒๕๖๗ มีเชื้อเพลิง แร่ น้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากการกลั่น ๕.๓๒ พันล้านดอลลาร์ สหรัฐเครื่องจักรและส่วนประกอบ ๒.๗๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยควรจะนำเข้าเพิ่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ๒.๕๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อากาศยานและ ส่วนประกอบ ๙๑๘.๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยอาจนำเข้าเพิ่มสำหรับสนามบินใหม่ค่ะ ยานยนต์และส่วนประกอบ ๙๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำแพงภาษีจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ได้ส่งผลต่อสินค้าส่วนใหญ่โดยอัตราภาษีนี้ เป็นอัตราเพิ่มเติมนอกเหนือจากภาษีนำเข้าพื้นฐาน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับสินค้าที่ถูกเรียก เก็บภาษีนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายนเป็นต้นไป แต่ก็มีสินค้าเพียงบางประเภท ที่ได้รับการยกเว้น อย่างเช่น ยา เวชภัณฑ์ และบางรายการอาจถูกพิจารณาเพิ่มเติมในอนาคต อย่างเช่น ทองแดง ยา Semiconductor ไม้แปรรูป แร่ธาตุสำคัญบางชนิดและผลิตภัณฑ์ พลังงานค่ะ ขอสไลด์ที่ ๓ ค่ะ ในการรับมือของประเทศที่ส่งออกสินค้าคล้ายกับไทยก็จะมี ประเทศเวียดนาม กำแพงภาษี ๔๖ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าประเทศไทย ใช้แนวทางในการรับมือ ในการเจรจาต่อรองว่าจะลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งเป้านำเข้าจากสหรัฐ มากขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกมากขึ้นแก่นักลงทุนสหรัฐอเมริกาที่มาลงทุนในประเทศ เวียดนาม ประเทศที่ ๒ คือประเทศอินโดนีเซียกำแพงภาษี ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าไทย ไม่ตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐ แต่มีแผนการเจรจาเพื่อหาทางออกและเป็นมิตรกับ รัฐบาลสหรัฐโดยเพิ่มการส่งออกไปสหรัฐทดแทนประเทศไทย เวียดนาม และบังกลาเทศ ขณะเดียวกันแสวงหาตลาดใหม่ ขยายตลาดไปยังยุโรปมาแทนที่สินค้าที่ส่งออกไปยัง สหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศไทยก็สามารถที่จะนำมาเป็นตัวอย่างได้นะคะ ประเทศมาเลเซีย กำแพงภาษี ๒๔ เปอร์เซ็นต์ไม่ตอบโต้ในทันทีทันใด ทั้งนี้ยึดผลประโยชน์ของชาติและกำลัง ประสานงานมุ่งเน้นหาข้อยุติผ่านการเจรจาทางการทูต ตั้งศูนย์บัญชาการด้านภูมิเศรษฐกิจ และเพื่อติดตามประเมินสถานการณ์กับผู้นำประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพื่อหาแนวทางในการ ตอบโต้ร่วมกัน ซึ่งท่านประธานคะจะเห็นได้ว่าประเทศในสมาชิกอาเซียนเราต่างก็มีแนวทาง การรับมือของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการพยายามเข้าถึงสาเหตุ การเกิดมาตรการ มีมาตรการอื่น ควบคู่ไปกับการเจรจาแสวงหาประเทศอื่นเพื่อให้มีอำนาจการต่อรองมากยิ่งขึ้น ขอสไลด์ที่ ๔ ท่านประธานคะ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าในประเทศไทยอัตราร้อยละ ๓๖ ซึ่งคาดว่าส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาอย่างมาก ดิฉันคิดว่าไทยสามารถ ใช้กลไกประเทศอาเซียนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับสหรัฐอเมริกาหรือ มหาอำนาจ อย่างไรก็ตามท่านประธานประเทศไทยก็ต้องมีแนวทางที่เราเองอาจจะนำมาใช้ รับมือกับกำแพงภาษี สำหรับดิฉันมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้ค่ะ

๑. การเจรจาการทูตเชิงรุก รัฐบาลไทยควรเจรจากับสหรัฐเพื่อหาทางลด ผลกระทบ เช่น เพิ่มการนำเข้าเครื่องจักรและส่วนประกอบด้านอาหาร เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ เช่น อาหารหรือเครื่องจักรกล จี้ไปที่ภาคบริการที่เป็นจุดเด่น ของสหรัฐ พยายามเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าไทยแลกกับการลดกำแพงภาษี หาข้อยกเว้น สำหรับสินค้าบางประเทศที่ไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันหรือเป็นสินค้าที่ยังมีความ ต้องการสูง หรือยังมี Demand สูงในประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยมุ่งเน้นเป็นการนำเสนอแนวทางที่จะลด Trade Deficit ให้แสดงเห็นถึงผลกระทบต่อ ผู้บริโภคและห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจในสหรัฐอเมริกา พยายามสร้างแนวร่วมกับประเทศอื่น ๆ เพื่อสร้างแรงกดดันกับสหรัฐอเมริกาในระดับนานาชาติ เพราะเขาก็ปรับขึ้นในทุกประเทศ เท่าที่ดิฉันสังเกตนะคะ

๒. การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการค้า พิจารณาผ่อนคลายมาตรการ จัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐบางรายการเพื่อสร้างสมดุลทางการค้าและเป็นข้อเสนอ ในการเจรจาต่อรองค่ะ ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคทางการค้าและกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าขายระหว่างประเทศค่ะ ควบคุมสินค้าที่ใช้ไทยเป็นทางผ่าน เพื่อความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าที่อาจมีการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี แล้วก็พิจารณาหาโอกาสลงทุนในภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่มีศักยภาพในสหรัฐ โดยเฉพาะ ด้านพลังงานและก๊าซธรรมชาติค่ะ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง ๒ ฝ่ายค่ะ

๓. การขยายตลาดส่งออก เราก็ลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกาให้น้อยลงค่ะ เราเร่งขยายไปยังตลาดประเทศอื่น ๆ อย่างเช่นสหภาพยุโรป เป็นต้น สร้างสัมพันธไมตรี ทางการการตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกาใช้ประโยชน์จากข้อตกลง Multilateral นะคะหรือว่าเอฟทีเอที่ไทยยังมีอยู่ และเร่งเจรจาเอฟทีเอใหม่ ๆ กับคู่ค้าที่มีศักยภาพ ส่งเสริมการค้าชายแดนนะคะแล้วก็พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

๔. การเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการ มาตรการช่วยเหลือทางการเงิน โดยจัดตั้งกองทุนหรือมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้คำปรึกษาสนับสนุน ผู้ประกอบการในการปรับตัว เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจค่ะและดำเนินมาตรการเพื่อลดต้นทุน การผลิต เช่น การลดหย่อนภาษีหรือการสนับสนุนด้านพลังงานค่ะ

๕. อันสุดท้ายแล้วค่ะ พิจารณามาตรการตอบโต้ที่เหมาะสมหากการเจรจา ไม่สำเร็จต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและรักษาผลประโยชน์ของประเทศค่ะ ขอบพระคุณค่ะ