ลิณธิภรณ์ อภิปรายมาตรการรับมือภาษีสหรัฐ เสนอ 4 หลักการพัฒนาเศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อภิปรายผลกระทบและมาตรการรับมือการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ โดยชี้แจง Timeline การดำเนินการของรัฐบาลไทยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน ๒๕๖๘ เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลไม่เพิกเฉย และวิเคราะห์ว่าการขึ้นภาษีครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่าปกป้องอุตสาหกรรม พร้อมยกตัวอย่างความไม่มั่นคงทางการเมืองในสหรัฐเพื่อสนับสนุนแนวทางที่รัฐบาลไทยควรพิจารณาอย่างรอบคอบและใช้มาตรการ ๕ เสาหลักในการแก้ไข ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เสนอ 4 หลักการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ได้แก่ การทบทวนศักยภาพภายในประเทศ, การผ่อนคลายภาษีนำเข้าที่สร้างความขัดแย้ง, การขจัดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และเพิ่มความโปร่งใสเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อภิปรายเรื่องเสาหลักที่ ๕ ของยุทธศาสตร์ชาติ โดยเน้นการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ขอใช้เวลานี้อภิปรายในญัตติด่วน ผลกระทบและ มาตรการการรับมือการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งหลายท่านอาจจะมีความกังวลว่าจะมี ผลกระทบต่อการค้า การส่งออกและเศรษฐกิจไทยในภาพรวมค่ะ แต่ดิฉันอยากเรียนให้ ทุกท่านทราบว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้นิ่งนอนใจ แม้แต่น้อยทันทีที่สัญญาณทางการเมืองจากฝั่งสหรัฐขยับ รัฐบาลไทยได้ขยับตั้งแต่วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๘ ค่ะ โดยการตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกาขึ้นซึ่งถือเป็นหมากแรก ของรัฐบาลในการตั้งรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐและเป็นการวางกลยุทธ์ อย่างเป็นระบบ ต่อมาในวันที่ ๒๐ มกราคมค่ะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ก็ยืนยันว่ารัฐบาล ติดตามนโยบายสหรัฐอย่างใกล้ชิดไม่ใช่แค่เรื่องภาษีการนำเข้าเท่านั้น แต่รวมถึงการดึง การลงทุนกับประเทศด้วย นั่นก็คือนโยบาย America First นั่นเองที่มีผลกระทบลูกโซ่ ต่อประเทศหลาย ๆ ประเทศ ในเดือนกุมภาพันธ์นายกรัฐมนตรีก็มีคำสั่งให้กระทรวง ที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์ผลกระทบจากกำแพงภาษีและนโยบายการปกป้องอุตสาหกรรมของ สหรัฐอเมริกาอย่างเป็นรูปธรรม พอมาในเดือนมีนาคมนายกรัฐมนตรีก็ได้เชิญ กกร. ซึ่งเป็น ภาคเอกชนหลักมาร่วมกันวางแผนรับมือเพื่อเตรียมพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง และล่าสุด ในเดือนเมษายนหลังการประกาศมาตรการทางภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในวันที่ ๓ เมษายน เพื่อขึ้นอัตราภาษีและการนำเข้าสินค้าไทย ๓๖ เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรีแพทองธารก็ได้ออกแถลงการณ์ในวันเดียวกันค่ะ แถลงการณ์ ในวันที่ ๖ เมษายน และล่าสุดมีแถลงการณ์และมาตรการในวันที่ ๘ เมษายน โดยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้เปิดเผยภายหลังว่าเราต้องมาดูกันก่อนว่าความต้องการที่แท้จริงของ สหรัฐอเมริกาคืออะไรเพื่อดำเนินการไปในทิศทางที่สามารถแก้ปัญหาได้ จาก Timeline ที่ดิฉันชี้แจงให้เห็นนี่จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนเมษายนนี้ชี้ชัดว่ารัฐบาล พยายามแก้ไขสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องค่ะ ไม่เคยเพิกเฉยหรือนิ่งนอนใจอย่างที่ บางกลุ่มพยายามบิดเบือน ท่านประธานคะ แล้วถ้าเราติดตามเรื่องนี้ในเรื่องมาตรการ การขึ้นภาษีของสหรัฐอย่างใกล้ชิดก็จะเห็นว่ามาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐภายใต้การนำ ของทรัมป์ (Trump) ในรอบนี้แตกต่างจากในอดีตมากมายค่ะ เพราะมันไม่ใช่การปกป้อง อุตสาหกรรมในประเทศค่ะ แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และยังเป็นเกมการสร้างดุลอำนาจทางการเมืองของสหรัฐให้เพิ่มขึ้นและมีบทบาทมากขึ้นด้วย จากประเทศที่ขาดดุลการค้ามาเป็นประเทศที่เกินดุลภายใต้การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย อย่างรวดเร็วในหลายมิติของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เอง มันก็ได้ ส่งผลกระทบต่อคนอเมริกันเช่นเดียวกัน การชุมนุมล่าสุดที่ชื่อว่า Hands Off ประท้วง รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์ (Trump) ลุกลามและแผ่ขยายไปในหลายเมืองใหญ่ ไม่ว่า จะเป็นรัฐวอชิงตันดีซีและหลายเมืองทั่วสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันเริ่มแสดงความไม่พอใจกับ นโยบายของรัฐบาลและนโยบายภาษีศุลกากรล่าสุดก็เป็นหนึ่งในนโยบายที่กำลังมีข้อถกเถียง เช่นกันค่ะ จากสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงเชิงนโยบายแบบนี้ การเมืองเหล่านี้การที่รัฐบาลไทย ไม่รีบร้อน ไม่ร้อนรนเจรจาแต่พิจารณาอย่างรอบคอบจึงเป็นการกระทำที่สมควร เพราะมันมี ตัวอย่างหลายประเทศที่รีบมีข้อเสนอผลประโยชน์ให้กับสหรัฐเพื่อหวังได้ลดมาตรการทางภาษี ก็เท่ากับยกของฟรี ๆ ให้เขาไปโดยเปล่าประโยชน์ ไร้ซึ่งผลตอบแทน ในขณะที่ไทยเราเลือก ไม่รีบร้อน แต่รอบคอบค่ะ เพื่อสงวนอำนาจต่อรองและวางยุทธศาสตร์รับมือโลกใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิม ท่านประธานที่เคารพคะ ท่ามกลางความท้าทายนี้รัฐบาลนำโดยรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณพิชัย ชุณหวชิร ได้เสนอ ๕ เสาหลักเพื่อแก้ไขปัญหานี้

เสาหลักที่ ๑ ก็คือดูสิ่งที่เราขาดค่ะ เป็นการเริ่มต้นจากการทบทวนศักยภาพ ของตัวเราเองก่อนอย่างตรงไปตรงมาว่าเรามีจุดอ่อนจุดแข็งอะไร และไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ วัตถุดิบ อาหารสัตว์ ข้าวโพด และการนำเข้าเครื่องในเพื่อใช้ผลิตอาหารสัตว์เพื่อการส่งออก ก็จะเป็นในวิธีการหนึ่งที่เราจะต้องทบทวนตัวเอง

เสาหลักที่ ๒ คือผ่อนคลายกับภาษีของสินค้าที่เก็บได้น้อย หรือถ้าพูดกัน แบบภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ไทยเก็บภาษีนำเข้าประเทศใดได้รายได้น้อย แต่กลับ เป็นภาษีที่สร้างความขัดแย้งและความไม่พอใจในระดับทวิภาคีเราก็จะผ่อนปรนในส่วนนี้ เพื่อแลกกับการเจรจาในประเด็นที่ใหญ่กว่า

เสาหลักที่ ๓ ขจัดอุปสรรค เป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้า ตรงนี้เป็นการยอมรับ ความจริงค่ะว่าอุปสรรคการค้าในยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาษีเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่มันมี มาตรฐาน มาตรการการกำกับดูแล และขั้นตอนข้าราชการที่ล่าช้าด้วยค่ะ แนวทางนี้จึงเน้น ไปที่ทลายกำแพงที่ไม่จำเป็นเพื่อปรับปรุงกระบวนการและให้ไทยดูเป็นมิตรทางการค้าและ น่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกค่ะ

เสาหลักที่ ๔ ก็คือต้นถิ่นกำเนิดของสินค้า เพิ่มความโปร่งใสเข้าไปค่ะ ตอบโจทย์ความกังวลของสหรัฐว่าไทยจะไม่เป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศที่ถูกกีดกัน ทางการค้า แนวทางนี้จะแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความจริงใจของประเทศไทย ในการเป็นคู่ค้าที่โปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล

ส่วนเสาหลักที่ ๕ หาโอกาสในสิ่งที่เรายังต้องการและมีความสามารถในการ ลงทุนในต่างประเทศค่ะ นี่คือการทูตที่เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส คือการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ซึ่งรัฐบาลกำลังเดินหน้าอยู่ ท่านประธานที่เคารพคะ หากมองอย่างลึกซึ้ง ๕ เสาหลักนี้ไม่ใช่ เพียงแค่แนวทางการแก้ปัญหาชั่วคราวนะคะ แต่หากเป็นยุทธศาสตร์ของการปรับโครงสร้าง การผลิตและต่อรองเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในระดับโลกค่ะ กล่าวคือภายใต้นโยบายเหล่านี้ เท่ากับไทยกำลังเสนอตัวเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือค่ะ มีหลักการและพร้อมจะพัฒนาไปด้วยกัน กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา อย่างเสมอภาค และพยายามเท่าเทียมค่ะ ในกระบวนการเหล่านี้เราก็ได้แบ่งระดับการเจรจาไว้ใน ๓ ระดับตั้งแต่ระดับของผู้นำประเทศ หรือในระดับการเจรจา ในระดับรัฐมนตรี ทั้งระดับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลังเพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายระดับผู้นำไปสู่แผนการปฏิบัติที่เป็น รูปธรรม และระดับที่ ๓ ก็คือหน่วยงานล่วงหน้าหรือทีมเจรจาเศรษฐกิจเฉพาะซึ่งตรงนี้ รัฐบาลก็เตรียมการไว้ ในขณะเดียวกันค่ะ อาจจะมีหลายคนมีคำถามว่าเตรียมการแต่การ ที่จะไปเจรจากับสหรัฐแล้วคนไทยล่ะที่ได้รับผลกระทบรัฐบาลมีมาตรการอย่างไร ดิฉันจึงบอกตรงนี้ค่ะ รัฐบาลไม่ได้ละเลยในเรื่องนี้ เท่าที่ทราบก็ได้มีการเตรียมการ ทั้งมาตรการ การออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ การปล่อยสินเชื่อขยาย ตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง หรือการสร้างโอกาสตลาดทางเลือก รวมถึงสินเชื่อเพื่อการลงทุน ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสินเชื่อในกลุ่มประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยค่ะ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย สามารถย้ายฐานการผลิตไปแปรรูปในประเทศเป้าหมายได้ตรงซึ่งก็จะตอบโจทย์เชิงนโยบาย ของสหรัฐเช่นเดียวกัน แต่ดิฉันก็อยากจะฝากถึงรัฐบาลค่ะ แม้ท่านจะมีแนวทางในการ ช่วยเหลืออย่างไรก็ตาม การเร่งรัดดำเนินการและการลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคของสินเชื่อ ต่าง ๆ ต้องทำให้เกิดขึ้นได้จริงนะคะ ไม่ใช่ปล่อยสินเชื่อแต่ไม่สามารถกู้ยืมได้ เพราะไม่อย่างนั้น ก็จะติดกับดักแล้วก็กลายเป็นการปิดตัวลงของกิจการในไทยค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอย้ำค่ะ สิ่งที่รัฐบาลทำไม่ใช่เพียงการตอบโต้ภาษีของทรัมป์ (Trump) หรือรับมือกับ ข้อเสนอที่แข็งกร้าวจากสหรัฐเท่านั้นค่ะ แต่คือการแปรเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบค่ะ เรากำลังสร้างความพร้อมของผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับการผลิตเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าระดับโลกและลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่ง มากเกินไป รัฐบาลทำสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพราะอเมริกาขู่ค่ะ แต่เพราะเรามองเห็นว่าเราต้องการอะไร และเรามีศักยภาพอะไรที่จะพลิกสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ต่อเราเอง เราจะไม่ยอมลด เงื่อนไขให้กับใครเพียงเพราะแรงกดดันค่ะ เราพร้อมจะเจรจาเพื่อสร้างเงื่อนไข Win Win Solution ที่ยั่งยืนค่ะ ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งผลประโยชน์ของไทยและความต้องการของสหรัฐ นี่คือการทูตเศรษฐกิจในศตวรรษที่ ๒๑ และนี่ไม่ใช่การยอมตามแรงกดดันค่ะ แต่คือการเดินเกม ด้วยปัญญาบนฐานของความมั่งคั่งมั่นคงและยั่งยืนของประเทศไทย ขอบคุณค่ะท่านประธาน