ฐิติมา ชี้สหรัฐขึ้นภาษีไทย กระทบส่งออกหนัก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

ฐิติมา ฉายแสง อภิปรายญัตติด่วนเรื่องผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา โดยชี้ว่าไทยต้องเตรียมมาตรการรองรับเพื่อรักษาตลาดส่งออกและปกป้องเกษตรกร โดยเฉพาะประเด็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่อาจถูกใช้แทนด้วยสินค้าอื่นเพื่อลดดุลการค้า และเสนอให้รัฐบาลรับฟังข้อมูลภาคสนามก่อนตัดสินใจ

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอร่วม อภิปรายในญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาพิจารณาศึกษาผลกระทบและมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า ของสหรัฐอเมริกานะคะ วันนี้ ๙ เมษายน ๒๕๖๘ เป็นวันที่สหรัฐอเมริกาเริ่มบังคับใช้นโยบาย จัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าต่างประเทศแบบต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariffs นะคะ ซึ่งจัดเก็บในอัตราสูงขึ้น ๑๐-๔๙ เปอร์เซ็นต์ เช่น ประเทศสิงคโปร์ถูกเก็บ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือประเทศกัมพูชาถูกเก็บ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ สำหรับประเทศไทยเองนั้นถูกเก็บในอัตราสูงถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ นี่ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่บางคนถึงใช้คำว่า อภิมหาความสั่นสะเทือน เขย่าทั้งระบบการค้าโลก แล้วก็แน่นอนว่าประเทศไทยเองได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงมาก ท่านประธาน ดิฉันขอแสดงความชื่นชมแล้วขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะว่าตลาดสหรัฐอเมริกานั้นเป็นตลาด ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับสินค้าส่งออกของไทยแล้วก็เป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหารทะเล รวมถึงสินค้าเกษตรในหลายหมวดหมู่ เมื่อประเทศ คู่ค้าเขาขึ้นภาษีนำเข้าสูงขนาดนี้หากรัฐบาลไทยไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ให้แข่งขันได้ บางรายอาจจะต้องปิดกิจการเพราะผู้ซื้อในอเมริกาก็ย่อมเลือกสินค้าที่ราคาถูกกว่า และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องตื่นตัว เป้าหมายของสหรัฐอเมริกาก็คือการลด ตัวเลข การขาดดุลการค้ากับประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๔๕,๖๐๐ ล้านดอลลาร์ หรือกว่า ๑.๕ ล้านล้านบาท โดยการผลักดันให้ไทยนั้นนำเข้าสินค้าเกษตรจากเขาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ถั่วเหลืองแล้วก็ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ค่ะท่านประธาน เรื่องถั่วเหลืองนี่ดิฉันเข้าใจว่าไทยผลิต เพียงปีละ ๒๐,๐๐๐ ตัน แต่ในขณะที่ความต้องการของประเทศสูงถึง ๓.๒ ล้านตันต่อปี ตรงนี้ดิฉันไม่มีข้อโต้แย้งนะคะ แต่เราก็รู้อยู่ว่าเราจำเป็นต้องนำเข้า แต่ในส่วนของข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ท่านประธาน อันนี้เป็นประเด็นที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตสะท้อนให้สภานั้นได้รับฟัง คือเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาดิฉันอยู่ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการเกษตร และสหกรณ์ เราได้เชิญเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดแล้วก็สมาคมการค้าพืชไร่นั้นเข้ามาให้ข้อมูล ได้มาพูดคุยกันกับคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคะ เขาเหล่านั้นมาไม่ได้มาขอความช่วยเหลือ อะไรมากเลย แต่เขามาขอให้รัฐบาลนั้นรับฟังข้อมูลจากภาคเกษตรด้วยเพราะเขาเชื่อว่า ข้อมูลที่ส่งขึ้นไปอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงในภาคสนาม เขาตั้งคำถามว่า ข้าวโพดในประเทศ มันขาดแคลนจริงหรือ เพราะว่าในปี ๒๕๖๕ ประเทศไทยนำเข้าข้าวสาลี เพียงแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ตันเพื่อมาทดแทน ข้าวโพดในการผลิตอาหารสัตว์และในขณะนั้นทั้งระบบยังดำเนินการผลิตอาหารสัตว์ได้อย่างปกติ ไม่มีวิกฤติในการผลิตวัตถุดิบเลย ผู้ประกอบการพืชไร่เขาจึงตั้งข้อสังเกตว่าข้าวโพดในประเทศ มันไม่ขาดแคลนจริงจัง แต่ข้าวโพดมันถูกอ้าง อ้างว่าขาดแคลนเพื่อต้องการนำเข้าสินค้าทดแทน เช่น ข้าวสาลี ซึ่งถูกนำเข้ามาได้ง่ายกว่าแล้วก็มีอัตราภาษีนำเข้า ๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นข้อมูล ที่ได้รับกับความเป็นจริงมันอาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ท่านประธานคะ เขาไม่ได้มาค้านการนำเข้า อย่างไร้เหตุผล แต่เขากังวลว่าหากเราประเทศไทยนี่นำเข้าข้าวโพดหรือข้าวสาลีมากขึ้นโดยไม่มี มาตรการควบคุมปริมาณ หรือช่วงเวลามันอาจจะกลายเป็นการทำลายระบบเกษตรข้าวโพด ของไทยอย่างรุนแรงได้ ท่านประธานดิฉันไม่ได้พูดเพื่อขัดข้าราชการหรือคณะที่จะไปเจรจา ดิฉันรู้สึกว่าทุกฝ่ายอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแบกรับความกดดัน แต่ในเมื่อดิฉันได้ฟังเสียงของ เกษตรกรได้เห็นข้อมูลจากคนที่ทำงานจริง ๆ แล้วดิฉันก็ขอใช้พื้นที่นี้เป็นปากเสียงแทน พวกเขาอีกทางหนึ่ง วันนี้ต้นทุนการผลิตข้าวโพดสูงขึ้นทุกปี ราคาขายกลับลดต่ำลง โดยเฉพาะ หากนำเข้าสินค้าทดแทนในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะอยู่อย่างไร นี่คือคำถาม ดังนั้นดิฉัน ขอเสนอว่าหากรัฐบาลจำเป็นต้องเปิดให้นำเข้าข้าวโพดซึ่งเป็นสินค้าทดแทนหรือข้าวสาลี เพิ่มขึ้นก็ควรดำเนินการดังนี้ ๑. ต้องมีมาตรการกำหนดปริมาณให้อยู่ในกรอบที่ไม่กระทบฤดู เก็บเกี่ยวในประเทศ ๒. ต้องมีนโยบายหรือมาตรการพยุงราคาผลิตของเกษตรกร ๓. ที่สำคัญเลย คือต้องเปิดการรับฟังข้อมูลจากภาคเกษตรหรือภาคประชาชนโดยตรง ไม่ใช่อ้างเฉพาะข้อมูล จากระบบราชการอย่างเดียว ดิฉันไม่เรียกร้องให้รัฐบาลนั้นไปเจรจาแบบไม่ประนีประนอม แต่ขอให้เราต่อรองด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และต่อรองด้วยหัวใจที่มีเกษตรกรอยู่ในนั้นด้วย เพราะไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขที่เราจะสนใจเรื่องดุลการค้า แต่มันคือเรื่องของความอยู่รอดของคน ทำมาหากิน ขอให้รัฐบาลอย่ามองข้ามเกษตรกรไทยในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ระดับประเทศแบบนี้ ดังนั้นดิฉันจึงขอฝากค่ะ ขอฝากถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะเกิดขึ้นหรือจะฝากไปยัง กรรมาธิการสามัญใดก็แล้วแต่ และทีมเจรจาของรัฐบาลได้โปรดพิจารณาข้อมูลอย่างครบถ้วน และวิเคราะห์ผลกระทบทั้งระยะสั้น ระยะยาว ผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร ที่ลำบากมากอยู่แล้ว ภาค SMEs ที่เหนื่อยเหลือเกินจากการทำธุรกิจให้อยู่รอดแล้วก็ ภาคอุตสาหกรรมซึ่งที่แล้วมาก็ยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤติเลย แล้วยังจะต้องเผชิญกับวิกฤติใหม่ครั้งนี้ อีกครั้งด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน