รวี เล็กอุทัย หารือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐที่อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและการชะลอตัวทางการค้า พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเจรจาและเตรียมแผนรับมืออย่างรอบคอบ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ จากเหตุการณ์การปรับขึ้นภาษีนำเข้าหรือนโยบายภาษีแบบตอบโต้ Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒ เมษายนที่ผ่านมา จริงอยู่ครับว่าเป็นสิ่งที่หลายคนคาดการณ์ว่ามันจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคนนั่นก็คือสูตรคำนวณพิสดารของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่มีการตั้งและเรียกเก็บภาษีกับประเทศคู่ค้าที่เกินดุลกับสหรัฐในอัตรา ที่สูงเป็นอย่างมากจนน่าตกใจ ซึ่งไทยเองต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าที่สูงถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ โดยมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน ๑ นาที ของวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๘ ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐ ท่านประธานครับ เรากำลังเผชิญกับสภาวะที่ยากต่อการหลีกเลี่ยง ในการได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยประเทศเดียว แต่หมายรวมถึง ประเทศที่มีการค้าขายกับสหรัฐอเมริกาทั่วโลก แม้จะเป็นมิตรประเทศและขาดดุลการค้ากับ อเมริกาก็ยังโดนเรียกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ดี แต่อย่างไรก็ดีการรับมือ กับผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เราจำเป็นที่จะต้องมีสติและพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ โดยเบื้องต้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกก็คือภาวะเงินเฟ้อ เพราะการขึ้น อัตราภาษีนำเข้าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการค้าโดยตรง และส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการส่งออก การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของประเทศคู่ค้าทั่วโลก นอกจากนั้นความเสี่ยงจากมาตรการ การตอบโต้ทางการค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงบรรยากาศความตึงเครียดของ การค้าระหว่างประเทศจะส่งผลในด้านลบต่อความเชื่อมั่นและการหยุดชะงักของการลงทุน จนอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือ Stagflation สไลด์ถัดไปได้ครับ สิ่งนี้สอดคล้องกับ รายงานจาก Asia Pacific Asia bears the brunt of new US tariffs ของ Goldman Sachs เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๘ พบว่ามาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐภายใต้รัฐบาลทรัมป์ (Trump) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเทศใน Asia ที่มี ดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐ เช่น เวียดนาม ไทย จีน และไต้หวัน ซึ่งต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า เฉลี่ยสูงถึง ๑๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และแนวโน้มของ การส่งออกจะมีการชะลอตัวลงอย่างชัดเจน นอกจากนั้น Goldman Sachs ยังได้ปรับลด คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศใน Asia ลง อย่างไทยครับ เหลือ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ และเวียดนามเหลือ ๕.๖ จากเดิมที่ ๖.๘ เปอร์เซ็นต์ โดยเมื่อพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ใน ๑-๓ เดือนแรกหลังการปรับขึ้นภาษี สิ่งที่ คาดว่าจะเกิดขึ้นนั่นก็คือความผันผวนอย่างสูงในตลาดการเงินและการหยุดชะงักของ Supply Chain เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการค้าและตลาดการเงินของโลกในขณะนี้ ส่งผลต่อการขาดความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ ภาวะตื่นตระหนกและการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดหุ้นโลก หรือการเข้าสู่ภาวะ Risk-off Mode ซึ่งก็คือการที่นักลงทุนในตลาดการเงินมีความกังวลสูงและต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจึงหัน ไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือทองคำแทน ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร ลดลงและราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นนั่นเอง ในขณะที่ภาคการค้าและ Supply Chain จะปรับตัว และเริ่มเปลี่ยนทิศทางการประเทศที่สาม หรือ Transshipment ซึ่งในระยะแรกนี้ย่อมเต็ม ไปด้วยข้อจำกัดแน่นอน และเป็นที่มาของการเกิดการหยุดชะงักของ Supply Chain นั่นเอง ในขณะที่ระยะกลางและระยะยาวผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อจะยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากการบริโภคที่ชะลอตัวจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนภาคการผลิตเองก็จะมีการชะลอตัวลงเนื่องจากผลกระทบที่มีต่อทั้งระบบ Supply Chain และโลจิสติกส์ ทั้งในแง่ของต้นทุนที่สูงขึ้น การขาดประสิทธิภาพชั่วคราวของห่วงโซ่อุปทาน และการขาดแคลนปัจจัยการผลิตซึ่งจะนำไปสู่การปรับลดกำลังการผลิต การเลิกจ้างและ การชะลอการขยายกิจการครับ โดยในท้ายที่สุดครับ โลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้างของระบบการค้า การโยกย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติเพื่อหลีกเลี่ยง กำแพงภาษีในระยะยาว และตามมาด้วยผลลัพธ์อันเลวร้ายที่เราต้องเผชิญร่วมกันทั่วโลก หรือ Negative Sum Game นั่นก็คือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงอย่างยิ่งครับ ต่อการนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือ Stagflation ที่ผมพูดในตอนแรก อย่างไรก็ดีครับ ท่านประธาน ผมเชื่อว่ารัฐบาลมีความใส่ใจและมีความตั้งใจจริงในการหามาตรการรับมือและ เจรจากับทางสหรัฐอเมริกาครับ เห็นได้จากการตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๘ แต่จากสถานการณ์ที่เราเห็นกันอยู่ครับว่าการคิดค้น สูตรกำแพงภาษีพิสดารของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ออกมาสูงเกินจริงจากที่เรา คาดการณ์ไว้ส่งผลให้การจะไปเจรจากับสหรัฐในครั้งนี้เรามีความจำเป็นที่จะต้องมีความละเอียด รอบคอบมากยิ่งขึ้น โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศและพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญนะครับ ต้องอย่าลืมครับว่าไทยเรามีจุดยืนที่ไม่ได้ต้องการเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร เนื่องจากเรายังคงเป็นประเทศที่พึ่งพาด้านการส่งออกอยู่เป็นจำนวนมากครับ การเจรจา จึงจำเป็นที่จะต้องหาจุดแลกเปลี่ยนที่ลงตัว รวมถึงการดุลความสัมพันธ์ระหว่างมิตรประเทศ อีกด้วย ดังนั้นครับ สำหรับประเทศไทยการเข้าเจรจาอย่างฉับพลันทันทีหรือการทุ่มหมดหน้าตัก คงไม่ใช่คำตอบหรือวิธีการที่ถูกต้องนักในสงครามการค้าครั้งนี้ เราต้องคำนึงถึงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นให้รอบด้านก่อนครับ รวมถึงการหาจุดประสงค์หรือความต้องการที่แท้จริง ของทรัมป์ (Trump) ในการเปิดเจรจาในครั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเจรจาที่ไม่จำเป็นหรือ เสียผลประโยชน์ที่ไม่ควรจะเสียครับ เมื่อย้อนหันกลับมามองผู้ที่ได้รับผลกระทบในประเทศ ของเราครับท่านประธาน ประเด็นสำคัญที่ผมอยากฝากถึงรัฐบาลนั่นก็คือผลกระทบที่จะเกิด กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรชาวนาและข้าวโพดที่ปัจจุบันต้องเผชิญกับ ปัญหาราคาที่ตกต่ำอยู่แล้วและยังต้องได้รับผลกระทบซ้ำอีกจากการขึ้นภาษีนำเข้าของ อเมริกา การช่วยเหลือกลุ่มพี่น้องเกษตรกรเหล่านี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนไม่แพ้ภาคเอกชน กลุ่มอื่น ๆ ครับ นอกจากนั้นครับ ในท้ายที่สุดแล้วหากเราจำเป็นจะต้องมีการเจรจาให้เกิด การนำเข้าสินค้าเกษตรจากอเมริกาจริง ๆ เช่น กรณีของข้าวโพดและถั่วเหลือง ผมฝาก ข้อสังเกตและข้อกังวลตัวโต ๆ ครับ ให้กับรัฐบาลครับว่า รัฐบาลต้องพิจารณาเงื่อนไขของ องค์การการค้าโลกเข้าไปด้วย พร้อมกับเตรียมมาตรการรองรับการทะลักเข้ามาของข้าวโพด ให้ดี ๆ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะการนำเข้าจากอเมริกานะครับ แต่ผมหมายรวมถึงทุกประเทศ และทุกช่องทางที่จะมีการนำข้าวโพดเข้ามา แล้วส่งผลทำให้เกษตรกรไทยได้รับความเดือดร้อน อย่างมหาศาล ส่วนในเรื่องของข้าวก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย อย่างที่ผมได้หารือไปเมื่อเช้านี้ครับ จากการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของอเมริกาย่อมส่งผลทำให้ผลผลิตข้าวไทยนั้นได้รับ ผลกระทบตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และผู้ที่จะถูกตอกย้ำ ถูกผลักภาระและได้รับผลกระทบ หนักที่สุดก็คือพี่น้องเกษตรกรชาวนาจากการถูกกดราคาซ้ำนั่นเองครับ ดังนั้นครับ ผมขอเน้นย้ำ ว่ารัฐบาลต้องหามาตรการรองรับที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องเกษตรกรไทยว่าพวกเขา จะยังมีตลาดรองรับและได้รับราคาที่เป็นธรรมอยู่ อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน ภายใต้วิกฤติ ทางสงครามการค้าครั้งนี้ผมอยากให้เรามองถึงการสร้างโอกาสแก่พี่น้องเกษตรกรด้วย ไม่ว่าจะเป็น การแสวงหาตลาดการค้าใหม่ ๆ ผ่านการเจรจาหรือการทำเอฟทีเอต่าง ๆ ก็ดี หรือการใช้ องค์ความรู้จากงานวิจัยและงบประมาณจำนวนมากครับ ภายใต้กระทรวง อว. กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปสู่ภาคการปฏิบัติจริงในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อสินค้า เกษตร หรือการแปรรูปไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีสรรพคุณในการดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อแก้ไขปัญหา และรองรับปัญหาของสังคมผู้สูงอายุ สุดท้ายครับท่านประธาน สงครามการเจรจาในครั้งนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่ไทยเราได้เรียนรู้ครับ และต้องหาทางแก้ไขก็คือ การสร้างอำนาจต่อรองกับ ประเทศมหาอำนาจ เพราะจะเห็นนะครับว่าหากไทยเราเดินไปคนเดียวเราไม่สามารถ มีอำนาจในการเจรจาต่อรองอะไรได้มากเลย เราถึงต้องมีการเจรจาร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านครับ การเดินเกมของสหรัฐในครั้งนี้ เป็นสัญญาที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาและอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุค Globalization และกลุ่มประเทศเล็ก ๆ จำเป็นต้องหันมาคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Regionalization หรือภูมิภาคาภิวัตน์ หรือการรวมกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกันนั่นเอง เพราะถ้าเรามีการ รวมกลุ่มกันโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งต่างมีศักยภาพและทรัพยากรที่แตกต่างกันไป หากเราเข้าใจในฐานประโยชน์แห่งชาติซึ่งกันและกัน และรวมกันเจรจาเพื่อให้เกิดประโยชน์ ร่วมกันย่อมจะทำให้เกิดความสามารถในการเจรจาได้มากกว่าการเดินดุ่ม ๆ ไปเพียงแค่คนเดียว ยกตัวอย่างเช่นครับ กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนหรือ DEFA หรือ Digital Economy Framework Agreement ที่เป็นการร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค อาเซียนให้รวมเป็นหนึ่ง เราจะมีประชากรรวมกันครับกว่า ๖๐๐ ล้านคน ซึ่งจะส่งผลให้ อาเซียนนั้นกลายเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ ๔ ของโลก และจะดึงดูด เม็ดเงินด้านเศรษฐกิจดิจิทัลเข้ามาในภูมิภาคอีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่า ก้าวต่อไปของประเทศไทยที่ควรให้ความสำคัญ คือการเจรจาความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศ ที่มีแนวคิดร่วมกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและสามารถพัฒนาประเทศไทยให้มีการเตรียม ความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตและการก้าวสู่การเป็นประเทศ ที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมที่จะแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไปด้วยครับ ขอบคุณครับ