กิตติภณ อภิปรายภาษีนำเข้าสหรัฐ กระทบกุ้งไทย เสนอลดต้นทุน-สำรวจตลาดใหม่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

กิตติภณ ปานพรหมมาศ อภิปรายผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย โดยชี้ว่าต้นทุนการผลิตที่สูงและอัตราภาษีตอบโต้ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา กิตติภณ ปานพรหมมาศ เสนอแนวทางลดต้นทุนอาหารกุ้งและค่าไฟเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยเรียกร้องให้รัฐบาลกระจายผลประโยชน์จากการนำเข้าอาหารสัตว์ราคาถูก ดูแลเยียวยาผู้ปลูกพืชไร่ และปรับนโยบายการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมเลี้ยงกุ้งเทียบเท่าภาคเกษตร พร้อมเสนอการสำรวจตลาดใหม่ในอาเซียนเพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขัน ลดผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่อาจทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งอย่างอินเดียและเอกวาดอร์

นายกิตติภณ ปานพรหมมาศ นครปฐม

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม กิตติภณ ปานพรหมมาศ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๔ พรรคประชาชน วันนี้ขอร่วมอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นจากภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกานะครับ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่อาจสูญเสีย ความสามารถในการแข่งขันในตลาดของสหรัฐอเมริกา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอเกริ่น เล่าถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้ท่านประธานได้ทราบนะครับ ก่อนที่จะอภิปราย ถึงผลกระทบและสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ต้องแก้ไขโดยด่วนครับ อุตสาหกรรมกุ้งไทยนั้นครับ เป็นอุตสาหกรรมที่โยงใยกันเป็นห่วงโซ่ครับ ซึ่งเป็นการผลิตโดยเน้นการส่งออกที่คิดเป็น ปริมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการผลิตทั้งหมด มูลค่ามากกว่า ๑,๒๔๐ ล้านเหรียญ หรือโดยประมาณ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกามีมูลค่า การส่งออกมากกว่า ๓๐๐ ล้านเหรียญ หรือราว ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณร้อยละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์มูลค่าการส่งออกของกุ้งไทย นั่นหมายความว่าเราพึ่งพาตลาดส่งออกกุ้งเป็นหลักนะครับ และกุ้งที่ผลิตแล้วส่งออกไปยัง สหรัฐอเมริกามากที่สุดก็คือกุ้งขาว (Vannamei) และปัญหาเดิมที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเรายัง ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ ก็คือปัญหาที่พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่นครปฐมก็ได้บอกกับผมมา ก็คือราคากุ้งตกต่ำที่ตอนนี้ลงมามากกว่า ๒๐ บาทต่อกิโลกรัมในทุกขนาดตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ในทางตรงกันข้ามครับต้นทุนกลับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในอดีต ประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับหนึ่งของโลก แต่จากการที่เจอของโรค EMS โรคตายด่วน ในปี ๒๕๕๕ จนทำให้ผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง และทำให้การผลิตกุ้งไทยลดลงไปอยู่ที่จาก ๕๐๐,๐๐๐ ตันเหลืออยู่ที่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ หรือคิดเป็น ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตกุ้ง ทั้งโลก และทำให้เราแพ้เพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่ ผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ ๓ อันดับได้แก่ อินเดีย เอกวาดอร์ และจีนแม้ว่าเราจะพยายามฟื้นตัว แต่ก็ยังไม่ค่อยได้ฟื้นตัวดีนักและเพิ่งเจอกับวิกฤตการณ์ราคากุ้งตกต่ำอย่างมากในปี ๒๕๖๖ และปี ๒๕๖๗ ที่เราเคยมาพูดกันในสภาแห่งนี้ ซึ่งผมก็ได้อภิปรายถึงข้อเสนอต่าง ๆ มาแล้ว ในภาพรวมของโลกนะครับประเทศที่นำเข้ากุ้งเป็นหลัก ก็คือจีนและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกุ้งแช่แข็ง ๒ ประเทศนี้นำเข้ากุ้งแช่แข็งราว ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนการนำเข้า กุ้งแช่แข็งของทั้งโลกในปี ๒๕๖๖ หรือตกประมาณปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ต่อปี อย่างที่ ผมกล่าวไปท่านประธานในตอนต้น สหรัฐอเมริกานั้นถือเป็นตลาดสำคัญสำหรับกุ้งแช่แข็ง ของประเทศไทย เพราะถือว่าเป็นตลาดอันดับ ๒ รองจากประเทศจีนในอัตราการส่งออกอยู่ที่ ๑๙.๓ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกของกรุงแช่แข็งของไทยทั้งหมด ส่วนกุ้งแปรรูปสหรัฐอเมริกา ก็เป็นตลาดอันดับ ๒ รองจากประเทศญี่ปุ่น โดยสัดส่วนการส่งออกไปที่สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ ร้อยละ ๓๘ ของการส่งออกกุ้งแปรรูปของไทย ในตลาดกุ้งแช่แข็งของสหรัฐอเมริกานั้นไทยเป็น ผู้ส่งออกอันดับ ๕ โดยมีสัดส่วนร้อยละ ๓ โดยอันดับหนึ่งก็ได้แก่อินเดียที่มีสัดส่วนร้อยละ ๔๑ เอกวาดอร์ร้อยละ ๓๓ อินโดนีเซียร้อยละ ๑๕ และเวียดนามร้อยละ ๔ ซึ่งในบรรดาคู่แข่ง ของเรานั้นล้วนมีอัตราภาษีตอบโต้ต่ำกว่าไทยทั้งสิ้นครับ ทั้งอินเดียที่มีอัตราการตอบโต้อยู่ที่ ร้อยละ ๒๖ และอินโดนีเซียร้อยละ ๓๒ ที่สำคัญเอกวาดอร์ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากร แบบตอบโต้เลยนะครับ เพราะว่าในปี ๒๐๒๔ เอกวาดอร์ขาดดุลทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาครับ ส่วนเวียดนามถูกเก็บภาษีสูงกว่าไทยก็จริงครับ แต่เริ่มมีการเจรจาพูดคุยกับสหรัฐอเมริกาแล้ว ที่ผ่านมาการส่งออกกุ้งของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องครับในภาพรวมอยู่แล้ว โดยเฉพาะกุ้งแช่แข็ง ในตลาดจีนและญี่ปุ่นนะครับ โดยในปีที่แล้วอยู่ที่ ๑,๑๓๕ ล้านเหรียญ มูลค่าลดลงจาก ปีก่อนร้อยละ ๗.๔ และหดตัวลงในทุกหมวดสินค้า ที่ผ่านมาที่ลดหนักก็คือการส่งออกกุ้งแช่แข็ง ไปยังจีนและญี่ปุ่น ที่หดตัวลงมากกว่า ๑๕.๘ เปอร์เซ็นต์ และ ๑๓.๖ เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ในตลาดสหรัฐอเมริกาครับที่ผ่านมาก่อนจะมีเรื่องภาษีนี่ครับ มูลค่าการส่งออกกุ้งไทยไปยัง สหรัฐอเมริกาก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยในปี ๒๐๒๐ ไทยส่งออกกุ้งอยู่ที่ ๔๗๖ ล้านเหรียญนะครับ จนล่าสุดครับปีที่แล้วเราส่งออกเหลือเพียง ๓๑๒ ล้านเหรียญ เท่านั้น แต่ก็ยังเป็นมูลค่าที่มากพอสมควร ปัญหาหลักของไทยคือเรามีต้นทุนที่สูงกว่า ประเทศอื่น ๆ ครับท่านประธานสะท้อนจากราคาหน้าบ่อกุ้งของไทยที่สูงกว่าคู่แข่งเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่นกุ้งขนาด ๕๐ ตัวต่อกิโลกรัมอยู่ที่ ๑๖๐ บาท ในขณะที่อินเดียอยู่ที่ ๑๓๗ บาท และเอกวาดอร์อยู่ที่ ๑๐๘ บาทเท่านั้น ยิ่งมาโดนภาษีการตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาแล้วไทย ค่อนข้างเสียเปรียบครับเนื่องจากอัตราการตอบโต้ที่เพิ่มขึ้นเป็น ๓๗ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าคู่แข่ง ในการส่งออกกุ้งไปยังสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอินเดียและเอกวาดอร์ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้อง เผชิญแน่นอนเลย คือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาว (Vannamei) กว่า ๓๐,๐๐๐ ฟาร์มที่ต้องพึ่งพา การส่งออกเป็นหลักจะอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องการจากรัฐบาลคือการช่วยเหลือ เยียวยาและการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโดยด่วน

อันดับแรกลดต้นทุนทางด้านอาหารกุ้ง ต้นทุนที่มากที่สุดคือร้อยละ ๕๐ ของการเลี้ยงกุ้งเลย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและหากมีการเจรจาครั้งนี้จะทำให้ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในไทยได้รับผลประโยชน์จากการนำเข้าราคาอาหารสัตว์ที่ถูกลง ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นรัฐบาลจะต้องดูแลกระจายให้มากแล้วก็ให้มาถึงมือของผู้เลี้ยงกุ้งด้วย เช่นเดียวกัน และต้องดูแลเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ในประเทศไทยไปพร้อม ๆ กันด้วย

อันดับที่ ๒ ลดค่าไฟและพลังงานที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุน โดยส่วนใหญ่เป็นค่าไฟที่ใช้ออกซิเจนในช่วงกลางคืน ซึ่งค่าไฟสูงอยากให้รัฐบาล มองว่าการใช้ไฟฟ้าในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งเช่นเดียวกับเพื่อการเกษตรไม่ใช่ใช้ไฟฟ้าแบบบ้าน หรือการใช้ไฟฟ้าแบบอุตสาหกรรม

อันดับที่ ๓ สำรวจตลาดใหม่และขยายตลาดให้กว้างมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศ ที่มีความต้องการในการรับประทานกุ้ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดและลดการพึ่งพา ตลาดเดิม โดยเฉพาะการร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนรวมถึง Asia ท่านประธานครับ อุตสาหกรรมกุ้งของไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐอเมริกา จากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่อาจเสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญทั้งอินเดีย และเอกวาดอร์ จะกระทบกับตลาดกุ้งไทยอย่างรุนแรง แล้วส่งผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง อย่างแน่นอน ซึ่งต้องมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโดยด่วนทันทีจากรัฐบาล ขอบคุณครับ