จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือมาตรการภาษีใหม่จากสหรัฐฯ และเสนอแนวทางแก้ไขโดยเน้นการเพิ่มการส่งออกและการนำเข้า เพื่อลดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคเกษตรกรรม
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต่อญัตติที่ท่านสมาชิกได้ยื่นกันเข้ามาวันนี้ ผมมองว่าเป็นวันที่ดีนะครับเพราะว่าเป็นวันที่ สมาชิกทุกท่านเราก็ได้มาร่วมกันอภิปรายในเรื่องที่เป็นปัญหาที่ค่อนข้างหนักอกของประเทศไทย ในเรื่องของอัตราภาษีที่ได้กำเนิดขึ้นใหม่จากประเทศสหรัฐอเมริกานะครับ ด้วยความเคารพครับ มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ข้อห่วงใยในภาคการเกษตร ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็ด้วยความเคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ท่านให้ความสำคัญนะครับ ท่านได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้นะครับแล้วก็พิจารณาแล้วว่าสัปดาห์นี้เราก็ ทราบกันว่าวันพรุ่งนี้เราจะมีกระทู้ถามแล้วก็ต่อด้วยเรื่องของการเปลี่ยนเป็นญัตติเกี่ยวกับ เรื่องของการสร้างอาคารให้มีคุณภาพมากขึ้นนะครับเป็นเรื่องแผ่นดินไหวกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เป็นวันเดียวที่เรายังเหลืออยู่ที่จะพิจารณาในเรื่องที่มีความสำคัญได้นะครับ ท่านก็ตัดสินใจพูดคุยกับทางพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลในการเปลี่ยนการพิจารณาวันนี้ เป็นเรื่องของอัตราภาษีใหม่นะครับซึ่งเป็นความที่ตรงกันนะครับ ซึ่งทุกฝ่ายแล้วก็เห็นพ้องต้องกัน อย่างเห็นได้ชัด แล้วผมเองในฐานะเป็นตัวแทนของ ครม. มาร่วมกับท่านธีรรัตน์ได้รับมอบหมาย จากท่านนายกรัฐมนตรีให้มารับฟังนะครับแล้วก็เอาคณะจากทางกระทรวงการคลังมาร่วมรับฟัง เพื่อที่จะนำประเด็นของพวกท่านนำไปส่งมอบให้กับคณะเจรจาที่จะต้องมีการเดินทางไปยัง สหรัฐอเมริกาในเร็ว ๆ นี้เพื่อที่จะไปเจรจาความแล้วก็ไปหาข้อสรุปหาทางแก้ไขปัญหาในทาง ที่เป็นประโยชน์นะครับ ในเบื้องต้นเลยผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ กับทุกท่านก่อนว่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในวันที่ทางประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ที่เรียกว่า Liberation Day คือวันที่ ๒ ที่ผ่านมานี่นะครับ เหตุการณ์วันนั้นทางรัฐบาลถึงแม้ว่าเราจะได้เตรียมการเป็นเวลานาน อย่างที่ท่านได้ทราบตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ถูกต้องครับ มีการตั้งคณะทำงานนำโดยท่าน อาจารย์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ตั้งแต่ช่วงวันที่ ๖ มกราคมที่ผ่านมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว มีการติดตามมาโดยตลอดนะครับว่า มาตรการทางด้านภาษีนี่ถ้าหากมันจะเกิดขึ้นมันจะ เกิดขึ้นในรูปแบบใด ก็เรียนด้วยความเคารพครับผมเชื่อว่าทางคณะทำงานประชุมกันหลายครั้ง แล้วก็คงมีฉากทัศน์จำนวนมากว่าสุดท้ายแล้วมาตรการทางภาษีที่เกิดขึ้นมันคืออะไร แต่ผม ก็เชื่อว่าไม่มีกระทรวงการคลังหรือว่าไม่มีหน่วยงานรัฐของประเทศใดในโลกที่จะคาดคำนวณได้ เพราะว่าด้วยสูตรที่ใช้ในการคำนวณมันค่อนข้างที่จะหลุดไปจากหลักการทางเศรษฐศาสตร์ โดยพื้นฐานนะครับ มันจะเป็นการคิดคำนวณที่แปลกประหลาดพอสมควร อย่างแรกเลยก็คือ เขาใช้ Trade In Balance หรือว่าการขาดดุลการค้ามาหารด้วยจำนวนของปริมาณสินค้า ที่นำเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างประเทศไทยเราได้ดุลการค้าสหรัฐอยู่ประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เรามีการส่งออกไปอย่างสหรัฐ ๖๕,๐๐๐ หารออกมาก็เป็น ๗๒ แล้วเขาก็หารครึ่งแล้วก็ปรับเป็นเรื่องของอัตราภาษี ซึ่งโดยหลักการคิดคำนวณทางเศรษฐศาสตร์ มันจะไม่สามารถเชื่อมโยงได้โดยตรง ซึ่งประเด็นตรงนี้ทำให้การคาดคำนวณของใครก็ตาม ที่จะคาดหมายว่าสุดท้ายนี่จะมีสูตรการคำนวณแล้วก็จะมีการประกาศในเรื่องของอัตราภาษี อย่างไร เราก็ไม่คิดว่าตัวเลขมันจะสูงได้ขนาดนี้นะครับ อย่างไรก็ตามมันก็สะท้อนหลายอย่างครับ มันสะท้อนในเรื่องของแนวความคิด อย่างแรกเลยก็คือหลักคิดของสหรัฐอเมริกาที่แปลกัน ง่าย ๆ ก็ว่าหากท่านมีการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มากนัก แต่ทำไมท่านเกินดุลเขามาก เหลือเกิน คิดง่าย ๆ ก็คือประมาณนี้นะครับ ซึ่งหลักคิดนี้มันก็สะท้อนให้เราได้เห็นว่าสิ่งที่เขา ต้องการคืออะไร นั่นก็คือการลดการขาดดุล โจทย์นี้ก็เป็นโจทย์ซึ่งทางรัฐบาลเราก็ได้พิจารณา โดยละเอียด หลักวิธีการหากท่านจะดูจากสูตรการคำนวณที่บอกว่าเอา Trade in Balance หารด้วยเรื่องของการ Import ท่านจะดูได้ว่าวิธีการแก้ก็คือ ๑. มีการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา มากขึ้น ๒. มีการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกามากขึ้น ๓. คือลดปริมาณการส่งออก ซึ่งแน่นอนครับ เมื่อทางรัฐบาลได้พิจารณาแล้วในเรื่องของการลดการส่งออกนี่คงไม่ใช่โจทย์ของเรา เพราะว่า การส่งออกเป็นเครื่องมือกลไกหลักของประเทศไทยในการพัฒนาแล้วก็เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มาโดยตลอดนะครับ การส่งออกก็เป็นสิ่งซึ่งพี่น้องในภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศพึ่งพาอาศัย เพราะฉะนั้นการที่จะพิจารณาในการลดคงไม่ได้ แน่นอน ๒. ก็คือเรื่องของการเพิ่มปริมาณ การส่งออกไปยังสหรัฐ ๓. ก็คือการเพิ่มการนำเข้าบางประเภท ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์ที่ทาง รัฐบาลก็รับเอาไว้เป็นเบื้องต้น สิ่งที่ได้คิดไม่ต่างจากท่านสมาชิกทั้งหลายครับ แน่นอนว่าสิ่งที่ ต้องคิดเป็นโจทย์แรกก็คือเรื่องของการห่วงใยต่อพี่น้องเกษตรกร ต่อพี่น้องประชาชน ต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ภายในประเทศ หากเราจะมีการนำเข้าสินค้าใดก็ตามเข้ามาต้องไม่เป็นการ สร้างภาระแล้วก็มีผลกระทบต่อราคาสินค้าภายในประเทศ อันนี้เป็นโจทย์แรกที่ทางทีมเจรจา จะนำไปพูดคุย อันนี้ยืนยันต่อทุกท่านผ่านท่านประธานสภาไปยังสมาชิกนะครับเป็นสิ่งที่ รัฐบาลให้ความสำคัญ ท่านประธานครับ วันนี้ในเรื่องของการแก้ไขปัญหามันก็ยังมีอีกหลาย ๆ มิติ ต้องขอบคุณอย่างแรกเลยนะครับว่าท่านสมาชิกทุกท่านในวันนี้ได้อภิปรายด้วยเหตุผลแล้วก็ ได้ให้เกียรติกับทางรัฐบาลกับคณะเจรจาซึ่งจะต้องเดินทางไป ไม่มีคำถามประเภทที่ว่า แล้วเราจะเอาอะไรไปเจรจาต่อรอง เพราะท่านก็รู้ว่ากลไกในการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ ในลักษณะของทวิภาคีลักษณะอย่างนี้มันคงไม่มีทางหรอกที่ว่ารัฐบาลหรือว่าใครก็ตามจะมา กางบนโต๊ะให้ดูก่อนได้ทั้งหมดนะครับว่าเรามีอาวุธอะไรอยู่ใน Stock บ้าง เรามีการเจรจาใด ที่เราจะนำไปใช้ได้บ้าง ทั้งหมดนี่มันคงเปิดทั้งหน้าตักไม่ได้นะครับ เพื่อให้ผู้ที่ไปเจรจาจะได้มีความยืดหยุ่นแล้วก็มี ศักยภาพในการที่จะสามารถเจรจาเอาผลประโยชน์ที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติ แล้วก็พี่น้องประชาชนของเรานะครับ แน่นอนครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสิ่งที่ทีมเจรจา จะนำไปก็คือการที่จะไปเจรจาด้วยความเข้าใจนะครับ อาศัยความเป็นพันธมิตรทางการค้า ที่ยาวนาน เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่เคียงข้างกันในเวทีโลกมาอย่าง ยาวนาน เราเป็นพันธมิตรที่มีความถาวรแล้วก็มีความมั่นคงในจุดยืนมาโดยตลอดนะครับ ซึ่งตรงจุดนี้เป็นสิ่งแรกที่เราก็คงต้องนำไปพูดคุยนะครับ นอกจากนั้นยังมีในเรื่องของกิจกรรม อย่างอื่นที่เราจะต้องไปดูเพิ่มเติมนะครับ เพราะวันนี้มันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความเร็ว แต่มันเป็นเรื่องของความแม่นยำ การที่เราจะแก้ไขปัญหาเราต้องตอบโจทย์สิ่งที่ทางสหรัฐอเมริกา ได้ตั้งเป็นโจทย์เอาไว้ถึงแม้เขาจะไม่ได้ประกาศชัดเจน เราเห็นตัวอย่างจากประเทศในภูมิภาค เดียวกันที่มีการประกาศลดอัตราภาษีอย่างถึงที่สุดแล้ว คือเป็นศูนย์เลย อัตราภาษีศุลกากร สุดท้ายคำตอบที่ได้รับก็คือยังไม่ตอบโจทย์นะครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาดูโจทย์ของเราว่า นอกจากในเรื่องของอัตราภาษี นอกจากในเรื่องของการที่เราจะต้องลดปริมาณในเรื่องของ การขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกาบ้างแล้วเรายังมีโจทย์อะไรอีกเพิ่มเติม ซึ่งนอกจากนั้น เราก็ยังจะต้องมาดู ยกตัวอย่างเช่น การตรวจสอบสินค้า ซึ่งเป็นขาออกไปยังสหรัฐอเมริกา แต่เป็นลักษณะของการสวมสิทธิ สวมสิทธิแหล่งกำเนิดบ้างนะครับ เป็นเรื่องของสินค้าที่ไม่ถูกต้อง ในเรื่องของลิขสิทธิ์บ้าง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่เราก็ต้องให้ความเข้มงวดกวดขัน แล้วก็ต้องมีการยืนยันว่าเราจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกลไกเพื่อที่จะสามารถทำให้มีความมั่นใจ ได้ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องไม่มีเกิดขึ้นอีกในอนาคต เรื่องของการลดสิ่งที่มันเป็น Non-Tariff Barriers หรือว่าเป็นกำแพงที่ไม่ใช่ลักษณะของภาษี การเพิ่มความง่ายต่อการดำเนินธุรกิจ การค้าคือ Ease of Doing Business ทั้งหมดเหล่านี้ก็คงเป็นกลไกที่ต้องประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งหมดเพื่อที่การไปเจรจาจะได้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด นอกจากนั้น ก็ยังเป็นโอกาสของประเทศไทยอีกอย่างหนึ่งครับ เพราะว่าเราเองก็มีการพูดคุยมาอย่างยาวนาน แต่การปฏิบัติบางครั้งมันก็เกิดขึ้นได้ยากหากไม่เกิดสถานการณ์ที่มันมีความแหลมคมนะครับ การพูดถึงการเพิ่มความหลากหลาย Diversification ของการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในโลก ประเทศไทยเราก็พูดกันมานาน แต่สุดท้ายการปรับเปลี่ยนก็ไม่ง่ายเพราะพฤติกรรมของการส่งออก มันอยู่ที่ความสะดวก อยู่ที่เม็ดเงิน เมื่อมันยังสามารถขายได้ผู้ผลิตก็ยังจะส่งไปยังที่เดิม ๆ ในปริมาณที่มากขึ้น ๆ วันนี้การสร้างตัวเลือกเพิ่มความหลากหลายในตลาดของประเทศไทย อาจจะเป็นสิ่งซึ่งพวกเราจะต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง รัฐบาลจะต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง แล้วก็นำเอาภาคเอกชนมาพูดคุยกันว่าเราจะเพิ่มปริมาณของประเทศที่เราส่งออกไป กระจายสินค้าให้มันมีความหลากหลายในพื้นที่ที่เราไปทั่วโลกให้มันมากขึ้นได้อย่างไร ตรงนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่จะต้องมีการพูดคุยนะครับ การลงทุนเช่นเดียวกันครับ วันนี้เราก็ต้อง มีการพูดคุยกันว่าประเทศไทยในกรณีที่มีการส่งเม็ดเงินไปลงทุนต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ก็อาจจะเป็นประเทศหนึ่งที่เราจะต้องเริ่มพิจารณาว่ามีอะไรที่นำไปลงทุนในประเทศนั้นแล้ว จะเกิดศักยภาพมากขึ้นนะครับ เราจะสามารถได้เปรียบได้ประโยชน์แล้วก็สามารถทำ ประโยชน์ให้นอกจากตัวบริษัทแล้วจะเกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทยและแรงงานไทย ที่จะเกิดขึ้นได้นะครับ ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประเด็นที่จะต้องมาพิจารณากันอย่าง ให้รอบคอบนะครับ แน่นอนครับผมเรียนกับทุกท่านว่ารัฐบาลมีการประชุมกันนี่นะครับ ทางคณะทำงานเองก็ตาม หรือท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ตามมีการประชุมกันหลายครั้ง ทุกครั้ง ไม่ได้ดูเฉพาะราย Sector นะครับ เราลงรายละเอียดในราย Item คือสินค้าเป็นประเภท ๆ เลย เพราะว่าการที่เราจะมีการปรับเปลี่ยน วันนี้เราต้องยอมรับว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นนี่ ก็ยังไม่มองว่าทางสหรัฐอเมริกาจะถอนหรือว่าจะเปลี่ยนกลไกที่เขาดำเนินการมาแล้วจนถึง ปัจจุบันนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเมื่อมันเกิดขึ้น Trade Balance ของโลกมันขยับแล้ว มันเป็น New Normal ของการค้าโลก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอยู่กับมันแล้วเราต้องปรับตัวให้ได้ การปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลเองก็ต้องมาช่วยสร้างกลไกในการปรับตัวให้กับภาคเอกชน มีท่านสมาชิกได้ถามถึงว่าเราได้ทำอะไรลงไปบ้าง ณ ขณะนี้เราได้เตรียมวงเงินไว้ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านทางเอ็กซิมแบงก์นะครับ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ประทานโทษนะครับ สิ่งที่จะต้อง ออกมามี ๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นส่วนที่จะไปช่วยเหลือในส่วนของบริษัทที่มีการส่งออกไปยัง สหรัฐส่วนหนึ่ง นำเข้าจากสหรัฐส่วนหนึ่ง เป็นการให้วงเงินสินเชื่อเพื่อที่จะให้พี่น้อง ภาคเอกชนผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่มันต่ำกว่าปกติ นี่คือ การช่วยเหลือในเบื้องต้น และแน่นอนว่ายังคงจะต้องมีมาตรการอื่น ๆ ตามมา โดยเฉพาะ ในภาคเกษตรกับสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบ แต่หลังจากนี้ก็คงต้องมีการประเมินกันว่า สิ่งที่เกิดผลกระทบสุดท้ายแล้วหลังการเจรจาภาวการณ์มันจะปรับเปลี่ยนเป็นอย่างไร และใครได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงไร และควรจะต้องมีกลไกในการเข้าไปเยียวยาช่วยเหลือ อย่างไร ตรงนี้เป็นสิ่งซึ่งต้องทำงานกันต่อ แต่อย่างไรก็ตามก็ฝากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านในการติดตามช่วยกัน แล้วก็ช่วยเป็นหูเป็นตา มีประเด็นใดที่รัฐบาลตกหล่นยินดี รับฟังครับ ทางรัฐบาลเองก็จะทำให้ดีที่สุดในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชน ทั้งภาคเอกชน ทั้งภาคธุรกิจ และรวมถึงพี่น้องเกษตรกรหากได้รับผลกระทบในการที่เรา จะเข้าไปช่วยเขาในกรณีที่เกิดผลกระทบจากเหตุการณ์เรื่องของอัตราภาษีที่เกิดขึ้นนะครับ
ประเด็นสุดท้าย ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า แน่นอนครับมันเป็นการ ปรับเปลี่ยนในเรื่องสมดุลของการค้าโลก แต่ในนั้นมันมีโอกาสอยู่บ้างนะครับ หากเราจะมอง หาโอกาสให้เจอ มันก็ยังจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในมิติใดมิติหนึ่งนะครับ เรื่องนี้ แน่นอนครับผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นในเชิงลบแน่นอน วิเคราะห์กันตรง ๆ มันไม่ได้มีอะไร อ้อมค้อม แต่หากเราหาโอกาสในวิกฤติได้พบ ยกตัวอย่างนะครับ มันมีแนวทางในการตอบโต้ กับ Reciprocal Tariffs นี่ หลายวิธี แน่นอนครับบางวิธีก็อย่างเช่นประเทศไทยหลายประเทศ เลือกในการเจรจาพูดคุย บางคนเลือกที่จะต่อสู้ด้วยการขึ้นภาษีแข่งกันอย่างที่เราเห็นนะครับ มีประเทศอย่างเช่นประเทศจีนก็มีการแข่งขันกันในเรื่องของการขึ้นภาษีตอนนี้ร้อยกว่า เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันจะเกิดช่องโหว่ทางการค้า หมายความว่ามันจะมีสินค้า บางประเทศที่มันไม่สามารถเดินทางผ่านไปได้ด้วยความคุ้มค่า แต่ผู้บริโภคยังคงมีความจำเป็น ต้องบริโภคอยู่ในประเทศนั้น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันอาจจะเกิดช่องโหว่ช่องว่างที่ประเทศไทยเรา หากสามารถเจรจาความได้สำเร็จและเรามีสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ก็อาจจะเป็น ช่องว่างที่สินค้าไทยจะสามารถนำสู่การค้าการขายที่มันเพิ่มมากขึ้นได้ บางประเทศตัดสินใจ ในเรื่องของการออกมาตรการภาษี เช่น Digital Service Tax ซึ่งเก็บกับแฟลตฟอร์มออนไลน์ ที่เป็นสัญชาติอเมริกัน อันนี้ก็เกิดขึ้นมาแล้ว เราจะมองช่องโหว่ช่องว่างนั้นอย่างไรที่เราจะได้ ประโยชน์แล้วเราจะสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติแล้วก็ประชาชนของเรา บางประเทศตัดสินใจในเรื่องของการตัดการลงทุนที่จะเข้าไปสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น การลงทุนเม็ดเงินเหล่านั้นมันก็ต้องหาที่ไปในที่สุด ประเทศเราก็มีศักยภาพ เราก็มีความพร้อม ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานแล้วเราก็มีความสามารถในการแข่งขัน จะทำอย่างไรให้เม็ดเงิน เหล่านั้น อาจจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อเกิดการผลิต เกิดการจ้างงาน ในประเทศ ตรงนี้เป็นสิ่งซึ่งเป็นโจทย์ครับ พวกเราต้องช่วยกันคิด ทางรัฐบาลเองก็แน่นอนว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ แล้วเราก็มองหาช่องและโอกาสเหล่านั้น หากโอกาสเหล่านั้นจะเกิด ประโยชน์กับประเทศชาติแล้วก็ประชาชน สิ่งทั้งหมดนี้ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า เป็นประโยชน์นะครับ
แน่นอนว่าคำถามสุดท้าย ผมขออนุญาตคำถามสุดท้ายนะครับ มีคำถาม ในเรื่องของผลกระทบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อันนี้แน่นอนครับ ไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่าสุดท้ายแล้วนี่มันกระทบกับการเติบโต รัฐบาลเองในภาวะปกติและ ในสิ่งที่เราได้ทำมาในช่วงปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการกระตุ้น เศรษฐกิจต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นในระดับหนึ่ง ถ้าดูเป็นไตรมาสนะครับ ไตรมาส ๑ ของปีนี้ก็อยู่ในระดับที่สูงคือ ๓ กว่า แต่ผลกระทบ ในเรื่องของการค้านี้แน่นอนว่าสุดท้ายก็ต้องมีผลกระทบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ถามว่าเป้าหมายยังอยู่ที่เดิมหรือไม่ ผมคงตอบให้ไม่ได้ แล้วผมก็เรียนด้วยความเคารพครับ มีท่านสมาชิกนำเอาตัวเลขที่บอกว่าเป้าหมายเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือว่าจีดีพี Growth มันมีการปรับเปลี่ยนจากหลายสถาบัน ซึ่งมีความแตกต่างกันเยอะมากครับ บางคน บอก ๑ บางคนบอก ๒ มันมีความแตกต่าง มีตัวเลขที่หลากหลาย แน่นอนครับเพราะว่าสมมุติฐานมันยังไม่ชัด สำหรับคนที่จะไป Run Model แล้วก็นำตัวเลขมาแสดง แน่นอนว่าหลายคนก็อาจจะเอา ตัวเลขออกมาแล้ว แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมเรียนด้วยความเคารพว่าคงเป็นตัวเลขที่ยังเชื่อถือ นักไม่ได้ แม้แต่ทางกระทรวงการคลังเองเราก็ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน เรียนด้วยความเคารพ สาเหตุเพราะอะไรครับ เพราะสมมุติฐานมันยังไม่ครบครับ วิธีการที่เราจะนำไปเจรจาและผล แห่งการเจรจานั้นจึงจะเป็นสมมุติฐานหลักที่ต้องใส่เข้าไปในการ Run สมการเพื่อที่เราจะได้รู้ ว่าสุดท้ายแล้วผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นมันจะมีผลในเชิงลบมากน้อยเพียงไร แล้วเราจะสามารถ ประคับประคองไปได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามเป็นโจทย์ที่รัฐบาลรับไว้ครับ แล้วเราก็ยังยืนยัน ตามเดิมโดยรัฐบาลชุดนี้เราให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะว่า มันจะได้รับผลกระทบในเชิงบวกกับพี่น้องประชาชนทุกคน หากมันจะชะลอ หากมันจะ สะดุดอย่างไรก็ตามก็ต้องมีกลไก แล้วก็ขอบพระคุณมากมีท่านสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านด้วย มีการอภิปรายในประเด็นที่เป็นประโยชน์ แล้วก็เอื้อเฟื้อมากในเรื่องของการบอกว่าหากเรา มีความจำเป็นในเรื่องของการที่เราจะต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อให้มีกรอบในเรื่องของ Fiscal Policy ที่มากขึ้นเพื่อที่จะดำเนินการในทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ อันนี้ฟังแล้ว ผมรู้สึกดีเพราะว่าเป็นข้อเสนอที่พวกเราก็ต้องรับฟัง แต่อย่างไรก็ตามยังไม่ถึงเวลาครับ หากว่ามันมีความจำเป็นก็คงต้องมาคุยกันเพราะกลไกทั้งหมดต้องผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน เราคงต้องมาคุยกันในกรณีที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องเดินหน้า ในการแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไร แต่ ณ ขณะนี้ยังอยู่ในกรอบที่เราต้องพิจารณาในปัญหาเฉพาะหน้า แล้วก็วางแผนในการไปเจรจาเพื่อที่จะให้ปัญหานี้มันบรรเทาเบาบางที่สุด วันนี้ต้องกราบ ขอบพระคุณหลายท่าน ขออนุญาตไม่เอ่ยนามดีกว่าเพราะว่าด้วยข้อแนะนำของท่านทำให้ รัฐบาลได้ประโยชน์แล้วก็จะนำเอาข้อคิดเห็นของท่านเหล่านั้นออกไปบรรจุไว้กับทีมเจรจา ที่จะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา แล้วก็จะได้นำเรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะในสิ่งซึ่ง สำคัญที่สุด ณ ขณะนี้ ต้องเรียนว่าความสามัคคีของพวกเรา วันนี้วิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างน้อย ก็ทำให้ทุกคนหันหน้าเข้ามา แล้วก็มาคุยกันอย่างมีเหตุและผล นำเอาเรื่องของการเมือง วางไว้ข้าง ๆ แต่นำเอาปัญหาของประเทศชาติมาเป็นสิ่งซึ่งเราต้องมาถกกันเพื่อให้มันได้ การตกผลึก แล้วก็นำไปแก้ไขปัญหาต่อไป ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ