เท่าพิภพ ชี้วิกฤตเศรษฐกิจโลก เตือนไทยต้องปรับแผนรับมือ AI-หุ่นยนต์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อภิปรายเรื่องมาตรการภาษีนำเข้าตอบโต้ของสหรัฐและเสนอให้รัฐบาลใช้วิกฤตนี้ฟื้นฟูอุตสาหกรรมเครื่องหนังไทย โดยชี้ว่าเวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญแต่โดนภาษีมากกว่า และเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนการรวมกลุ่มสหภาพแรงงานเพื่อต่อรองค่าแรงและพัฒนาแบรนด์ภายใต้ Soft Power เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในญัตติที่จะส่งให้ รัฐบาล หรือว่าจะส่งให้กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจไปดูแลต่อเรื่องมาตรการภาษีนำเข้า แบบตอบโต้ของท่านประธานาธิบดี Donald Trump (โดนัลด์ ทรัมป์) แห่งสหรัฐอเมริกานะครับ ท่านประธานครับ ผมขอพูดในมุมของ สส. เขตครับ หลังจากที่ผมได้ทำงานเป็น สส. เขตมา ๖ ปี ศูนย์ผมเองก็อยู่เจริญรัถเปิดร้าน Craft Beer อยู่ก็ได้เจอคนในย่านนั้นมากครับ เป็นย่านทำเครื่องหนังเก่าแก่ของกรุงเทพมหานครที่ขายทั้งอะไหล่ แล้วก็ในตรอกซอกซอย ต่าง ๆ อย่างชุมชนสองร้อยห้องนี่ก็จะมีบ้านแถว ห้องแถวต่าง ๆ ที่ทำเครื่องหนังอยู่ครับ แต่หลังจากโควิดครับท่านประธานการที่ Workshop ต่าง ๆ เหล่านี้มันก็เริ่มหายไป ประกอบกับ ด้วยมีสินค้าจากจีนไหลทะลักเข้ามาต่าง ๆ นานามันทำให้ผมได้คุยกับคนที่มีส่วนร่วมในพื้นที่ หลายท่าน อย่างครูแบงก์เจ้าของร้าน Bank Café ท่านนี้ท่านเป็นครูรุ่นที่ ๒ รุ่นที่ ๓ แล้วนะครับ ในถนนเจริญรัถที่ขายเครื่องหนัง แล้วท่านนี้เองก็มีความสามารถในการสอนคนให้ไปทำ เครื่องหนังในวันเสาร์ วันอาทิตย์ไป Workshop กันได้ แล้วก็สร้าง Brand ต่าง ๆ ขึ้นมา มากมาย ผมก็เลยอยากจะเป็นตัวแทนเขาในการมาพูดถึงเรื่องนี้ว่า ตอนแรกผมก็กลัวเหมือน หลาย ๆ ท่านว่าเหตุการณ์นี้มันจะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ไปหรือเปล่า แต่พอผมมาดูดี ๆ ครับท่านประธานอุตสาหกรรมของเครื่องหนังเราโดยมากเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์เราส่งออก ไปอเมริกา แต่ก็ถือว่าน้อยมาก ๆ ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเราครับ เพราะว่ามันเป็น Sunset Industry ของประเทศไทย พวกเสื้อผ้า หรือพวก Leather Garment พวกรองเท้าหนัง เราเคยทำได้ดีมี Volume มากกว่านี้ อันนี้เรายอมรับครับ แต่ทำอย่างไรให้เอกลักษณ์ของ พื้นที่ท้องที่ผมยังอยู่ เรามาดูครับ ผมมองว่าเป็นโอกาสด้วยซ้ำครับท่านประธาน เพราะว่า อย่างประเทศเวียดนามมีมูลค่าส่งออก ของไทยนี้ ๕๐๐ ล้านเหรียญนะครับ แต่เวียดนามคือ ๙.๔ พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเยอะกว่าไทย ๒๐ เท่า คือเขาส่งออกไปอเมริกา ๒๐ เท่ากว่า ของไทย ซึ่งถ้าเรามามองดูดี ๆ ครับ นี่คือคู่แข่งที่ใหญ่มากของเราใช่ไหมที่แย่งอุตสาหกรรมนี้ ไปจากเราเมื่อเก่าก่อนมา แต่ตอนนี้ทางเวียดนามกลับโดนภาษีเยอะกว่าเราก็คือ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้เองผมมองว่า เป็นข้อได้เปรียบของอุตสาหกรรมเครื่องหนังถ้ารัฐบาลมองวิกฤติเป็นโอกาสในการที่จะช่วย อุตสาหกรรมเครื่องหนัง แล้วก็ช่วยฟื้นฟูย่านเจริญรัถขึ้นมาได้มันก็จะเป็นผลดีจากผลเสีย ที่เราตกใจกันในวันนี้ เอาละครับหลายคนก็บอกว่าเวียดนามค่าแรงเขาถูกกว่าเรา เพราะว่า ค่าแรงขั้นต่ำของเวียดนามถ้าพูดกันตรง ๆ ก็คือเดือนละประมาณ ๗,๐๐๐ บาท แต่ถามว่า ในประเทศไทย ในกรุงเทพฯ รวม ๆ กันแล้วก็ ๙,๐๐๐ เกือบ ๑๐,๐๐๐ บาทใช่ไหมครับ แต่ผมต้องเป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้องที่เป็นช่างทำเครื่องหนังครับ ค่าแรงเขาปัจจุบันนี้ ทำรองเท้าต่อคู่ เป็น Freelance นี่ ค่าแรงเขา ๓๐ ปีก่อนได้เท่าใด ตอนนี้ก็ได้เท่านั้น ก็เลย ไม่เป็นที่ต้องสงสัยเลยว่าการแข่งขันค่าแรงนี่เราก็ไม่ได้เสียเปรียบเขาเท่าไรครับ หนำซ้ำ ของเรายังมีฝีมือการทำเครื่องหนังที่เนี้ยบกว่าเขาด้วยซ้ำ จะเพราะอะไรก็ตามครับ ขาดการดูแล จากภาครัฐ ขาดการรวมกลุ่มต่อรอง ตั้งสหภาพในการต่อรองราคากับนายทุน ล้วนแล้วเป็น ปัญหาในเรื่องของค่าแรงของเขาด้วยซ้ำ ในโอกาสนี้ผมก็ได้อภิปรายแล้วก็อยากให้รัฐบาลช่วย เรื่องอุตสาหกรรมเครื่องหนังไทยด้วย ท่านมีนโยบายอยู่แล้วครับ นโยบาย Soft Power ที่ท่านพูดเป็นต่อยหอย พูดกันเป็นคำสามัญไปแล้วตอนนี้ ก็เอาละครับก็อยากให้ท่านมาช่วย เรื่องเครื่องหนังด้วยในการทำ Brand เพิ่มมูลค่าครับ ของของเราฝีมือเราดีกว่า แต่ Brand ของเราไม่มีเลย เป็นไปได้อย่างไร โอเคครับมีอันหนึ่งนารายา แต่อันอื่นไปไหนหมดครับ หรือนโยบายของท่านอย่าง OFOS หรือ One Family One Soft Power ที่จริง ๆ ก็เป็นนโยบาย ที่ดีในการ Upskill Reskill แต่ส่วนใหญ่ก็ไปเน้นทำอาหาร อยากให้มีเรื่องทำเครื่องหนังด้วย ได้หรือไม่ครับ หรืออันที่ ๓ ที่ท่านจริง ๆ แล้วก็ควรจะทำอย่างยิ่ง การส่งเสริมการรวมตัวกัน ของฝีมือแรงงานครับ ให้เขาได้จัดตั้งสหภาพ ให้เขาได้ต่อรอง เป็นตัวแทนของคนธรรมดา ที่ไปต่อรองกับนายทุน เข้าใจว่าตอนนี้หลายคนเป็นนายจ้างก็กลัวว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบ จะเจ๊งครับ แต่สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอครับ แรงงานที่เป็นคนที่ทำงานจริง ๆ เขาได้ประโยชน์ด้วย นี่เป็นข้อเสนอของผมในระยะสั้นในการแก้ปัญหาในพื้นที่ของผมครับ

ประเด็นต่อมา ปัญหาระยะยาวครับ ผมเชื่อว่าไม่มีใครพูดถึงแน่นอนครับ ท่านประธาน ก็คือผลลัพธ์ของสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นมันคืออะไร ผมจะเรียกมันว่า อภิมหาวิกฤติ เศรษฐกิจแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ไม่ต้องกลัวครับ ทำอะไรอย่างไรก็ตามผลลัพธ์ถ้าอเมริกา ไม่เปลี่ยนแปลงไปมันจะไปตรงนั้นแน่นอน ก็คือ The Twenty First Century Great Depression ก็คือวิกฤติเศรษฐกิจอย่างแน่นอนครับ ซึ่งอันนี้เองมันเป็นการที่เขย่าโลกทั้งใบให้กลับสู่ จุดดุลยภาพใหม่ ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นครับ รัฐบาลต้องทราบว่าต่อไปมันจะเรียกว่าทฤษฎี The Last Survivor ครับ ประเทศไทยก็เช่นกันก็จะมี The Last Survivor ที่ธุรกิจไม่เจ๊ง จากผลกระทบนี้ และคนนี้เขาก็จะเป็นผู้กำหนดและครอบครองประเทศ Literally ครอบครองประเทศระบอบเศรษฐกิจมากกว่าเจ้าสัวนายทุนปัจจุบันด้วยซ้ำ เพราะอะไรครับ เพราะโลกหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจนี้มันจะไม่ได้พูดถึงแล้วว่าแรงงานจะมี Productivity เท่าไร เพราะมันจะไม่มีแรงงานที่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะ The Last Survivor คนนี่ละครับ ก็ใช้หุ่นยนต์ ก็จะใช้แค่เอไอในการมาถือครองผลิตภาพทั้งหมดที่มีในประเทศเราหรือในโลก ใบนี้ครับ ดังนั้นอันนี้คือสิ่งที่ระยะยาวที่เราต้องเตรียม เราหยุดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่รัฐ ต้องทำให้คนที่อยู่ในประเทศนี้อยู่ได้ เรื่องของรัฐสวัสดิการครับ เราต้องมาคิดว่าต่อไปจริง ๆ แล้ว ถ้ามีหุ่นยนต์ ถ้ามีเอไอทำงานคนเราต้องทำงานจริง ๆ หรือไม่ เราก็อาจจะต้องมาคิดในประเด็นนี้ ในระยะยาว ดังนั้นก็อยากให้รัฐบาลไม่ได้มองแค่วิกฤตินี้เป็นอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องมา ตกใจกับทุกเหตุการณ์ ควรจะมีแผนครับ ไม่ว่าเรื่องเดียวกับเรื่องแผ่นดินไหว เรื่องเศรษฐกิจด้วย เรื่องต่าง ๆ นานา อยากให้ทำงานโดยคิดให้ไกลสักนิดหนึ่ง อย่างไรก็ไม่มีอะไรมากครับ ขอเป็นกำลังใจให้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามทีมที่จะไปเจรจานี่ก็หวังว่าจะได้สัมฤทธิ์ผลในอนาคต เพราะว่าก็อย่างว่าครับวิกฤตินี้ใหญ่หลวง ทีมไทยแลนด์ก็ไปด้วยกันครับ ขอบคุณครับ