จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อธิบายสาระสำคัญของการประกาศภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ และวิเคราะห์ผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยเน้นย้ำความสำคัญของตลาดสหรัฐและดุลการค้า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เสนอแนวทางแก้ไขสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรที่ส่งมอบหลัง ๙ เมษายน และเรียกร้องให้รัฐบาลหาข้อสรุปเรื่องมาตรการการค้าทวิภาคีของสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์เกษตรกรไทยท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นร่วมกับพวกเรา อย่างน้อยที่สุดก็ในฐานะของผู้ที่พอจะมี ประสบการณ์อยู่บ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคิดว่าความเห็นนี้จะพอเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยก็กับรัฐบาล สภาผู้ส่งออก ผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม การเกษตร แล้วก็ตัวเกษตรกร รวมทั้งคนไทยทั่วทั้งประเทศ แต่ว่าขออนุญาตเรียนกับ ท่านประธานว่ากระผมจะขอพูดเฉพาะในมุมที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยเป็นหลัก ขอเริ่มต้น ด้วยการกราบเรียนข้อเท็จจริง ๒ ประการ ประการแรกก็คือขอเล่าถึงสาระสำคัญของการ ประกาศภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ครั้งนี้เล็กน้อยครับเพื่อรวบรวมสิ่งที่ เพื่อนสมาชิกได้พูดไปบ้างแล้วเข้ามาไว้ด้วยกัน กับข้อเท็จจริงประการที่ ๒ ก็คือความสำคัญ ของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อการส่งออกของไทย สำหรับประการแรก ขออนุญาตเรียนว่า สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้นั้น ประการที่ ๑ ก็คือว่าประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้ลงนาม คำสั่งบริหารเพื่อกำหนดภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ หรือที่เรียกว่า Reciprocal Tariffs ซึ่งได้ลงนาม เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ปี ๒๕๖๘ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ๒ ฉบับ คือ IEE PA กับ NEA ขอละไว้ในฐานเข้าใจที่จะไม่อธิบายยาวว่ามันคืออะไร อย่างไร ประการที่ ๒ ก็คือทรัมป์ (Trump) ได้อ้างเหตุผลว่าที่ดำเนินการไปนั้นก็เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรนำเข้าไปยัง สหรัฐอเมริกาจากประเทศคู่ค้าให้เท่าเทียมกับที่ประเทศคู่ค้าเรียกเก็บจากสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับสหรัฐ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเพื่อลดการขาดดุลการค้า ของสหรัฐ ซึ่งภาษีที่กำหนดนั้นมี ๒ ตัว ตัวที่ ๑ ก็คือภาษีศุลกากรพื้นฐานที่จะเรียกเก็บ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เริ่มต้นวันที่ ๕ เมษายนปีนี้กับตัวที่ ๒ เรียกว่าภาษีศุลกากรต่างตอบแทน สำหรับประเทศไทยสหรัฐเรียกเก็บ ๓๖ เปอร์เซ็นต์เริ่มเวลา ๐.๐๑ นาฬิกาของวันที่ ๙ เมษายน ตามเวลาสหรัฐ ซึ่งหมายความว่า สินค้าใดที่ลงเรือหรือนำขึ้นยานพาหนะไปยัง สหรัฐอเมริกานับตั้งแต่เวลา ๐.๐๑ นาฬิกา วันที่ ๙ เมษายน เป็นต้นไปก็จะถูกเรียกเก็บภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์จากประเทศไทย แล้วแต่ละประเทศก็จะโดนตัวเลขภาษีต่างกัน ซึ่งท่านสมาชิก และท่านประธานก็ทราบดีอยู่แล้ว ข้อสังเกตที่น่าเป็นห่วงและผมต้องพูดไว้ตรงนี้ก็คือว่า ประการที่ ๑ อาจจะมีมาตรการเพิ่มเติมขึ้นมาได้อีก หากมาตรการนี้ยังไม่ได้ผล อันนี้คือสิ่งที่ ระบุไว้ แล้วในประการที่ ๒ ก็คือหากประเทศคู่ค้าได้ใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐ ประธานาธิบดี อาจพิจารณาเพิ่มหรือขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีได้อีกภายใต้คำสั่งนี้ ยกตัวอย่างเช่น เหมือนกับที่ทำกับจีนแล้วก็ไป ๑๐๔ เปอร์เซ็นต์ถ้าผมจำไม่ผิด ประการที่ ๓ ที่เป็นข้อสังเกตก็คือ หากประเทศใดยอมแก้ไขและเยียวยาให้สหรัฐ ประธานาธิบดีอาจพิจารณาปรับลดหรือจำกัด ขอบเขตภาษีที่จัดเก็บให้ นี่คือสาระสำคัญของประกาศทั้งหมด ที่ขออนุญาตกราบเรียนก็คือ ประกาศฉบับนี้ถ้าจะเปรียบเทียบกับแผ่นดินไหว ถ้าจะมีการใช้ข้อสังเกตข้อ ๒ ที่ผมกราบเรียน เมื่อสักครู่ว่าหากประเทศคู่ค้าใดใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐ ประธานาธิบดีอาจพิจารณาเพิ่ม หรือขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีได้ภายใต้คำสั่งนี้ อันนี้ก็จะกลายเป็น Aftershock และอย่าคิดว่าทั้งหมดนี้จะจบลงเท่านี้มันอาจจะมีอะไรตามมาอีกก็ได้ ก็เพื่อที่จะกราบเรียน กับรัฐบาลผ่านท่านประธานไปว่ารัฐบาลก็ต้องไม่นิ่งนอนใจ ต้องติดตามสถานการณ์เหล่านี้ อย่างใกล้ชิด ข้อเท็จจริงประการที่ ๒ ที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า ตลาด สหรัฐอเมริกาต้องถือว่าเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับประเทศไทย เพราะถ้าย้อน ไปดูแค่ตัวเลขปี ๒๐๒๔ คือปีที่แล้วตลาดส่งออกลำดับ ๑ ของไทยก็คือตลาดสหรัฐ คิดเป็น สัดส่วนถึง ๑๘.๒๙ เปอร์เซ็นต์ของยอดส่งออกไปทั้งโลกหรือประมาณ ๑ ใน ๕ เหมือนที่ พวกเราพูดกันก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นตลาดสหรัฐย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ที่สำคัญ สำหรับถ้ายิ่งไปกว่านั้นก็คือประเทศไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐเฉพาะปีที่แล้วถ้าคิดค่าเงินดอนลาร์ ๑ ดอลลาร์เท่ากับ ๓๔ บาท ผมลองคูณตัวเลขดู ปีที่แล้วไทยได้ดุลการค้าสหรัฐ ๑.๒ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นตลาดสหรัฐนี่ยิ่งใหญ่มาก และสำคัญกับประเทศไทยมาก เพราะฉะนั้นเมื่อสหรัฐ เก็บภาษีศุลกากรนำเข้าจากไทยถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ จึงมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย และตัวเลขดุลการค้าของไทยมหาศาล ถ้าเราไม่สามารถเจรจาประสบความสำเร็จ ผลกระทบ ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนก็คือว่าประการที่ ๑ อย่างน้อยที่สุดในภาพรวมสินค้าไทยในสหรัฐ จะแพงขึ้น แล้วก็แข่งขันยากขึ้น โดยเฉพาะถ้าต้องแข่งกับประเทศที่ต้นทุนต่ำ หรือเสียภาษี ต่ำกว่าเราและคุณภาพใกล้เคียงกัน นี่คือประการที่ ๑ ประการที่ ๒ สินค้าส่งออกของไทย ที่จะได้รับผลกระทบนั้นมีทั้งสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร และสินค้า ทางการเกษตร อย่างน้อย ๑๕ รายการสำคัญ ซึ่งผมไม่ขอใช้เวลาเรียงมาแล้วว่ามีอะไรบ้าง เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายกันไปบ้างแล้ว แต่ที่ขอเน้นย้ำก็คือว่าใน ๑๕ รายการนั้นมันจะมี สินค้าที่ไทยครองตลาดสหรัฐเป็นลำดับที่ ๑ อยู่ ๓ ตัว คือ ๑. ยางรถยนต์ ๒. ข้าว แล้วก็ ๓. วัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวกับยางรถยนต์มันจะมีผลกระทบต่อเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเรา โดยเฉพาะข้าวขอลงลึกนิดเดียวครับ การประกาศภาษีข้าว ๓๖ เปอร์เซ็นต์ของทรัมป์ (Trump) เที่ยวนี้ ผมเรียนว่ามันเหมือนดาบ ๓ ที่ไปเชือดคอ ชาวนาไทย ดาบ ๑ ก็คือข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ในช่วงปีที่แล้วที่ผ่านมาที่ราคาตกขนาดชาวนา ขายได้แค่เกวียนละ ๖,๐๐๐ บาทหรือ ๗,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้น เจอดาบ ๒ ก็คือตอนอินเดีย ประกาศยกเลิกห้ามส่งออกข้าว แล้วก็หันมาส่งออกข้าวขาวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบอย่างยิ่ง ต่อตลาดข้าวโลก โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งอย่างไทย แล้วทำให้การส่งออกเรามีปัญหาอุปสรรค ถึงขนาดที่ส่งผลกระทบต่อราคาข้าว เพราะฉะนั้นตรงนั้นคือดาบ ๒ และเที่ยวนี้คือดาบ ๓ ที่บอกว่าดาบ ๓ เพราะไทยส่งออกข้าวไปสหรัฐมากเป็นลำดับ ๑ ถึงปีละประมาณ ๘๕๐,๐๐๐ ตัน ขณะที่เราจะต้องโดนภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แน่นอน ๘๕๐,๐๐๐ ตันกระทบแน่นอน แต่คู่แข่ง ของเราคือเวียดนามเขาส่งออกไปสหรัฐแค่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ตันแล้วก็แม้เขาโดนภาษี มากกว่าเรา เราโดน ๓๖ เวียดนามโดน ๔๖ แต่ต้นทุนเวียดนามต่ำกว่า แม้ว่าเราบวก ๓๖ ไปแล้ว เวียดนามบวก ๔๖ ราคาข้าวเราก็ยังแพงกว่าเวียดนามเกือบเท่าตัวในตลาดสหรัฐ เพราะฉะนั้น มันก็มีแนวโน้มความเป็นไปได้ว่าข้าวเราจะขายในตลาดสหรัฐยากขึ้น แล้วเวียดนามก็จะถือเป็น โอกาสแม้เขาโดน ๔๖ ก็ตาม นี่ก็คือสิ่งที่จะมีผลกระทบแล้วมันจะกลายเป็นดาบ ๓ ที่สุดท้าย มันก็ลงไปสู่ระดับล่างสุด คือกระทบต่อราคาข้าวที่เกษตรกรจะขายได้คือชาวนา เพราะฉะนั้น สิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานตรงนี้ ก็คือว่ารัฐบาลจะต้องเร่งการเจรจาให้ถูกทาง โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลประกาศแข็งขันว่าจะไม่เอานโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่เคยใช้มา มาใช้ในรัฐบาลนี้อีก คำถามก็คือแล้วท่านจะช่วยผู้ส่งออกอย่างไร คำถามข้อ ๒ คือแล้วท่าน จะช่วยชาวนาอย่างไร หากราคาข้าวมันตกลงไปมากกว่านี้หรือยังตกอยู่อย่างในปัจจุบันนี้ ตัว ที่ ๒ ที่ขออนุญาตลงลึกนิดเดียวครับ แต่ไม่ยาวเพื่อนสมาชิกพูดไปบ้างแล้วผมไม่พูดไม่ได้เรื่อง ยางครับ ไทยส่งยางล้อไปขายสหรัฐอเมริกาครองตลาดเป็นอันดับหนึ่ง ยางล้อทำจากอะไร ครับ ทำจากยางแท่ง ทำจากยางแผ่นรมควันแล้วก็ทำจากยางก้อนถ้วยบางส่วน เพราะฉะนั้นถ้าเรา โดนภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนยางไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาที่ครองตลาดอันดับหนึ่ง ก็จะมีราคาแพงขึ้น ขายยากขึ้นแล้วก็จะกระทบกับเกษตรกรชาวสวนยางมากขึ้นนะครับ ซึ่งนั่นหมายความว่ารัฐบาลจะต้องเตรียมมาตรการในการที่จะเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องนี้ ตัวอย่าง ชัดเจนเลยครับ สหรัฐประกาศขึ้นภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์วันที่ ๙ วันที่ ๘ เมษายน ก่อนหน้า ๑ วัน เมื่อวานซืนนี้ครับ ยางในราคาของประเทศไทยตกรูดมหาราชเลย แล้วก็พฤษภาคมนี้ ก็จะออกมาอีกมากขึ้นสำหรับยางปักษ์ใต้ ตัวเลขที่เห็นชัดเจนก็คือว่าทันทีที่เปิดตลาด เมื่อวันที่ ๘ เมษายนรัฐบาลประกาศราคากลางเปิดตลาด ลดราคายางลงมา ยางแผ่นดิบคุณภาพ ลงมา ๑๐.๗๐ บาท น้ำยางสดลงมา ๑๑.๕๐ บาทต่อกิโลกรัม ยางก้อนถ้วยลงมา ๑๒.๕๐ บาท แล้ววันนี้ผมโทรศัพท์คุยกับสมัครพรรคพวกหลายจังหวัดที่เขาผลิตยางก็ล้วนแล้วแต่กังวลว่า มันก็อาจจะต้องลงไปอีกหรือถ้าขึ้นมาก็คงไม่ได้ขึ้นมา ๑๐ บาทแล้วละครับ ขึ้นมาสักบาท ๒ บาท หรืออาจจะลงไปด้วยซ้ำ นี่ก็คือสิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนกับรัฐบาลให้ต้องเตรียมรับมือ กับเรื่องนี้ไว้ให้แข็งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ส่งออกที่ยางเขาทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทำสัญญาวันนี้ไม่ได้แปลว่าจะส่งพรุ่งนี้ จะส่งอีก ๓ เดือน ๕ เดือน ๗ เดือน หรือเกือบปีหน้าก็มี และตกลงราคากันจบเรียบร้อยแล้วครับ แล้วก็ทำสัญญาเรียบร้อยแล้วแต่ว่าถ้าไปลงเรือหลัง ๐.๐๑ นาฬิกา วันที่ ๙ เมษายนตามเวลาสหรัฐ ภาษีมันเปลี่ยน แล้วเขาจะทำอย่างไรครับตรงนี้ จะกระทบการส่งออกไหม ลูกค้าเราที่สหรัฐจะชะลอการส่งมอบหรือเปล่า แล้วก็จะหาเหตุ ยกเลิกสัญญาหรือไม่ อันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทราบและต้องกรุณาเร่งในการช่วยหาทาง คลี่คลายเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเร็ว ข้าวโพดครับ มีข่าวว่ารัฐบาลจะเอาข้าวโพดไปต่อรอง โดยนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐมากขึ้นก็ไม่เป็นไรครับ แต่ว่าแน่นอนจะต้องกระทบราคาข้าวโพด ในประเทศ วันนี้ราคาข้าวโพดในประเทศเฉลี่ยก็ ๙ บาท ๑๐ บาท จาก ๑๑ บาท ๑๒ บาท ๑๓ บาท ที่เคยมีเมื่อ ๒ ๓ ปีที่แล้ว แต่ไม่เป็นไรแต่ว่าวันนี้เมื่อมันเหลือ ๙ บาท ๑๐ บาทการนำเข้าข้าวโพด จากสหรัฐ รัฐบาลก็ต้องดูแลให้ดีว่าถ้าจะนำเข้า ๆ เวลาไหนอย่างไรที่จะให้กระทบต่อเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพดน้อยที่สุดหรือไม่กระทบเลย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนเพื่อให้ รัฐบาลได้นำประเด็นเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาด้วย เนื้อหมูครับ ตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ได้ขึ้นเวทีเจรจากับ USTR หรือผู้แทนการค้าสหรัฐอยู่หลายครั้งครับ สุดท้าย เราก็ไม่ได้นำเข้าเนื้อหมูเพราะว่าเราเป็นห่วงสารเร่งเนื้อแดง แต่ว่าถ้ารัฐบาลจะเอาเนื้อหมูไปแลก ให้นำเข้าได้ รัฐบาลก็จะต้องมีคำตอบว่าด้วยเหตุผลอะไร อย่างไรและจะช่วยบรรเทาผลกระทบ ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจะได้รับอย่างไร SMEs สสว. คือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประเมินชัดว่าปี ๒๕๖๘ SMEs ไทยที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐจะกระทบ ๓๘,๓๐๐ ล้านบาท นี่คือภาพรวม ๆ ง่าย ๆ แล้วก็ภาพรวมในภาพกว้าง Macroeconomics คือเศรษฐกิจมหภาค ปี ๒๕๖๘ ท่านประธาน คงจำได้รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะทำจีดีพีโตไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓ วันที่ทรัมป์ (Trump) ประกาศ ภาษีตอบโต้การค้า นายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่กระทบ แล้วก็เตรียมมาตรการทั้งหมดไว้แล้ว ก็ไม่เป็นไร นายกรัฐมนตรีอาจจะมองในภาพบวก แต่มันสวนทางกับทุกสำนักทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศที่เขาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีไทยจะถูกกระทบ ไม่ต่ำกว่า ๑-๒ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าถ้าเจรจาไม่ได้โอกาสที่จะโต ๓ เปอร์เซ็นต์มันจะลงมา เหลือ ๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑ เปอร์เซ็นต์กว่า หรือดีที่สุดก็ไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น นี่คือการบ้านและความท้าทายสำคัญต่อฝีมือการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลมหภาค และเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลว่าถ้ายังยืน ๓ เปอร์เซ็นต์ อะไรคือคำตอบที่จะทำให้ เศรษฐกิจโตได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ นอกจากแจกเงินหมื่นซึ่งมันก็ชัดแล้ววันนี้มีคำตอบว่าพายุ มันไม่ได้หมุนอย่างที่คิด หรือกาสิโนซึ่งเมื่อวานรัฐบาลก็เคาะ ขออภัยที่ใช้คำว่า ยกธงขาว ชั่วคราวไปแล้ว เพราะมันไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจคุณธรรม มาตรการอื่นอะไรครับที่จะทำให้มันโต ๓ เปอร์เซ็นต์ได้ ผมคิดว่าคนไทยอยากทราบ และผู้ที่ถือหุ้นประเทศไทยทุกคน รวมทั้งเอกชน และทุกฝ่ายก็อยากจะทราบ อย่างไรก็ตามขออนุญาตเรียนกับท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับ บางมาตรการที่รัฐบาลเตรียมไว้สำหรับบรรเทาผลกระทบตัวเลขการส่งออกนะครับ เช่น ในเรื่อง ของการเร่งเจรจาเอฟทีเอ การส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ มาตรการเยียวยาต่าง ๆ แต่รัฐบาล ก็ต้องรับทราบด้วย เอฟทีเอที่รัฐบาลหวัง เช่น เอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปที่ผมเป็นคน ไปเริ่มต้นไว้ก่อนพ้นจากรัฐบาล วันนี้คาดว่าจะเจรจาให้เสร็จตั้งเป้าปลายปี แต่เมื่อเสร็จ ปลายปีตามเป้าถ้ามันเสร็จจริงก็ไม่ได้แปลว่าบังคับใช้ได้เลย ต้องให้ ๒๗ ประเทศสหภาพยุโรป ให้สัตยาบันอีก แล้วเราก็ต้องให้สัตยาบันอีก เพราะฉะนั้นอันนี้มันก็คือระยะยาว มันไม่ใช่ เฉพาะหน้าที่เราอยากเห็นในการแก้ปัญหาขณะนี้เพื่อทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตให้ได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วเอฟทีเออาเซียน-แคนาดาอันนี้ก็ยังต้องใช้เวลา การเปิดตลาดใหม่ ผมเห็นด้วยต้องทำแต่ ความท้าทายก็คือเศรษฐกิจทั้งโลกมันจะตกหมด แม้แต่สหรัฐเอง แม้แต่อียู แม้แต่จีน แม้แต่ Asia แม้แต่อาเซียน และหลายประเทศในโลกเศรษฐกิจก็จะติดลบลงมา คือมันไม่ถึงกับ ติดลบแต่มันจะชะลอตัวลงมา เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะหาตลาดใหม่มันก็ยากขึ้นเป็น ๒ เท่า แต่ไม่ได้แปลว่าให้ยกเลิกความคิดนี้ครับ ทำเถอะครับผมสนับสนุน แต่ต้องเข้าใจข้อเท็จจริง อีกอย่างหนึ่งว่า ขณะที่เราตั้งใจไปบุกตลาดเขา เขาก็มาบุกตลาดเราเหมือนกัน เพราะทุกคน เจอสภาพเดียวกันหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนวันนี้ส่งสินค้ามาตีตลาดเราหนักมาก รัฐบาลต้องรีบ แก้ปัญหารับมือกับสิ่งเหล่านี้ ขณะที่เราไปตีตลาดจีนยังไม่ได้เท่าที่จีนส่งมาตีตลาดเรา ทำให้ เราเสียดุลการค้ากับจีนเยอะมาก เป็นต้น แต่ว่าขอให้ทำครับ ผมให้กำลังใจอยากให้ทำ สิ่งเหล่านี้ สุดท้ายขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่ายังขอฝากอีกสัก ๒ ประเด็น
เรื่องที่ ๑ โจทย์เฉพาะหน้าที่ขอฝากคณะเจรจาและรัฐบาลที่มีรองนายกพิชัย เป็นประธานนี่ช่วยรับไปแก้ คือสินค้าที่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ผมเกริ่นไปบ้างแล้ว ตกลง ราคาภายใต้ภาษีเดิม แต่กำหนดส่งมอบหลังวันที่ ๙ เมษายน เช่น คิว ๒ คิว ๓ คิว ๔ อันนี้ จะช่วยเจรจาดูแลเขาอย่างไร เพราะมันมีตัวเลขเบื้องต้นคร่าว ๆ ว่าคิววันที่ ๒ เมษายนถึง มิถุนายน ๒๕๖๘ มีสินค้ามากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์อาจถูกชะลอการนำเข้าเพื่อรอความชัดเจน จากการเจรจา แปลว่าอะไร แปลว่ายิ่งช้าเราก็จะยิ่งได้รับผลกระทบ เอกชนก็จะกระทบเป็นเงา ตามตัว เกษตรกรคนไทยก็จะยิ่งได้รับผลกระทบเป็นเงาตามตัว
สุดท้ายครับ ข้อ ๒ ที่ขอฝาก การประกาศ Reciprocal Tariffs ของทรัมป์ (Trump) เที่ยวนี้ข้อเท็จจริงก็คือการหันมาใช้มาตรการการค้าแบบทวิภาคีโดยอาศัยอำนาจ ซื้อที่เหนือกว่ากำหนดกติกาฝ่ายเดียว และมันคือการท้าทายกติกาการค้าแบบพหุภาคี ที่ทั้งโลกยืนหยัดร่วมกันมานานโดยเฉพาะในองค์การการค้าโลก และที่สำคัญก็คือ ผลจาก สงครามการค้าภาคพิสดารเที่ยวนี้มีนักวิชาการที่เขาเชี่ยวชาญเรื่องนี้เขาแบ่งโลกออกเป็น ๔ ฝ่าย ฝ่ายที่ ๑ สหรัฐอเมริกากับพันธมิตร ฝ่ายที่ ๒ จีนกับพันธมิตร ฝ่ายที่ ๓ สหภาพยุโรป กับพันธมิตร แล้วก็ฝ่ายที่ ๔ ประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด คำถามของผมก็คือประเทศไทยจะยืน อยู่ตรงไหน อย่างไร เพื่อให้เราสามารถดำรงอยู่ได้ท่ามกลางปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์และ ภูมิเศรษฐศาสตร์ที่เข้มข้นรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างในปัจจุบัน ถ้ารัฐบาลมีคำตอบแล้วไม่เป็นไรครับ ผมก็พออุ่นใจ แต่ถ้ายังไม่มีคำตอบรัฐบาลต้องรีบหาคำตอบ อย่างน้อยที่สุดเพื่อให้พวกเราทุกคน ได้นอนตาหลับ และฝากความหวังไว้กับรัฐบาลได้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน