สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล เสนอญัตติให้สภาฯ พิจารณาแนวทางรับมือสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยชี้ให้เห็นความรุนแรงของมาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐอเมริกาที่มีต่อสินค้าส่งออกหลัก เช่น ยางรถยนต์และผลไม้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งศึกษาผลกระทบเชิงลึกเพื่อเตรียมช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรกรที่ได้รับผลเสีย
กราบเรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ผมเสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางการรับมือผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทย โดยขอให้สภาผู้แทนราษฎรส่งต่อให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจดำเนินการศึกษา ต่อไป เรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ สงครามการค้าระลอกใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว และครั้งนี้จะรุนแรงกว่าครั้งไหน ๆ มันคือการหันหัวกลับของยุคโลกาภิวัตน์ของระบบการค้าโลก ของค่านิยมการค้าเสรีที่พวกเรายึดถือกันมาครับ เราเชื่อว่าการค้าถ้าเป็นไปอย่างเสรีและ เป็นธรรมมันจะช่วยทำให้ทุกคนดีขึ้น เกิดการแข่งขัน เกิดนวัตกรรม ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นำไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพ ทุกคน ทุกประเทศ ไม่ว่าจะในฐานะผู้ผลิต ผู้บริโภครวมถึง ภาครัฐก็ได้ประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตามหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับทุกประเทศทั่วโลกในอัตราที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์และใช้มาตรการภาษี ตอบโต้รายประเทศหรือที่เรียกว่า Reciprocal Tariffs แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ประเทศไทย โดน ๓๖ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ รวมคร่าว ๆ ระหว่างภาษีตัวแรก ๑๐ เปอร์เซ็นต์กับตัวที่ ๒ อีก ๓๖ เปอร์เซ็นต์ สินค้าส่วนใหญ่ของไทยที่ส่งไปสหรัฐอเมริกาโดนภาษีเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในฐานะที่สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย คิดเป็นสัดส่วนเกือบ ๑ ใน ๕ ของ มูลค่าส่งออกทั้งหมดที่เราส่งไปต่างประเทศ ดังนั้นผลกระทบทางตรงที่เกิดขึ้นจึงรุนแรงต่อ ผู้ผลิต ผู้ส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐตลอดจนแรงงานทั้งหมดในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ผมจะอภิปรายผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยแบ่งออกเป็น ๒ มิติหลัก ๆ มิติแรกคือในตลาดส่งออก และในมิติที่ ๒ คือตลาดในประเทศเรา อยากเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ ผลทางตรงก็คือกลุ่มสินค้าที่เรากำลังส่งออกไปสหรัฐเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบรุนแรงและทันที เพราะอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน เช่น คุณศิริกัญญา ตันสกุล อภิปรายไป พรุ่งนี้ภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ที่ Top up ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จะถูกใช้แล้วนะครับ เราส่งออกไปสหรัฐรวมประมาณ ๕๕,๐๐๐ ล้านเหรียญต่อปี หลายท่าน จะเห็นว่าไตรมาสแรกของปีนี้มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐเราเพิ่มขึ้นสาเหตุก็เพราะผู้ส่งออก ผู้นำเข้าหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบทางภาษีจึงส่งออกไปไว้ก่อน แต่หลังจากนี้ จะเข้าสู่ความเป็นจริงครับ ดังนั้นสิ่งที่อยากจะฝากทางรัฐบาลคือท่านจำเป็นต้องไปทำ การบ้านให้หนัก ต้องไปดูในรายการสินค้าว่าสินค้าไหนที่เราได้รับผลกระทบสูง ส่วน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่โดนกันถ้วนหน้าคงไม่ได้ทำให้เราเสียเปรียบหรือได้เปรียบเท่าไร แต่ท่านต้องไปดู ภาษีตอบโต้รายประเทศหรือ Reciprocal Tariffs ตัวอย่างเช่น สินค้าประเภทยางที่เราส่งไป อเมริกา มาเลเซียก็ส่งไปเหมือนกัน เราโดน Reciprocal Tariffs ที่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แต่มาเลย์ โดนแค่ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ละที่จะทำให้สินค้าของไทยเสียเปรียบและแข่งขันยากเมื่อเทียบ กับคู่แข่ง หรืออย่างผลไม้หลายอย่างที่เราส่งไปอเมริกา ฟิลิปปินส์ก็ส่งเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสับปะรด มะพร้าว กล้วย ผลไม้แปรรูปต่าง ๆ เราโดน Reciprocal Tariffs เท่าไร ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ฟิลิปปินส์โดนเท่าไร โดน ๑๗ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ถ้าของแต่เดิมราคาพอ ๆ กันเราจะแพงกว่า ของฟิลิปปินส์คร่าว ๆ ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นอย่างนี้ผลไม้ไทย ผลไม้แปรรูปของไทย เมื่อเข้าถึงสหรัฐก็จะเสียเปรียบขายยากขึ้นแน่นอน นี่ผมยกตัวอย่างแค่ ๒ ประเทศ ก็ยังมีผู้ได้รับผลกระทบมากขนาดนี้ ท่านต้องไปเตือนเขานะครับ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ปลูกยาง โรงงานยาง ถุงมือยาง เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด มะพร้าว กล้วย โรงงานแปรรูป ผลไม้ว่าต้องเตรียมรับมือ ยังไม่นับแรงงานที่อยู่ในโรงงานเหล่านี้ สิ่งที่รัฐบาลควรต้องทำทันที คือไปดูเลยว่าในตลาดอเมริกาที่เราส่งออกไปรายสินค้าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในแง่ Reciprocal Tariffs มีอะไรที่เรากำลังเสียเปรียบคู่แข่งบ้าง รัฐบาลจะได้เตรียมให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการถูก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเขาคงไม่ได้มาตามดูว่าเขากำลังเจออะไร แต่เขาจะได้เตรียมรับมือปรับตัวถูก อันนี้แค่ผลกระทบทางตรงนะครับ ผลกระทบทางอ้อม ในมิติส่งออกก็มีหลายอย่าง ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจไทยทั้งระบบจีดีพีเรา ๑๐๐ บาท เราพึ่งพา การส่งออกประมาณ ๖๐ บาท อันนี้คือตัวเลขจากสภาพัฒน์ นั่นหมายความว่าถ้าการค้าโลก หดตัว เศรษฐกิจโลกหดตัวเราก็จะส่งออกได้น้อยลง ผลกระทบในเชิงภาพรวมจึงเลี่ยงไม่ได้ และถ้าไปดูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนต่อเศรษฐกิจโลกเขามีส่วนแบ่งในเศรษฐกิจโลก มากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นในแง่ผลกระทบที่เกิดจากอเมริกา เกิดจากจีนและประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดจึงกระทบไทยแน่นอน ดังนั้นอยากจะฝากการบ้านถึง รัฐบาลมีตลาดอื่น ๆ นอกจากอเมริกาที่ท่านจำเป็นต้องไปเตรียมศึกษารับมืออย่างรวดเร็ว ๑. ทุกประเทศที่เคยเป็นตลาดของเราและนำเข้าสินค้าจากเราเพื่อไปผลิตไปประกอบ แล้วส่งไปขายสหรัฐ สินค้าจากประเทศเหล่านี้ถูกขึ้นภาษีเหมือนกัน ดังนั้นเราจะส่งออกได้ น้อยลง ผมลองยกตัวอย่างให้ท่านดูนะครับ เช่น เม็กซิโก ญี่ปุ่น ที่วันนี้เราส่งชิ้นส่วนรถยนต์ ไปหลายหมื่นล้านต่อปี วันนี้สหรัฐขึ้นภาษีเขาก็จะซื้อของเราน้อยลง แคนาดาเราส่งอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ไปเขาเอาไปประกอบส่งไปขายสหรัฐ วันนี้สหรัฐขึ้นภาษีเขา เขาก็จะขาย น้อยลงแล้วซื้อเราน้อยลง กระทั่งตลาดจีนที่เราเคยส่งวัตถุดิบไปให้เขาผลิตแล้วส่งไปอเมริกา เขาก็จะนำเข้าเราน้อยลง อันนี้ในมิติที่เราส่งสินค้าขั้นกลางไปให้เขาผลิตแล้วขายอเมริกา นอกจากนี้ในอีกมุมหนึ่งวันนี้ทุกตลาดที่เราเคยส่งออกได้มียอดขายเยอะ ๆ กำลังจะเจอ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าของทุกประเทศที่ต้องหนีตายจากสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้ม อาจจะต้องลดราคา แข่งกันลดราคา ไม่ว่าจะเป็นตลาดออสเตรเลีย ตลาดญี่ปุ่น ตลาดเกาหลีใต้ ดังนั้นต้องบอกว่าการที่รัฐบาลพยายามจะหาตลาดใหม่ ๆ เพื่อรองรับสงครามการค้าครั้งนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ ทั้งหมดที่ผมพูดไปนั่นคือมิติส่งออก แต่มันยังมีมิติในประเทศครับ ที่ผมคิดว่าเราสามารถทำได้ทันทีไม่ต้องรอการเจรจา แล้วต้องเรียนว่าสินค้าจากทุกชาติที่เขา หนีตายจากสหรัฐ หนีตายจากภาวะการขึ้นภาษีของทั่วโลกเขาต้องหาตลาดใหม่ ตลาดหนึ่ง ที่เขามาแน่ ๆ ก็คือตลาดไทครับ โดยเฉพาะผลกระทบของสินค้าราคาต่ำจากต่างชาติ ที่ผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบต่อเนื่องมา ๒ ๓ ปีแล้ว ซึ่งต้องบอกว่าที่ผ่านมาสินค้า จากต่างชาติราคาต่ำ เช่น จากจีนเข้ามาในประเทศไทยมาก ๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะสงครามการค้า รอบแรกหรือการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ในสมัยแรก สงครามการค้ารอบนี้ ที่ขึ้นภาษีสูงกว่าเดิมครอบคลุมประเทศมากกว่าเดิมก็มีแนวโน้มทำให้ผลกระทบจากสินค้า ต่างชาติที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทยมันหนักขึ้น แล้วต้องบอกว่าถ้าผู้ประกอบการไทย SMEs ไทย โรงงานไทย โชห่วยไทยรู้สึกว่าที่ผ่านมาแข่งขันกับสินค้าต่างชาติราคาต่ำแล้วเหนื่อยขนาดไหน สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากนี้จะยิ่งรุนแรงกว่าเดิม ๓ ๔ เท่า ข้อมูลจากแบงก์ชาตินะครับ ให้ข้อมูลชัดเจน กลุ่มผู้ผลิตภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าต่างชาติราคาต่ำหรือสินค้า จากจีนคือกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก รายย่อยที่เน้นผลิตขายในประเทศ ไม่ว่า จะเป็นกลุ่มผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มผู้ผลิตภัณฑ์ยาง กลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มผู้ผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มเหล่านี้เตรียมตัวรับแรงกระแทก นี่คือสิ่งที่รัฐบาลท่านต้อง ไปทำเพื่อจะช่วยเขาอย่างไร ในโอกาสนี้จึงอยากขอทวงสิ่งที่รัฐบาลเคยบอกจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ หลายอย่างเพื่อรับมือปัญหาสินค้าจากต่างชาติราคาต่ำ เปรียบง่าย ๆ คืออยากชวนท่าน ไปดูเขื่อน ไปดูประตูบ้านของเราว่าวันนี้มันมีความมั่นคงเข้มแข็งไหม สินค้าจากต่างชาติ ที่กำลังจะทะลักเข้ามาเรามีปราการที่มั่นคงเพียงพอที่จะดูแลผู้ประกอบการในประเทศ รวมถึงผู้บริโภคในประเทศหรือยัง มีอย่างน้อย ๓ เรื่องครับ ซึ่งต้องบอกว่าหลายเรื่องเป็นมติ คณะรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว วันนี้ผ่านไป ๖ เดือนแล้วครับท่านประธาน แต่หลายมาตรการยังไม่ถูกปฏิบัติจริง ยังไม่ออกมาเป็นกฎหมาย
ตัวอย่างเช่น เรื่องแรกครับ การกำกับแพลตฟอร์มจากต่างชาติ รัฐบาลบอก ว่าจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศต้องจดทะเบียน นิติบุคคลในไทยเพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเชิง คุณภาพมาตรฐานตลอดจนถ้าเขาทำผิดเราก็สามารถลงโทษได้และเก็บภาษีได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ รัฐมนตรีแถลงนะครับ แต่ผ่านมา ๖ เดือนเรื่องนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง ยังไม่ถูกบังคับใช้ ก็อยาก ฝากไปยังรัฐบาลให้ติดตาม
ประเด็นที่ ๒ อยู่ในมาตรการที่รัฐบาลแถลงเหมือนกันครับ คือมาตรการตอบโต้ ทางการค้า จริง ๆ แล้วถ้าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพราคาถูกจากต่างประเทศเราพร้อมเปิดรับครับ เพราะจะทำให้ผู้บริโภคไทยได้ประโยชน์ แต่มันมีสินค้าบางกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าไม่ได้ มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีพฤติกรรมทุ่มตลาดหรือถูกสนับสนุนในต่างประเทศแล้วเอามา Dump ราคามาขายต่ำกว่าทุนจนทำให้ผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบ มีมาตรการ หลายอย่างที่สามารถรับมือได้ เช่น ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดหรือ Anti Dumping สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รัฐบาลเคยบอกว่าจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงดำเนินการมาตรการ ตอบโต้ทางการค้าเหล่านี้มากขึ้น ต้องบอกว่าวันนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากยังบอกว่าเขายัง เข้าไม่ถึงครับ เขายังถูกสินค้าต่างชาติทุ่มตลาดอยู่ จะทำอย่างไรให้มาตรการเหล่านี้ผู้ประกอบการ เข้าถึงได้ วันนั้นถ้าย้อนกลับไปดูท่านรัฐมนตรีในขณะนั้นที่ดูแลกระทรวงพาณิชย์ถึงกับบอกว่า อาจจะให้ฝ่ายรัฐหรือข้าราชการหรือกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเองเลย ด้วยซ้ำ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้วันนี้ยังไม่เกิดขึ้นนะครับ ก็อยากจะฝากไปยังรัฐบาลว่าตอนนี้ผ่านมา ๖ เดือนแล้วอยากให้ท่านลองไปตรวจดูว่ามีผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรการเหล่านี้เพิ่มขึ้น หรือไม่นะครับ ถ้าไม่มีจะทำอย่างไรให้เขาเข้ามาใช้ประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้ได้มากขึ้น เพราะต้องเรียนว่ากระบวนการในการเข้าถึงมาตรการเหล่านี้มีต้นทุนแพงครับท่านประธาน หลายกรณีภาคเอกชนต้องรวมข้อมูลหลักฐานจ้างทนายเป็นสิบล้านบาท ถ้าเขามีต้นทุนแพง อย่างนี้เขาก็ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการตอบโต้ทางการค้าหรือมาตรการของรัฐได้
ประเด็นสุดท้ายที่อยากฝากไปยังรัฐบาล คือการป้องกันการสวมสิทธิหรือ การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าครับ ตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนามที่โดนอัตราภาษีสูง ทางสหรัฐ ก็บอกเลยว่าส่วนหนึ่งเพราะสหรัฐมองว่ามีการสวมสิทธิเป็นสินค้าจากต่างประเทศ เช่น สินค้าจีน เป็นโรงงานจีนนำเข้าไปประกอบในเวียดนามแล้วส่งไปขายที่อเมริกา อเมริกาเขาบอกเขารู้ทันนะ เขาก็บอกว่าอย่างนี้ไม่เป็นธรรม เขาจึงกำหนดภาษีตอบโต้รายประเทศสูง รัฐบาลไทยจำเป็น ต้องไปเร่งตรวจสอบ ว่ามีสินค้าอะไรบ้างในประเทศเราที่มีปัญหาลักษณะนี้ แล้วถ้าติดตามข่าววัน ๒ วันที่ผ่านมา แม้เวียดนามจะยอมลดภาษีให้อเมริกาเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ สหรัฐอเมริกาก็ยังบอกไม่พอใจ แล้วยกประเด็นว่ายังมีสินค้าของเวียดนามที่มีพฤติกรรมการสวมสิทธิแบบนี้จำนวนมาก จึงอยากฝากไปยังรัฐบาลนะครับ จริง ๆ แล้วข้อมูลของกรมศุลกากรถ้าเอาจริงท่านมีข้อมูล เพียงพอที่จะตรวจสอบการสวมสิทธิได้ผ่านการติดตามพิกัดสินค้ากลุ่มเสี่ยงเอามาเทียบกัน ทั้งขาเข้าและขาออก
อีกประเด็นหนึ่ง ไหน ๆ พูดถึงมาตรการตอบโต้ทางการค้าแล้วอยากจะฝาก ไปยังรัฐบาล ผู้ประกอบการ Metal Sheet ที่ขายในประเทศวันนี้เขาอยากจะใช้มาตรการ ตอบโต้ทางการค้า เขาบอกว่าผู้ผลิต Metal Sheet จากจีนใช้วิธีการเจือสารเคมีบางอย่าง ทำให้ Metal Sheet คุณภาพต่ำลงแล้วสามารถหลีกเลี่ยงหรือหลบเลี่ยงพิกัดภาษีที่แต่เดิม โดนภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดหลบไปพิกัดใหม่ไม่ต้องจ่ายภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด ก็อยากจะ ฝากทวงไปยังรัฐบาลตัวอย่างนี้ ถ้าท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมผมสามารถพาผู้ประกอบการ ไปเจอท่านได้เพื่อให้ท่านช่วยแก้ปัญหาได้โดยตรง ดังนั้นอยากจะฝากรัฐบาลสุดท้ายแล้วครับ สิ่งที่รัฐบาลควรทำแน่นอนในมิติหนึ่งคือการเตรียมการเจรจา ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากฝากไปยังรัฐบาลก็คือนอกจากเรื่องเจรจาที่ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไร หรือจะได้อะไร กลับมาบ้าง มีหลายเรื่องท่านสามารถทำได้ทันทีครับ และต้องทำตอนนี้คือเตรียมตัวเราเอง ให้พร้อม รัฐบาลต้องไปดูผู้ประกอบการกลุ่มไหนที่จะได้รับผลกระทบมากน้อยเราจะ ช่วยเหลือเขาตั้งแต่ตอนนี้อย่างไร มีมาตรการอะไรที่รัฐบาลทำได้เพื่อสร้างตัวเราให้เข้มแข็ง เช่น สินค้าต่างชาติที่กำลังจะไหลบ่ามามากกว่าเดิม วันนี้ลำพังผู้ประกอบการจะไปขาย นอกประเทศก็หนัก เพราะเจอภาษีใหม่ ๆ ถ้าวันนี้ยังปล่อยให้สินค้าต่างชาติราคาต่ำเข้ามา ทุ่มตลาดได้ เอาเปรียบผู้ประกอบการไทยได้อีก เราจะไม่เหลืออะไรเลยผู้ประกอบการจะรับ ไม่ไหว นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเชื่อนะครับว่าสุดท้ายนโยบายการขึ้นกำแพงภาษีของ อเมริกาอาจมีการผ่อนปรนจากความเดือดร้อนของคนในอเมริกาเองที่เผชิญไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเงินเฟ้อ สินค้าแพง กระทบการจ้างงาน เศรษฐกิจหดตัว แต่สิ่งสำคัญที่อยากฝาก รัฐบาลคือเราจะรักษาผู้ประกอบการของเราให้อยู่รอดปรับตัวได้อย่างไร โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก หรือ SMEs เกษตรกร แรงงาน ลูกจ้างต่าง ๆ เพราะคนเหล่านี้ มีความสามารถในการปรับตัวน้อยกว่าคนกลุ่มอื่น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางการเงิน มาตรการ สนับสนุนการปรับโครงสร้างการผลิต หรือมาตรการรักษาการจ้างงานในระบบ ทั้งหมดนี้ อยากเรียนท่านประธานว่าอย่างที่เพื่อนสมาชิกคุณศิริกัญญา ตันสกุล เรียนต่อเพื่อนสมาชิกไป สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญเป็นปัญหาใหญ่เราทุกคนในที่นี้ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ร่วมกันในการหาข้อเสนอแนะที่ดีที่สุด ผ่านกลไกอำนาจหน้าที่ที่เรามีเพื่อสนับสนุน ให้เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างดีที่สุด ดังนั้นผมจึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แนวทางการรับมือผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทยเพื่อส่งให้คณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจดำเนินการศึกษาอย่างเป็นระบบต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ