ศิริกัญญา เสนอญัตติด่วน วิจารณ์นโยบายการค้าสหรัฐ-เรียกร้องเจรจาเร่งด่วน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

ศิริกัญญา ตันสกุล เสนอญัตติด่วนเพื่อพิจารณาผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่อัตรา ๓๖ เปอร์เซ็นต์ และเรียกร้องให้ศึกษาแนวทางการเจรจาและมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน ศิริกัญญา ตันสกุล ดำเนินการเปิดสไลด์นำเสนอข้อมูลประกอบการประชุม ศิริกัญญา ตันสกุล วิพากษ์วิจารณ์ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์สื่อสารและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ แทนที่จะเป็นโทรศัพท์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ และชี้ให้เห็นผลกระทบที่กว้างขวางต่อห่วงโซ่อุปทาน 100,000 คน รวมถึงภาคเกษตรกรรม โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเจรจาเพื่อรับมือกับมาตรการตอบโต้ทางภาษีจากสหรัฐอเมริกา

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเพื่อให้ได้พิจารณาเรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการ ขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาค่ะ ได้พิจารณาเรื่องของแนวทางการเจรจาและมาตรการ ที่จะบรรเทาผลกระทบ และเพื่อที่จะส่งผลการพิจารณาเบื้องต้นให้คณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจได้ศึกษาต่อในเชิงลึกค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ เราฟังเรื่องนี้มาอย่าง เข้มข้นในช่วงไม่ถึง ๑ อาทิตย์ที่ผ่านมาที่สหรัฐอเมริกาได้ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศไทย ในอัตรา ๓๖ เปอร์เซ็นต์ มันส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งกับเศรษฐกิจไทยแล้วก็เศรษฐกิจโลกนะคะ เฉพาะสิ่งที่มันกระทบกับประเทศไทย ดิฉันว่าผลกระทบในครั้งนี้มันมีความลึก ความกว้าง แล้วก็ความยาว ผลกระทบในครั้งนี้มันลึกเพราะว่ามันเป็นการประกาศขึ้นกำแพงภาษี ในระดับที่สูงที่สุดในรอบร้อยกว่าปีนับตั้งแต่ปี ๑๙๐๙ หนักหนาและรุนแรงยิ่งกว่ายุคภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หรือว่า The Great Depression ในช่วงปี ๑๙๓๐ เศรษฐกิจที่ตกต่ำ ขนานใหญ่ในครั้งนั้นเริ่มต้นจากที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นกำแพงภาษีนี่ละค่ะ การตอบโต้ การค้าไปมาทำให้เกิดผลกระทบกระจายเป็นวงกว้างทั่วโลก แล้ววันนี้เรากำลังจะเจอกับมัน อีกครั้งหนึ่ง นอกจากการกระทบไปที่การค้าของโลกแล้วมันยังมีผลกระทบในระลอกอื่น ๆ ที่จะตามมาจากการที่เราเข้าไปเป็นห่วงโซ่การผลิตหรือว่า Supply Chain การผลิตของ ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก และโดยเฉพาะเข้าไปเป็น Supply Chain ของประเทศจีนที่เจอภาษี แบบสาหัสที่สุดเท่าที่เคยมีมาอยู่ที่อัตรา ๑๐๔ เปอร์เซ็นต์ที่จะเริ่มต้นในวันพรุ่งนี้เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาในเวลาประเทศไทย ระลอกต่อมาค่ะ เมื่อไม่มีตลาดอย่างสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดใหญ่ที่จะเกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น การตัดราคาแล้วก็การแสวงหาตลาดใหม่ ๆ รวมไปถึงสินค้าราคาถูกจากทุกทิศทุกทางก็จะ ไหลเข้ามาในไทยในฐานะตลาดใหม่เช่นเดียวกัน เศรษฐกิจโลกน่าจะชะลอตัวอย่างรุนแรง แล้วก็จะกลับมากระทบกับเศรษฐกิจในประเทศอีกระลอก ส่งออกก็ส่งออกได้น้อยลง ท่องเที่ยวก็อาจจะน้อยลงเนื่องจากว่ารายได้ของนักท่องเที่ยวที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ ก็น้อยลง ไปด้วย กำลังซื้อในประเทศที่ตอนนี้ก็ย่ำแย่อยู่แล้วก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก ผลกระทบในครั้งนี้ มันกว้างค่ะ เพราะว่าสินค้าที่ได้รับผลกระทบจะมีคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ดิฉันขอสไลด์ไปหน้าที่ ๒ ได้เลยค่ะ กระทรวงพาณิชย์มักจะ Show ตัวเลขที่เป็นการคำนวณจากพิกัดสินค้าอย่างหยาบ ๆ ทำให้เราไม่เห็นว่าตกลงแล้วเราส่งออกสินค้าประเภทอะไรกันแน่ กระทรวงพาณิชย์บอกว่า สินค้าที่เราส่งออกเป็นอันดับ ๑ คือโทรศัพท์ เราไม่ได้ส่งออกโทรศัพท์มือถือหรืออะไร ไปสหรัฐอเมริกา เราส่งออกอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ Wi-Fi Bluetooth ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าส่งออก กระทรวงพาณิชย์บอกว่าอันดับที่ ๒ เราส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ค่ะ เราส่ง Harddisk Drive ค่ะ Semiconductor ที่บอกว่า เราส่งออกเยอะเป็นอันดับ ๓ จริง ๆ แล้วมันคือแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งกินการส่งออกประมาณ ๓.๔ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าส่งออก ส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่กระทรวงพาณิชย์บอกว่า เราส่งออกเป็นอันดับ ๔ อันดับ ๕ จริง ๆ มันคือชิ้นส่วน Motherboard แล้วก็เมนเฟรม ของคอมพิวเตอร์ พอเราเห็นภาพสินค้าที่มันชัดขึ้นเราจะมองเห็นตัวคนอยู่ในนั้น อุปกรณ์สื่อสาร อุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้มี Supply Chain ที่กว้างขวาง มีแรงงานอยู่ราว ๑๐๐,๐๐๐ คน Harddisk Drive อุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยมายาวนานจ้างคนตลอด Supply Chain ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน ยางล้อค่ะมีในทุก ๆ โรงงานมีคนงานอยู่รวม ๔๐,๐๐๐ คน แล้วแต่ละ อุตสาหกรรมมี SMEs ที่เป็น Supply Chain อยู่อีกเป็นนับพันราย กินพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ที่จะถูกกระทบตั้งแต่สงขลา หาดใหญ่ ชลบุรี ระยอง โคราช อยุธยา ขึ้นไปจนถึงลำพูน ในภาคเหนือ ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่แค่ผู้ส่งออกเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ ไม่ใช่ผู้ส่งออก ที่ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังรวมถึงแรงงานอย่างที่ได้บอกไปแล้ว ที่เสี่ยงจะถูกลดชั่วโมงทำงาน เสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้าง SMEs ที่อยู่ใน Supply Chain ถึงจะไม่ได้ ส่งออกเองก็ได้รับผลกระทบ คู่ค้าที่ทำธุรกิจกับโรงงานกับ SMEs พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่แถบ นิคมอุตสาหกรรม ขายอาหารให้กับแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก็โดนกระทบ ชาวนาผู้ปลูกข้าว หอมมะลิ เกษตรกรที่ผลิตสินค้าที่ส่งออกทั้งกุ้งแล้วก็ยางพาราก็ถูกกระทบเช่นเดียวกัน ผลกระทบครั้งนี้มันกว้างมากค่ะ และผลกระทบในครั้งนี้มันยาว เราคงจะต้องอยู่ในระเบียบ โลกใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐได้สร้างขึ้นมาไปอีกสักระยะหนึ่งโดยที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้เลยว่า สงครามการค้าในครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไร สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้มันเป็นแค่ศึกแรกเท่านั้นเอง กระบวนการเจรจาจะเริ่มต้นในอีกเดือน ๒ เดือนข้างหน้า แต่ก็ไม่รู้ว่ากระบวนการเจรจาจะสิ้นสุด ลงเมื่อไร ตอนนี้สหรัฐอเมริกาประกาศออกมาว่ามี ๗๐ ประเทศที่ต่อคิวเข้าพบเพื่อพูดคุยเจรจา ต่อรองเพื่อลดกำแพงภาษี การตอบโต้กันไปมา ตอบโต้ภาษีกันไปมาระหว่างสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ ก็ยังคงจะดำเนินการต่อไป แล้วก็ยังทำให้เกิดลูกหลงที่ประเทศไทย ก็อาจจะต้องเจอหางเลขไปด้วย ซึ่งมันหนักขึ้นทุกวัน ๆ อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าล่าสุด สหรัฐอเมริกาประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากจีนทะลุ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไปเรียบร้อยแล้ว และจะมีผล ในวันพรุ่งนี้ด้วย ถามว่ากระทบกับเราไหม การที่เขาตอบโต้กันไปมากระทบกันแน่ เพราะเราเข้าไป เป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain การผลิตสินค้าจีนไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าสินค้านั้นต้องส่งไปขายที่ สหรัฐก็คงต้องเจอผลของการขึ้นภาษีตอบโต้กันไปมาแน่ ๆ ไม่ลดคำสั่งซื้อ ก็เลิกซื้อ กระทบมาที่ผู้ผลิตไทยแน่ ๆ ยอดขายหายทันที ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ยาง เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงมาตรการการรับมือด้วยคำ ๓ คำ รู้เขา รู้เรา เร็วและแม่นยำ วันก่อนหน้านี้ที่ปรึกษาของท่านนายกรัฐมนตรี ดอกเตอร์ศุภวุฒิ สายเชื้อ ออกมาพูดว่าเราจะรอดูท่าทียังไม่รีบ ตกลงว่าจะเร็วหรือว่าจะรอก็ขอให้ไปตกลงกัน ให้เรียบร้อยค่ะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคุณพิชัย ชุณหวชิร ได้ออกมาพูดถึงการเตรียมประเด็นต่าง ๆ ๕ ประเด็นด้วยกันนะคะ

ประเด็นที่ ๑ บอกว่าจะหาโอกาสจากการนำเข้าพืชผลทางการเกษตรนะคะ ก็คือการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั่นเองนะคะ อย่างที่หลาย ๆ ท่านพูดไปแล้ว ความกังวล ยังคงมีอยู่จนกว่ารัฐบาลจะได้พูดคุยกับเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งแน่นอนว่าการนำเข้า เพิ่มขึ้นอีก ๔.๕ ล้านตันในราคาที่ถูกกว่าเราเกือบครึ่ง ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาแน่นอน ถึงแม้จะประกาศว่าจะนำเข้าในช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวแล้วก็ตาม แต่นั่นก็น่าจะช่วย ให้เราขาดดุลลดลงกับสหรัฐได้ราว ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทถ้านำเข้าทั้งหมด ๔.๕ ล้านตัน ดังนั้น เราก็คงจะต้องทำการเจรจานี้ให้มันโปร่งใสโดยการนำผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเข้ามาพูดคุยเจรจาหารือด้วยเช่นเดียวกัน ท่านรองนายกรัฐมนตรี อาจจะเดินทางไปคุยกับเกษตรกรในสหรัฐอเมริกา แต่ว่าอย่าหลงลืมที่จะพูดคุยกับเกษตรกร ในประเทศเสียก่อนว่าจะเอาผลประโยชน์ของเขาไปเจรจา

ประเด็นที่ ๒ การผ่อนคลายการนำเข้าสินค้าโดยการลดภาษีเพื่อไม่ให้เป็น อุปสรรคนะคะ ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ถ้าปกติจะต้องทำนะคะ แล้วก็ไม่น่าจะส่งผลอะไรกับการลด การเกินดุลกับสหรัฐอเมริกา

ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี แต่ท่านไป พูดถึงเรื่องของการลดกฎระเบียบขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจำนวนมาก แต่ว่ามาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ ภาษีหลายตัวเป็นการบล็อกสินค้าไม่ให้นำเข้า ตรงนั้นจะมีตัวไหนที่จำเป็นที่จะต้องเปิดตลาด เพิ่มหรือไม่ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เป็นต้นหรือแม้กระทั่งเอทานอล

ประเด็นที่ ๔ การตรวจสอบคัดกรองสินค้าเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี จากการประมาณการบอกว่ามีสินค้าที่ใช้วิธีการโยกย้ายฐานการผลิตเพื่อหลบเลี่ยงภาษีของ สหรัฐอเมริกา หรือว่า Rerouting อยู่ราว ๆ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของยอดส่งออกซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด ที่มีปัญหาเรื่องของการสวมสิทธิเข้ามาผลิตในประเทศทั้ง ๆ ที่ใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ทั้งหมดนะคะ แต่ถ้าเราทำได้หมดทั้ง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ก็น่าจะสามารถปิด GAP การเกินดุลกับ สหรัฐอเมริกาได้อีกราว ๑๐,๐๐๐ ล้าน U.S. Dollar เช่นเดียวกัน แต่คิดว่าอย่างไรก็ไม่น่า จะเป็นไปได้ที่จะต้องทำให้ยอดส่งออกหายไปทั้ง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ คิดว่าได้ถึงครึ่งหนึ่งก็เก่งแล้ว

ประเด็นที่ ๕ การหาโอกาสในการลงทุนของสหรัฐนะคะ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็น ท่าไม้ตายที่หลาย ๆ ประเทศใช้กันคือการเข้าไปร่วมลงทุนในท่อก๊าซในแอลาสกานะคะ ก็อยากจะสอบถามว่าถ้าประเด็นนี้จะเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราจะนำมาเจรจาเราได้เริ่มหารือกับ ประเทศอื่น ๆ ที่เขาก็จะไปลงทุนในท่อก๊าซนั้นเช่นเดียวกัน อย่างเช่นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ไปด้วยแล้วหรือยัง เขาเสนอแบบเดียวกับเราเลยนะคะ เราก็ต้องไปคุยกับเขาบอกว่าแล้วเรา จะเข้าไปร่วมลงทุนที่เท่าไร เรื่องอื่น ๆ ที่ดูจะหายไปจากที่เคยได้พูดถึงมาก่อนหน้านี้ที่จะนำไป เจรจา อย่างเช่น เครื่องบินหรือว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ทางรองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเมื่อวานนี้ ก็ยังจะอยากสอบถามว่ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาหรือไม่ โดยเฉพาะ เครื่องบินที่กองทัพใช้นะคะ แน่นอนว่าเราเพิ่งจัดซื้อเครื่องบิน Gripen จากประเทศสวีเดนไป แล้วก็เข้าอยู่ในกระบวนการแล้วก็คงจะไม่สามารถที่จะเปลี่ยนไปใช้ F-16 ได้นะคะ แต่ยังมี เครื่องบินลำเลียงอื่น ๆ อีกมากมายยังสามารถที่จะใช้ประเด็นนี้เข้ามาในการเจรจาต่อรองได้ เช่นเดียวกัน โดยสรุปแล้ว ๕ ข้อ ขอสไลด์ลงได้ค่ะ ก็ต้องบอกว่าสิ่งที่เรามีอยู่บนโต๊ะเจรจา ไพ่ที่เราจะไป Deal กับเขานี่ มันไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความ Phenomenon อย่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ต้องการ มันไม่มีอะไรใหญ่เบิ้มหรือว่าอัศจรรย์ เป็นอย่างที่ ดอกเตอร์ศุภวุฒิ สายเชื้อ ได้วิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้จริง ๆ ว่าสิ่งที่เรามีอยู่มันไม่ได้ Phenomenon อย่างที่ท่านทรัมป์ (Trump) ต้องการ แถมแต้มต่อที่เคยมีก็หายไปทุกวัน ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลกระทบจากการที่เราส่งชาวอุยกูร์ไปที่ประเทศจีนมันทำให้มิตรกลายเป็นอื่นทำให้ Friends กลายเป็น Flow เหตุการณ์ยังเลวร้ายลงไปอีกจากการที่ล่าสุดมีการแจ้งจับนักวิชาการสัญชาติ สหรัฐ อาจารย์พอล แชมเบอร์ส (Paul Chambers) ด้วยข้อหามาตรา ๑๑๒ และ พ.ร.บ. คอม และไม่ให้มีการประกันตัวด้วย ผู้แทนการค้าสหรัฐยังรับสายรัฐบาลไทยอยู่นี่เป็นเรื่อง น่าประหลาดใจมากเลยนะคะ ดิฉันยังสงสัยอยู่ว่าเขาจะยังคงเจรจากับเราหลังจากที่มีเรื่องนี้ อยู่หรือเปล่า แต่หลังจากนี้คุณพิชัยก็คงจะเดินหน้านำเอาข้อเสนอต่าง ๆ ของไทยไปเจรจา ต่อรองโดยที่คาดว่าจะเห็นผลใน ๑-๕ ปีข้างหน้า การสมดุลทางการค้าจะเกิดขึ้นในอีก ๑๐ ปี ต้องบอกก่อนว่าดิฉันเองแล้วก็พรรคประชาชนเราไม่ได้ติดใจต่อท่าทีของรัฐบาลที่ไม่ได้เร่งรีบ เจรจา แล้วก็ใช้กลยุทธ์รอดูท่าที แล้วก็ไม่คิดว่ามีใครที่จะสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งเข้าไปเจรจา กับสหรัฐอเมริกาโดยผลีผลาม ที่ดิฉันเองได้นำเสนอก็คือรวบรวมการตอบสนองของประเทศ ในทวีปเอเชียต่อภาษีสหรัฐอเมริกาในรูปแบบต่าง ๆ หลายประเทศเริ่มเจรจาเลยหลายประเทศ มีการลดภาษีฝั่งเดียวหรือว่า Unilateral Tariff Reduction แต่ว่ามันก็มีประเทศอื่น ๆ ที่เขา อาจจะไม่ได้ใช้กลวิธีเชิงรุก แต่ว่าเน้นกลับมายืนยันหลักการ แล้วก็ประกาศเตือนภัยประชาชน อย่างตรงไปตรงมาค่ะ อย่างสิงคโปร์หรือแม้แต่เกาหลีใต้ที่ก็ตั้งรับพร้อมเจรจาในขณะนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เร่งออกมาตรการฉุกเฉินเสริมสภาพคล่องให้กับอุตสาหกรรมที่ได้รับ ผลกระทบ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องรัฐบาล เรื่องที่ต้องเร่งมือทำคู่ขนานไปกับการเจรจาก็คือ การเยียวยา พยุง กระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ สไลด์ก่อนหน้าค่ะ การค้าการส่งออก ที่จะหดตัวในช่วงที่เหลือของปี ยิ่งการเจรจากินเวลาต่อเนื่องยาวนานเท่าไรก็ยิ่งกระทบกับปากท้อง ของประชาชนในประเทศมากเท่านั้น การลงทุนภาคเอกชนที่โตต่ำอยู่แล้วหดตัวมาก่อนหน้านี้ ก็ยิ่งจะชะงักมากขึ้นไปอีก สุดท้ายมันก็จะมากระทบกับรายได้ของประชาชนที่ต้องทำมาหากิน ฝืดเคืองกันต่อไป ดูการคาดการณ์จีดีพีสิค่ะ แน่นอนว่าตอนนี้ฝุ่นยังตลบ ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่ว่าเราสามารถเห็นได้ค่ะว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุดจีดีพีอาจจะโตเพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง และสูงสุดก็ไม่เกิน ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่มีภาษีของทรัมป์ (Trump) เกิดขึ้น แล้วรัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือแบบฉุกเฉินไว้อย่างไรบ้าง มีการพูดถึงการให้สินเชื่อ อยู่บ้าง แต่ว่าผ่านกองทุนการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศที่ตอนนี้มีเม็ดเงินอยู่ราว ๓,๐๐๐ ล้านบาท เรามาดูกันว่าแต่ละประเทศเขาออกมาตรการเยียวยาผลกระทบอย่างไรบ้าง อย่างที่ได้เล่า ไปแล้วนะคะ เกาหลีใต้ออกมาตรการอย่างรวดเร็ว ออก Package เยียวยาฉุกเฉิน หน้าต่อไป ออก Package เยียวยาฉุกเฉินเพิ่มสภาพคล่องให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไปแล้วมูลค่า ๑๐๐ ล้านล้าน ๆ วอนหรือประมาณ ๒.๓ ล้านล้านบาท นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์เพิ่งจัดตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจ Special Task Force เพื่อดำเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาภาคเอกชน รวมถึงแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของภาษี แล้วในคณะทำงานนี้จะมีตัวแทนจาก ภาครัฐ จากธุรกิจ จากสภานายจ้างและสภาสหภาพแรงงานด้วย ญี่ปุ่นประกาศให้สินเชื่อ แล้วก็มาตรการช่วยเหลือกับ SMEs ในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศที่ได้รับผลกระทบ เพราะว่ายานยนต์นี้ขึ้นไปก่อนหน้าแล้ว ๒๕ เปอร์เซ็นต์ในสัปดาห์ที่แล้ว สเปนออกแผน Commercial Relaunch Respond Plan เพื่อเยียวยาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ให้ความช่วยเหลือ ทางการเงินมูลค่า ๕๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ออสเตรเลียสนับสนุนสินเชื่อ ๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับ บริษัทเอกชนเพื่อสนับสนุนการออกไปหาตลาดใหม่ ๆ แล้วก็แสวงหาโอกาสในการส่งออกใหม่ ๆ ไต้หวันค่ะ ประกาศแผน Export Supply Chain Support Plan หรือว่าประกาศแผนช่วยเหลือ มูลค่า ๙๔,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อให้กับอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบค่ะ เราก็เรียกร้องทาง รัฐบาลว่าการเยียวยาเฉพาะหน้าแบบฉุกเฉินเป็นเรื่องจำเป็นแล้วก็ต้องทำโดยเร่งด่วน เช่นเดียวกัน อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศเราไม่ถูกกระทบหรือคะ ก็โดนไป ๒๕ เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่วันที่ ๓ เมษายนเหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้เรายังคงไม่เห็นมาตรการที่เป็น รูปธรรมออกมาจากทางภาครัฐ สหภาพยุโรปเองออกมาตรการทั้งเชิงรุกเชิงรับ ทั้งเจรจา ทั้งตอบโต้แล้วในขณะเดียวกันก็เดินหน้าพูดคุยกับภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องทั่วสหภาพยุโรป เพราะว่าเขารู้ค่ะว่าตอนนี้นักลงทุนอยู่ในภาวะขาดความเชื่อมั่น โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องเผชิญกับวิกฤติโดยลำพัง ดังนั้นสิ่งที่อยากจะขอร้องทางรัฐบาล วันนี้ BOI มานั่งอยู่กับเรา รีบเร่งหารือหยุดเลือดทำความเข้าใจกับภาคเอกชนที่ตอนนี้กำลังระส่ำระสาย กำลังคิดถึง เรื่องโยกย้ายโรงงาน ย้ายฐานการผลิตไปที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะบริษัทสัญชาติ อเมริกันค่ะ บริษัทอื่นที่พึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาก็กำลังคิดถึงเรื่องนี้ เราได้มีการไปพูดคุยกับ บริษัทข้ามชาติที่ตั้งโรงงานผลิต Printed Circuit Board มูลค่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เขากำลัง คิดจะตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปสหรัฐอเมริกา ด้วยความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าว่ามันจะ กระทบกับยอดขายเพราะว่าทุกวันนี้ส่งออกไปสหรัฐอเมริการาว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ทั้งหมด แล้วเขาก็บอกอีกว่าเขาไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากรัฐบาลไทยเลยที่จะเข้ามาพูดคุย ทำความเข้าใจหรือว่าปลอบให้หายกังวลในเรื่องนี้หรือว่าสร้างความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถ ที่จะอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้โดยที่จะไม่มีผลกระทบ ซึ่งถ้าโรงงานนี้ย้ายฐานการผลิตจริง นั่นคืออีกหลายพันชีวิตของแรงงานไทยที่กำลังถูก Lay Off ยางพาราค่ะ ถึงแม้ว่ายางแผ่นรมควัน แล้วก็ผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติจะอยู่ใน List สินค้าที่จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า แต่เราก็ แปรรูปยางไม่น้อย อย่างที่เล่าให้ฟังว่ายางล้อรถยนต์กับยางรถบรรทุก ๒ อย่างนี้ก็ติดอันดับ ต้น ๆ ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐ พอมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราคายางร่วงยกแผงแล้วค่ะ ลดไป ๑๐ บาท ๑๒ บาทต่อกิโลกรัมแล้วค่ะตอนนี้ เรายังรอความชัดเจนให้รัฐบาลได้สื่อสารในเรื่อง ของการที่จะเข้าไปเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรแล้วก็อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องนะคะ ในท้ายที่สุดค่ะ ด้วยจีดีพีที่โตต่ำขนาดนี้ปัญหาเฉพาะหน้าใหญ่หลวง การลงทุนกำลัง จะหยุดชะงัก คนงานกำลังจะเสี่ยงตกงาน เราเรียกร้องให้มีมาตรการที่จะกระตุ้นแล้วก็ฟื้นฟู เศรษฐกิจที่จะทำเฉพาะหน้าในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวไปในเวลาเดียวกัน ในฐานะ ที่เป็นหนึ่งคนที่ติดตามสถานการณ์ทางการคลังของประเทศ ดิฉันทราบดีว่าพื้นที่ทางการคลัง งบประมาณที่เราเหลืออยู่ก็เหลือน้อยมากแล้ว หนี้สาธารณะก็กำลังจะชนเพดาน ภาระดอกเบี้ย ต่อรายได้ก็เกินกรอบตามกฎหมายไปเรียบร้อยแล้ว เรายังเหลือพื้นที่สามารถที่จะกู้เพิ่มได้อีก ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ อยู่ราว ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง แต่ถ้าหาก วิกฤติที่เรากำลังจะเผชิญในวันข้างหน้าก็ทำให้รัฐบาลตัดสินใจออกมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟู เศรษฐกิจครั้งใหญ่ ดิฉันคิดว่ามันสมเหตุสมผลด้วยประการทั้งปวง ถ้ารัฐบาลจะขยายกรอบ เพดานหนี้สาธารณะ ทำเลยค่ะ ดิฉันเชื่อว่าสภาแห่งนี้ ผู้แทนราษฎรทุกคนยินดีสนับสนุน ถ้าท่านไม่ได้จะกู้ไปเพื่อแจกเงินอย่างสะเปะสะปะอย่างที่ผ่านมา ถ้าท่านมีแผนที่ชัดเจนว่าจะใช้ งบประมาณตรงนี้เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้มันไม่เลวร้ายไปกว่านี้และฟื้นฟูประเทศทั้งเฉพาะหน้า แล้วก็ระยะยาว กู้เลยค่ะ ถ้าท่านต้องการงบประมาณไปเยียวยาภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม แล้วก็แรงงาน ที่ได้รับผลกระทบ กู้ได้ถ้าท่านจะใช้งบประมาณเพื่อเดินหน้าปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อย่างจริงจัง กู้เลยค่ะ ถ้าจะใช้ไปเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย ผลิตสินค้าได้เก่งขึ้น ถูกลง มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็เป็นมาตรการที่จะกระตุ้นการลงทุน ภาคเอกชนที่เราตกต่ำมานาน ถ้าจะเอาไปให้ Soft Loan กับบริษัทเอกชนที่ต้องการสภาพคล่อง ระหว่างที่จะต้องไปเผชิญความเสี่ยงแสวงหาตลาดใหม่ ๆ กู้ได้ กู้เลย ถ้าท่านจะนำงบไปทำ การฝึกอบรมทักษะแรงงานที่ต้องหางานใหม่ ๆ จากการถูกเลิกจ้าง เพราะว่าถูกกระทบจาก สงครามทางการค้าในครั้งนี้ แล้วก็อยากที่จะเพิ่มทักษะใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มหนทางที่จะมีรายได้ เพิ่มขึ้น กู้ได้ถ้างบประมาณนั้นจะสามารถทำให้ตลาดภายในประเทศเข้มแข็งขึ้น เพื่อชดเชย การส่งออกที่จะต้องลดลำดับความสำคัญลงไปในอนาคตเพื่อทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อ เพิ่มขึ้น แต่ขออย่างเดียวอย่ากู้ไปเพื่อแจกแบบเทน้ำลงบ่อทรายเหมือนเดิม อย่ากู้โดยตีเช็คเปล่า ให้กับตัวเอง อย่ากู้ถ้ายังไม่มีแผนที่ชัดเจน ดิฉันเรียกร้องว่า ณ วันนี้เรากำลังจะเจอกับวิกฤติ ที่ใหญ่หลวงมาก ๆ มันทั้งลึก มันทั้งกว้าง แล้วก็จะกินเวลายาวนาน เราต้องจับมือกันก้าวข้าม วิกฤตินี้ไปด้วยกันแบบที่จะต้องไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และดิฉันคิดว่าไม่มีโอกาสไหน ที่ดีกว่าโอกาสนี้ที่จะถือโอกาสทำการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฟื้นฟูประเทศ และการพิจารณาคงไม่สามารถที่จะจบลงภายใน ๑ วันได้ค่ะ ดิฉันจึงเสนอว่า ให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้พิจารณาศึกษาลงลึกในผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ได้ศึกษาแนวทางการเจรจาในแบบที่สามารถที่จะ พูดคุยกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้มีการพูดคุยตกลงถึงมาตรการที่จะบรรเทาผลกระทบ กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและฟื้นฟูประเทศในระยะยาว จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน