นพดล ปัทมะ เสนอญัตติให้สภาฯ ติดตามมาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐและวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึก โดยชี้แจงเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์เบื้องหลังนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณและรักษาฐานการสนับสนุนทางการเมือง พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบระยะสั้นจากการประกาศภาษีตอบโต้ที่ส่งผลต่อราคาสินค้าและเศรษฐกิจโลก
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครราชสีมา ท่านประธานครับ วันนี้กระผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมเสนอญัตติ ญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรศึกษาและติดตามมาตรการการขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกา และเสนอแนวทางให้รัฐบาลไปพิจารณาดำเนินการ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องกราบ ขอบพระคุณทางรัฐบาลซึ่งได้มีตัวแทนรัฐบาลคือท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มาร่วมรับฟังและยังมีเจ้าหน้าที่ของ กระทรวงการคลังมาช่วยจดประเด็นเพื่อที่จะรวบรวมไปเสนอแนะให้รัฐบาลได้ไปพิจารณาด้วย ท่านประธานครับ การประกาศจะใช้ว่าภาษีตอบโต้หรือใช้ Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดี ทรัมป์ (Trump) ในวันที่ ๒ เมษายน หลังจาก April Fool Day ๑ วัน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือน ไปทั่วโลกนะครับ ความจริงคำว่า Reciprocal มันเป็นคำที่มีความหมายบวก ถ้าไปเปิด Dictionary มันจะมีคำว่า Reciprocal Reciprocity Reciprocation และ Reciprocate ความจริงเราดู Reciprocal Tariffs น่าจะเป็นการตอบแทนในทางที่ดี แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ฯพณฯ แพทองธาร ชินวัตร ได้พูด ไปว่าการประกาศ Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้กำหนดกติกา การค้าโลกใหม่ อย่างน้อยก็คงชั่วคราวในช่วง ๔ ปีที่ท่านเป็นประธานาธิบดี ท่านประธานครับ ผลกระทบแน่นอนมีมากมาย ซึ่งผมจะลำดับกราบเรียนท่านประธานต่อไป ความจริงไทยกับ สหรัฐอเมริกาเป็นมหามิตรนอก Asia Pacific ที่เก่าแก่ที่สุดนะครับ ความสัมพันธ์เรากำลัง จะครบ ๒๐๐ ปี ซึ่งนานมาก เราฝึก Cobra Gold ทุกปี ในสงครามเกาหลี ประเทศไทยไม่ได้ เป็นผู้ที่ริเริ่มสงครามก็ไปช่วยสหรัฐอเมริกาในการรบในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม เราก็ไปช่วยรบ เรารักอเมริกาครับท่านประธานที่เคารพครับ แม้ขนาดรายการอาหารบางอัน ถ้าเรากินข้าวผัดอเมริกันมีที่ร้อยเอ็ด แต่ไม่มีที่ลอสแองเจลิสครับ ข้าวผัดอเมริกัน เราชอบ อเมริกัน แต่สิ่งซึ่งอเมริกาประกาศ Reciprocal Tariffs กับเรา ๓๖ เปอร์เซ็นต์ต้องยอมรับว่า เกินความคาดหมาย ซึ่งจริง ๆ ในวันที่ ๕ เมษายนใช้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์กับทุกประเทศทั่วโลก ๑๘๔ ประเทศ แต่จากวันที่ ๙ เมษายนซึ่งก็คือวันนี้ละครับ ก็ใช้ทุกประเทศน้อยมาก ตามลำดับ ๕๕ ประเทศ ประเทศไทย ๓๖ เปอร์เซ็นต์ บางประเทศก็ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ สิงคโปร์โดน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นประเทศในอาเซียน ท่านประธานครับ ทุกประเทศแม้กระทั่งเกาะที่มีเพนกวินอาศัยอยู่ก็ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า เราพยายามดูครับ ว่าประเทศไทยทำไมโดน ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมได้รับฟังนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ คนหนึ่งก็คือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของเรานี่ละครับ ท่านก็ได้วิเคราะห์ว่าความจริงแล้วมันไม่ค่อยมีเหตุมีผลในการมากำหนดอัตราภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ กับประเทศไทย เพราะวิธีการคำนวณนั้นมันไม่สมเหตุสมผล ซึ่งผมคงจะไม่ใช้เวลาในวันนี้ มาวิเคราะห์ว่าไม่สมเหตุสมผลอย่างไร เอาว่าเราโดน ๓๖ เปอร์เซ็นต์ตามข้อเท็จจริงนะครับ ยกเว้นภาษี เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ยานยนต์ ยังใช้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ท่านประธานครับ เรามาดูว่าเหตุผลเบื้องหลังที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ความจริงครับว่าทรัมป์ (Trump) เปิด Dictionary นี้แปลว่าผู้กล้าหาญ ทรัมป์ (Trump) แปลว่าผู้กล้าหาญ เหตุผลจะใช้คำว่า Rational ก็ดูจะเป็นคำที่หรูหราเกินไป ใช้คำว่า Motive หรือจิต มูลเหตุชักจูงใจดีว่าน่าจะ เหมาะสมกว่าว่าทำไมสหรัฐอเมริกาจึงขึ้นภาษีทั่วโลกอย่างนี้
ประเด็นแรก เราวิเคราะห์กันว่าสหรัฐอเมริกามีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหา การขาดดุลงบประมาณของเขา ๑.๘ Trillion สหรัฐอเมริกาขาดดุลงบประมาณประมาณ ๑.๘ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เขาต้องการที่จะทำปิดงบสมดุลใน ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นการจะปิดงบ ก็ต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วเขาหวังว่ารายได้จากภาษีนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ จะช่วยให้เขา ปิดหีบได้เร็วขึ้น แน่นอนละครับประเทศไทยก็อยากจะมีงบสมดุลเหมือนกัน
ประเด็นที่ ๒ สหรัฐอเมริกาเขาต้องการดึงผู้ประกอบการผู้ผลิตโรงงานกลับไป ยังสหรัฐอเมริกา ผมเข้าใจว่าเขาคงอยากจะสร้างงาน อยากจะสร้างความมั่นคงให้กับ เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาครับท่านประธาน อเมริกาคงไม่อยากจะเป็นโกดังของโลกหรือ ผู้บริโภคใหญ่ของโลกอีกต่อไป เขาคงอยากจะเป็นผู้ผลิตของโลกเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ให้เศรษฐกิจของเขา อันนี้เข้าใจได้ครับเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากนะครับ นอกจากนั้นผมคิดว่าผลที่ตามมาคือว่าเขาต้องการรักษาฐานการเมืองหรือผู้สนับสนุนของเขา เราต้องรู้นะครับพรรคริพับลิกันซึ่งใช้สีแดงเป็นสีประจำพรรค ฐานการสนับสนุนมาจาก เกษตรกร มาจาก Blue Collar ก็คือพวกคนทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้น สินค้าเกษตรแล้วก็การสร้างงานและการรักษาอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นเรื่องที่เป็นยุทธศาสตร์ของเขาที่เขาต้องรักษาไว้ ผมจำคำพูดหนึ่งของเพื่อน ๆ ผมที่นั่ง ในสภาแห่งนี้ว่า Politics is Local การเมืองก็คือเรื่องของท้องถิ่น การเมืองก็คือฐานการสนับสนุน ไม่ว่าจะไทยหรือสหรัฐอเมริกาก็ตาม
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ซึ่งผมไม่เชื่อว่าจะเป็นเจตนาหลัก ของเขา ตอนนี้ทุกสายมุ่งสู่ ทุกถนนมุ่งสู่วอชิงตัน มุ่งสู่การเจรจาด้วยการพูดคุยกับสหรัฐอเมริกา จองคิวกันขนานใหญ่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาอาจจะมีความสุขหรืออาจจะชอบ ในการที่ประเทศอื่นจะต้องไปเจรจากับเขาเพื่อที่จะปรับเปลี่ยนอัตราภาษีที่เขานำเข้าก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นทั้งหลายทั้งปวงที่ผมกราบเรียนมา Rational หรือ Motive ในการขึ้นภาษี Reciprocal Tariffs จะใช้ชื่อสวยหรูอย่างไรก็ตามเป็นภาระภาษีที่เราต้องเผชิญนี่ ผมคิดว่า มันมาจากเรื่อง Geopolitics ผมคิดว่าบางประเทศมหาอำนาจผมจะไม่ใช้ชื่อนะครับ อาจจะ เห็นว่าประเทศจีนกำลังจะผงาดการเคยเป็นผู้นำเดี่ยวในโลกนี้อาจจะถูกท้าทายจากอีก ประเทศหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศตัวเองให้เป็นผู้รักษาสถานะ การนำทางยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศจึงจำเป็นจะต้องใช้มาตรการนี้ก็เป็นได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมเสียเวลาในการพูดคุยถึง Rational หรือเหตุผลเบื้องหลัง เพื่อเราจะได้จ่ายยาให้ตรงโรค เพื่อเราจะได้รู้ถึงความลึกซึ้งในการที่เราจะเจรจากับทาง สหรัฐอเมริกา ซึ่งผมดีใจแล้วผมจะกราบเรียนต่อไปว่ารัฐบาลนี้รู้ปัญหาแล้วก็มีแนวทาง ในการที่จะแก้ไขปัญหา และไม่ได้ล่าช้าในการแก้ไขปัญหาอย่างที่หลายคนคิด
ประเด็นผลระยะสั้นที่เกิดขึ้นจากการประกาศ Reciprocal Tariffs ในขณะนี้ ตอนนี้ทุกคนคาดสินค้าราคาสูงขึ้นแน่ ถ้าเราไปดู Shelf หรือไปดูชั้นวางของ ไม่ว่ากะปิ น้ำปลา จากประเทศไทยบางทีขาดแคลนครับ เพราะว่าผู้นำเข้าอาจจะชะลอการนำเข้า ค่าครองชีพ สูงขึ้นแน่ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะกดดันภาวะเงินเฟ้อ แล้วก็อาจจะนำไปสู่เศรษฐกิจ ที่ถดถอย แต่นั่นเป็นปัญหาภายในของสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่าคุณก็ต้องรับผลที่ตามมาจากนโยบายของคุณเอง ท่านประธานครับ ผู้ที่ได้รับ ผลกระทบคือผู้นำเข้าสหรัฐอเมริกาและผู้บริโภคสหรัฐอเมริกาในเรื่องราคาสินค้า มาดูผลต่อ ระเบียบโลกครับท่านประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและน่ากังวลที่เรา ไม่พูดไม่ได้ ผมได้ฟังผู้นำคนหนึ่งก็คือนายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรี ของสิงคโปร์ แม้สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดกลาง สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศขนาดใหญ่ ผมไม่อยากที่จะพูดถ้อยคำเขาผิดขออนุญาตอ่านนิดหนึ่งนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มันคือการเปลี่ยนแปลงที่สร้างแรงสั่นสะเทือน ในระเบียบโลก ยุคแห่งโลกาภิวัฒน์และการค้าเสรีภายใต้กฎเกณฑ์นั้นสิ้นสุดลงแล้ว เรากำลัง เข้าสู่ยุคใหม่ที่กระทำตามอำเภอใจกีดกันทางการค้าและอันตรายมากขึ้น หลายทศวรรษ ที่ผ่านมาสหรัฐถือเป็นรากฐานสำคัญ สหรัฐถือเป็นรากฐานสำหรับเศรษฐกิจตลาดเสรีของโลก สหรัฐเป็นผู้สนับสนุนการค้าเสรีและเป็นผู้นำความพยายามในการสร้างระบบการค้าพหุภาคี ที่ยึดโยงกับกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานที่ชัดเจน Keyword ก็คือ Rule Based ก็คือการค้าโลก ที่เป็นตามกฎเกณฑ์การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ การดำเนินการ ภายใต้ Multilateralism ก็คือการค้าพหุภาคีหรือการเมืองพหุภาคีไม่ให้ประเทศหนึ่ง ประเทศใดตัดสินใจตามอำเภอใจแต่เพียงผู้เดียวต้องมาปรึกษาหารือกันระเบียบโลกมันเป็น อย่างนี้มา ๘๐ ปีครับท่านประธานครับ การมีองค์การสหประชาชาติเพื่อสร้างเสถียรภาพและ ความมั่นคงของการเมืองระหว่างประเทศ การมีดับเบิลยูทีโอหรือองค์การการค้าโลกเพื่อให้ การค้าโลกมันเป็นธรรมและคุ้มครองประเทศเล็ก แต่วันนี้มันเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร ท่านประธานที่เคารพครับ ซึ่งอันนี้เขาใช้คำว่าเป็นการสั่นสะเทือนในระดับหลายริกเตอร์ ทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ ทีนี้ท่านประธานที่เคารพครับในแง่ของการเมือง ในมิติของการเมืองระหว่างประเทศนี่ ประเทศไทยเราเป็นประเทศขนาดกลาง เรื่องนี้มันคุกคาม แนวคิดของ Unilateralism มันคุกคาม Multilateralism แน่ ๆ ประเทศไทยเรามีพื้นฐาน ของคำว่า ๑. นโยบายต่างประเทศต้อง National interest ก็คือประโยชน์ของชาติต้องมาก่อน อันนี้เป็นกฎทองของใครที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศเลยครับ อันที่ ๒ ครับ เราเป็น ประเทศขนาดกลางเพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องมีหลังพิงโดยการใช้กฎหมายระหว่าง ประเทศและกฎเกณฑ์กติการะหว่างประเทศที่ยึดกฎหมายเป็นหลักนะครับ เราต้องยึด Multilateralism หรือพหุภาคีนิยมมากกว่าการตัดสินใจแต่เพียงลำพัง ประเด็นที่ ๓ ครับ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งคู่นี่ เราเลือกที่รัก มักที่ชังไม่ได้ท่านประธานครับ เราอยากจะรักทั้ง ๒ คนนะครับ เราต้องดำเนินนโยบายที่มี สมดุลกับความสัมพันธ์ของทั้ง ๒ ประเทศ ไม่มีใครมาบังคับให้ประเทศไทยต้องเลือกข้าง เราก็คง ต้องดำเนินนโยบายแบบนี้ต่อไป บางคนจะเรียกว่าเป็น Bamboo Diplomacy หรืออะไร ก็แล้วแต่ แต่ผมเคยย้ำว่าผมคิดว่าประเทศไทยเราปลูกสักเยอะเป็นที่ Diplomacy คืออ่อนนอก แข็งในครับท่านประธานครับ นี่คือนโยบายการต่างประเทศของไทย อีก ๒ ประเด็นก็คือว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องเป็นผู้นำซึ่งผมจำคำพูดของท่านประธานที่ปรึกษาท่านนายกรัฐมนตรี ในขณะนี้คือท่านอาจารย์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ท่านพูดคำนี้ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แล้วหลายคนก็พูดตรงกัน ประเทศไทยคือจะเป็นผู้ส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งในโลก อย่างแข็งขัน เราไม่เลือกข้างแต่เราเป็นคนส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่ง Peace and Prosperity ในโลกนี้ซึ่งจะเป็นบทบาทที่เราพึงเป็น อันนี้ในส่วนของระเบียบโลกที่พึงเป็น ในอนาคต ทีนี้ท่านประธานที่เคารพครับมาดูการตอบสนองของประเทศต่าง ๆ จากนโยบาย Reciprocal Tariffs ประเทศจีนเป็นอย่างไรครับ ประเทศจีนตอบโต้มหาอำนาจอย่างที่ นายลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์พูดไป บางประเทศไม่ทำ อะไรเลย เขาไม่ทำอะไรเลย เช่น สิงคโปร์เขาไม่ได้ Take Action อะไรครับ แต่ประเทศจีน ต้องเดา ไม่ทำอะไรเลยคงไม่ได้ ประเทศจีนประกาศอันนี้ชัดเจนครับเป็นภาษีตอบโต้ชัดเจน ๓๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ ซึ่งหลังจากอเมริกาเพิ่ม ๕๐ เปอร์เซ็นต์จะเพิ่มเท่าไรเราไม่ทราบ แต่อันนั้นเป็นเรื่องของประเทศจีนครับ เขามีวาระทางการเมือง เขามีวาระทางเศรษฐกิจ เขามีที่ในสังคมระหว่างประเทศซึ่งเขาต้องดำเนินการ แล้วเขาเป็น ประเทศมหาอำนาจ มาดูอียูครับกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบมากพอสมควร เมื่อวานนี้ รัฐมนตรีของเยอรมันแล้วก็อีกหลายประเทศบอกว่าเราจะใช้มาตรการที่เข้มแข็งและทรงพลัง ที่สุดในการตอบโต้สหรัฐอเมริกา ไม่เพียงแต่มาตรการทางด้านภาษี แต่เราจะใช้มาตรการ ทางด้านอื่น ๆ เช่น การจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือธุรกิจของบริษัท บิ๊ก เทค ของ สหรัฐอเมริกา หรือการอาจจะขึ้นภาษีกับบริษัทเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทางอียูเขาจะไป คิดอ่านกันไม่เกี่ยวกับประเทศไทยครับ ทีนี้มาประเด็นที่ผมอยากจะใช้เวลากราบเรียน ท่านประธานสักนิดหนึ่ง รัฐบาลนี้ได้ทำอะไรไปบ้างหลังวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๘ ผมติดตาม การขับเคลื่อนเรื่องนี้ของรัฐบาลค่อนข้างใกล้ชิด แล้วผมชื่นชมครับ ขออนุญาตแม้ว่า ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังจะลงจากบัลลังก์แล้วก็ตามนะครับ ผมชื่นชม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างทันการณ์ แล้วก็รอบคอบ ท่านประธานที่เคารพครับ มีคนกล่าวหาว่ารัฐบาลเชื่องช้า สับสน ไม่รู้ใคร จะไปเจรจา ไม่รู้พิชัย ชุณ หรือพิชัย แดง อะไรทำนองนี้นะครับ หลายคณะเหลือเกินหรือจะ เอาหัวหน้าทีมไทยแลนด์ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตเราที่กรุงวอชิงตันดีซีเป็นหัวหน้าคณะ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมยังไม่เห็นว่ารัฐบาลล่าช้าในเรื่องนี้ รัฐบาลทันทีที่ทราบว่า ท่านประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) จะเข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๘ ประมาณ ๙๓ วันที่ผ่านมา รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเขาเรียกว่า คณะทำงานนโยบาย การค้าสหรัฐอเมริกา เราตั้งแล้วครับ โดยมีเข้าใจว่าปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานแล้วก็ มีข้าราชการผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย มีที่ปรึกษา เช่น ดอกเตอร์ศุภวุฒิ สายเชื้อ ท่านอาจารย์ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์แล้วก็มีประสบการณ์ ทางการเมืองมากมายนะครับ แนวทางของรัฐบาลผมฟังรัฐบาลพูดบอกว่า ใช้รวดเร็วและ แม่นยำ แต่ผมอยากจะเสนอรัฐบาลครับควรจะใช้นโยบาย ไม่ชักช้า รวดเร็วและรอบคอบ ผมขอเปลี่ยนคำว่า แม่นยำ เป็น รอบคอบ ผมจำได้สมัยผมเรียนกฎหมายที่ประเทศอังกฤษ ช่วงนั้นแทตเชอร์ (Thatcher) เป็นนายกรัฐมนตรีครับ มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจ สำคัญอันหนึ่ง เขาถามว่า บอกท่านนายกรัฐมนตรีจะทำอย่างไรในเรื่องนี้ ท่านตอบว่า We are going Proceed as Dictated by Prudence เราจะดำเนินเรื่องนี้ตามที่มันถูกบังคับโดยความ มีเหตุมีผล คำว่า Prudence เป็นคำที่เราต้องใช้ในกรณีนี้ครับ รอบคอบ มีชั้นเชิง แล้วก็ ดำเนินการอย่างมีจังหวะจะโคน อันนี้คือสิ่งซึ่งผมอยากจะเสนอรัฐบาลเป็นเรื่องแรก อยากจะ กราบเรียนครับ การเจรจาทั่วไปเราต้องรู้เขาและรู้เรา เขาบอกว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะ ร้อยครั้ง แต่ถ้าเรารู้เราแล้วปล่อยให้เขามารู้ของเราด้วย แบไต๋ รบร้อยครั้งก็แพ้ร้อยครั้งครับ หลายเรื่องซึ่งเป็นไพ่ในมือของรัฐบาลมันไม่สามารถที่จะมาแถลงข่าวรายวันหรือไปเสนอใน X หรือใน Tiktok หรือใน Youtube ได้ครับ ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลเห็นว่ารัฐบาลไม่มีแนวทางไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยครับ ผมคิดว่า ในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรีแล้วเจรจาการเมืองระหว่างประเทศมาแล้วนี่ หลายเรื่องเราไม่ สามารถเปิดเผยก่อนได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปกปิดแผนที่ แผนผังสมัยการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งจริง ๆ เราไม่ได้ปกปิดหรอกครับมันยังไม่ถึงเวลา ที่จะพึงรู้ มันยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีเราถึงเปิดเผยไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันมี จังหวะของมัน ผมเลยอยากจะกราบเรียนให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลว่าไม่ได้ต้องการปกปิดใด ๆ ทีนี้มาประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการเจรจาครับท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่มี ข้อกังวลในแง่ความเชื่อมั่นของผมต่อท่านนายกรัฐมนตรี ผมเห็นท่านขยันขันแข็งในการประชุม เมื่อวานก็ประชุมกับคณะทำงาน แล้วผมจะบอกว่าแนวทางของรัฐบาลผมเห็นด้วยหรือ ไม่เห็นด้วยอย่างไร การเจรจาไม่สามารถสำเร็จในวันเดียวท่านประธานครับ ต้องย้ำอีกครั้งหนึ่ง ที่บอกกรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว การเจรจาไม่สำเร็จในวันเดียวครับ ขนาดจีบสาวยังไม่เสร็จ ในวันเดียวท่านประธานที่เคารพครับ การไปเจรจาทางการเมืองระหว่างประเทศมีถึง ๓ ระดับ ๑. ระดับ Senior Officials Meeting หรือ SOM ๒. ระดับ Ministerial Meeting คือระดับ รัฐมนตรีแล้วถึงไประดับผู้นำ เพราะฉะนั้นมีการเจรจาเป็นลำดับขั้น เราไม่สามารถจองตั๋วบินไป วอชิงตันแล้วเจรจาสำเร็จ เจรจากับใครครับ USTR ก็คือสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา เราต้องไปเจรจาที่ USTR ทั้งนั้น US Trade Representative ซึ่งเราเลียนแบบเขามา มี TTR ก็คือ Thai Trade Representative เราต้องไปเจรจากับเขา แล้วมีเจรจาหลายระดับ เพราะฉะนั้นการเจรจาไม่เสร็จในวันเดียวแน่นอน ครั้งเดียวแน่นอนมีหลายระดับแล้วต้องใช้เวลา
สุดท้ายท่านประธานครับ ยุทธศาสตร์ใหญ่ที่เราจะต้องเจรจากับสหรัฐอเมริกา การเจรจามันต้อง Win Win ถูกต้องไหมครับ ต้องชนะ หรือเราไม่เสียทั้งหมดหรือไม่ได้ ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราจะต้องยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ผมค่อนข้างเห็นด้วย กับท่านที่เสนอญัตติเมื่อสักครู่นี้ที่ผ่านมา ท่านอรรถกรใช่ไหมครับ เราต้องรักษาผลประโยชน์ ของเกษตรกร ยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ฟังประเด็นในการเจรจา ๕ ประเด็น ที่รัฐบาลจะเจรจา ๕ ประเด็นมีอะไรบ้างท่านประธาน เรามาแลกเปลี่ยนเผื่อเราจะเสนอแนะ
ประเด็นแรก รัฐบาลบอกว่าเราต้องรักษาความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วน ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกา ในนี้มันมีความหมายสำคัญครับ พันธมิตรก็คือ Alliance หุ้นส่วนก็คือ Partner ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเวลาเรามีความสำคัญกับประเทศต่าง ๆ เราจะเริ่มจากความเป็นพันธมิตรก่อน ไม่ใช่พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยนะท่านประธานครับ เป็นพันธมิตรก่อน พันธมิตรเสร็จแล้วไปหุ้นส่วน แล้วก็ยกระดับเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เรากับสหรัฐอเมริกาต้องเจรจาบนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ครับ เรามีอะไรที่เป็นประโยชน์ทั้งคู่ มีอยู่ ๒ เรื่องที่รัฐบาลพูดมาซึ่งผมเห็นด้วยมาก ๑. เรื่องอาหาร ๒. คือเรื่องของ Future Technology ก็คืออุตสาหกรรมในอนาคต ชื่นชมรัฐบาลที่เห็นประเด็นนี้ครับว่าเราจะเป็น ศูนย์กลางผลิตอาหารแก่โลก นำวัตถุดิบจากสหรัฐอเมริกาเข้ามา แล้วเรามาแปรรูปเป็น อาหารแมว อาหารคน อาหารสัตว์ แล้วก็เป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก สร้างมูลค่าเพิ่ม อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะเอายุทธศาสตร์หลักของชาติเพื่อแก้ปัญหาเรื่องของ Reciprocal Tariffs ได้ในระดับหนึ่ง ผมชื่นชม ส่วน High Technology เมื่อสักครู่บอกอาหารกับ Hight Technology ใช่ไหมครับ หรือ Future Technology ซึ่งมีอยู่แล้วที่โคราชบ้านผมนี่ละครับ ซีเกทผลิต Harddisk ซึ่งสหรัฐอเมริกานำเข้าประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เอาไปทำ Data Center ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะร่วมมือกันต่อไป เหมือนกับเขามาผลิตที่บ้านเรา ใช้บ้านเรา เป็นฐานการผลิต อันนี้เป็นประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ เปิดตลาดมากขึ้น ลดภาษี ลดอุปสรรคทางการค้าให้สหรัฐอเมริกา อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ภาษาการค้าเขาเรียก NTB Non-Tariff Barriers ลดลง ภาษี ที่สูงที่เรารู้สึกว่าสูงมาก อย่างเช่น ภาษีผลไม้ ราคาแพงของสหรัฐอเมริกาลดได้ไหมนะครับ การเปิดตลาดแน่นอนละ การลดข้อกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีก็จะทำให้ตลาดมันเปิดมากขึ้น
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือประเทศไทยได้ดุล สหรัฐอเมริกา ๔๕,๐๐๐ ล้าน ตอนนี้ได้ดุล เราได้เปรียบเขานั่นละ เราส่งไปขายมากกว่า เรานำเข้า ๔๕,๐๐๐ ล้าน ตัวเลขกลม ๆ นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องลด GAP หรือการขาดดุลระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทยให้ลดลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตราบใดที่ไม่ กระทบกับเศรษฐกิจของเรา เพราะฉะนั้นผมฟังว่ารัฐบาลจะนำเข้าพลังงาน รัฐบาลจะนำเข้า สินค้าเกษตร แล้วรัฐบาลโดยเฉพาะผมไม่อยากพูดยี่ห้อเครื่องบินนะครับ รัฐบาลจะนำเข้า เครื่องบินจากสหรัฐอเมริกามากขึ้น เครื่องบิน สินค้าเกษตร พลังงาน อาจจะเป็นแก๊ส ธรรมชาติก็ได้ สำหรับสินค้าเกษตรฟังมาว่าจะนำเข้าถั่วเหลืองแล้วก็ข้าวโพด เพื่อนผม ในพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคเพื่อไทยหัวใจเพื่อเกษตรกรนี่นะครับ ท่านก็ทักท้วงมาว่าถ้าเรา นำเข้าสินค้าข้าวโพดนี่มันจะทำให้ราคาข้าวโพดตกลงไหม ท่านประธานครับ ปีหนึ่งเรามี ความจำเป็นต้องการข้าวโพดประมาณ ๑๐ ล้านตัน เราผลิต ๕ ล้านตัน ตัวเลขกลม ๆ นำเข้า ๕ ล้านตัน ๕ ล้านตัน ซึ่งผู้ผลิตในประเทศนี่ละครับ ซึ่งเราต้องรักษาดูแลเสถียรภาพทางราคา แล้วก็ไม่ให้เกษตรกรของเราลำบาก ซึ่งเรื่องนี้ผมเชื่อมั่นว่าทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ก็คง จะมีแนวทางที่จะชี้แจงคลายความกังวลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ เพราะว่ารัฐบาล จะแก้ไขปัญหาโดยการนำสินค้าเกษตรเข้ามาโดยไม่กระทบเสถียรภาพทางราคาที่พี่น้อง เกษตรกรจะได้รับ จะทำอย่างไรเดี๋ยวมารอฟังท่านชี้แจงอีกทีหนึ่งนะครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วผมได้รับคำชี้แจง ได้รับฟังมาว่าข้าวโพดที่นำเข้าเรานำเข้า จากบางประเทศ เช่น ประเทศบราซิล เราอาจจะเปลี่ยนไปนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่า มันจะมีข้อดีเรื่องของการปฏิบัติตามกฎ EUDR เรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องของได้ ๒ เด้ง
ประเด็นที่ ๔ ท่านประธานที่เคารพครับ มีบางคนบอกว่าสินค้าที่ไปจาก ประเทศไทยจริง ๆ มัน Made in Thailand ทั้งหมดจริงหรือไม่ ๔๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อปี มันเป็นสินค้า Made in Thailand ทั้งหมดหรือเปล่า หรือมันเป็นสินค้าที่ถูกเขาเรียกว่า สวมแหล่งกำเนิด ซึ่งเรื่องนี้เราไม่ต้องบอกเป็นประเทศไหน ไม่มีความจำเป็น ซึ่งสินค้า ประมาณ ๔๙ รายการ ซึ่งทางรัฐบาลก็คงต้องไปดูครับว่าเราจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ให้สินค้ามันผลิตจากประเทศไทยอย่างแท้จริงอย่างไร
ประเด็นที่ ๕ ที่รัฐบาลเสนอแนวทางมา ซึ่งผมเห็นด้วย ส่งเสริมการลงทุนของไทย ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรื่องนี้ก็ฟังมาว่าอาจจะมีการไปลงทุนในท่อแก๊ส ท่อน้ำมันในอะแลสกา ของบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศไทยเป็นต้นนะครับ ให้เขาเห็นว่าเราจริงใจในการที่จะ ไม่เอาเปรียบเขา แล้วมันมีผลประโยชน์ในทางธุรกิจร่วมกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ภายใต้แนวทาง ๕ ข้อของรัฐบาลซึ่งผมเห็นด้วย และผมจะเพิ่มเติมบางประเด็นของผม ผมคิดว่าจะทำให้เราแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ลดต้นทุนราคา สินค้า รักษาผลประโยชน์ระหว่างสหรัฐอเมริกาให้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจต่อไป ทีนี้มาดูว่า แล้วรัฐบาลจะแก้อย่างไร ช่วยเหลือประชาชนอย่างไร ระยะสั้น ระยะเฉพาะหน้า มีไหม คนมันเดือดร้อนอยู่ รัฐบาลจะทำอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผู้ส่งออกที่ต้องแบกรับภาษี เพิ่มขึ้น จริง ๆ เราไม่ได้เป็นคนจ่ายนะครับ แต่เราก็คงจะขายได้น้อยลง เพราะว่าผู้นำเข้า สหรัฐอเมริกาเป็นคนจ่าย แต่เราต้องส่งออกไป เราจะทำอย่างไรระยะสั้น ฟังด้วยความเห็นด้วย และชื่นชมรัฐบาลที่จะมีการส่งเสริมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ส่งออก แล้วก็มีสินเชื่อสำหรับ ผู้ส่งออกที่จะไปหาตลาดใหม่ ๆ และขณะเดียวกันจะมีสินเชื่อสำหรับคนที่จะไปลงทุน ในต่างประเทศ อันนี้ก็คงอยากจะฟังความชัดเจนจากรัฐบาลว่าเงินมีเท่าไร เงินมีไหม แล้วมีเท่าไร จะช่วยได้ขนาดไหน ผมคิดว่าอันนี้ยังไม่มีความชัดเจนที่อยากจะฟังรัฐบาล มีผู้ประกอบการ ที่ขอความช่วยเหลือมากน้อยขนาดไหน ท่านประธานครับ ผมใช้เวลามาพอสมควรก็ไม่อยาก ที่จะอภิปรายที่เรียกว่า Filibuster ฆ่าเวลานะครับ ผมจะสรุปอย่างนี้ครับ วันนี้เป็นวันที่สำคัญ ที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้รับฟังความเห็นจากทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน บางทีรัฐบาลก็ถูก วิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เป็นธรรมว่าน้อยไปบ้าง มากไปบ้าง ช้าไปบ้าง เมื่อท่านฟังแล้วท่านจะ เห็นความรอบคอบและความรัดกุมในการขับเคลื่อนการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา มันไม่ได้จบในวันเดียว มันต้องมียุทธศาสตร์ มันต้องรู้เบื้องหลังว่าเหตุผลของรัฐบาลทรัมป์ (Trump) ที่ขึ้นภาษีจะเป็นอย่างไร เราจะได้จัดการถูก ผมจะจบด้วยข้อเสนอแนะ ๕ ข้อ ของกระผมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ
ประเด็นแรก เห็นด้วยกับท่านอรรถกรเป็นอย่างยิ่ง ฝากไปยังท่านรัฐมนตรีด้วย ฝากผ่านท่านประธานครับ การคำนึงถึงการเจรจาต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่เกษตรกรและ SMEs จะได้รับผลกระทบ และเป็นการรักษาผลประโยชน์ของเขาอย่างมากที่สุด ซึ่งอันนั้น ผมพูดไปแล้วว่าท่านจะทำอย่างไรนะครับ
ประเด็นที่ ๒ การบอกว่าเร่งหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเดิม ผมได้ยินมา ประมาณ ๒๐ ปีแล้ว ไม่ได้รัฐบาลนี้ จริง ๆ ที่บอกว่าเราจะต้องหาตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง ในเอเชียตะวันออก ในแอฟริกา ในอเมริกาใต้ ต้องทำจริงจังครั้งนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องทำจริงจังให้เห็นเป็นรูปธรรม อย่าท่องเป็นเหมือนกับคำที่ต้องพูดเท่านั้น
ประเด็นที่ ๓ การปรับโครงสร้างการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศไทยต้องทำจริงจังเสียที ยุทธศาสตร์ไม่อยากให้เปรอะไปหมดครับ เดี๋ยวเราจะเป็น ฮับโน่น ฮับนี่ ฮับไปหมด เราไม่สามารถเป็นฮับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ผมเห็นบางทีประกวด ขนมครกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างนี้ ประกวดสินค้าไส้อั่วโลกอย่างนี้ก็ดีนะ ผมว่าก็ดี แต่เราต้อง มองระยะยาวว่ายุทธศาสตร์ของ Future Technology หรืออุตสาหกรรมอาหารที่ไทยจะเป็น มหาอำนาจทางอาหาร เราพูดมาบ่อยจากครัวไทยสู่ครัวโลกจาก Farm To Table เป็นผู้ผลิต อาหารให้แก่โลก มหาอำนาจของโลกทางด้านอาหาร ทำจริงเสียทีเสร็จในพรรคเพื่อไทยนี่ละครับ สมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารนี่ละทำให้เกิดขึ้นจริง
ประเด็นที่ ๔ ทีมไทยแลนด์ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ทักษิณ ชินวัตร ได้ริเริ่มในการมีเจ้าภาพในต่างประเทศให้ทูต ให้ท่านเอกอัครราชทูตไทย ในต่างแดนเป็นกัปตันของทีมไทยแลนด์ ให้ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นทูตทหาร ทูตพาณิชย์ ทูตต่าง ๆ ให้มาอยู่ใน One Roof อยู่ที่เดียวกันแล้วผลักดัน ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง แล้วมี ภารกิจให้เขามีเคพีไอที่ชัดเจน ผมรู้ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน เวลาจะคุยกับทูตบอกว่าที่ท่านต้องมีเคพีไอในการขายสินค้าให้ประเทศไทย บางคนทำหน้า งง ๆ นิดหน่อยครับท่านประธาน แต่มันต้องเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่าทูตจะต้องช่วยขายสินค้า แล้วมีตัวชี้วัด จะย้ายประเทศจากทูตธรรมดาไปเป็นทูตที่โตเกียว ที่บรัสเซลส์ ที่วอชิงตัน ที่ปารีสคงจะต้องมีตัวชี้วัดลักษณะนี้ด้วย ท่านประธานครับ เราคาดหวังจากทีมไทยแลนด์ ในต่างประเทศซึ่งเป็นด่านหน้าของเรา
และประเด็นสุดท้าย ก็อาจจะซ้ำเดิมนิดหนึ่ง ผมฝันอยากจะเห็นประเทศไทย เป็นผู้ผลิตอาหารของโลกนะครับ เรากำลังจะเป็นผู้สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับโลก เราจะขายประเทศไทยในลักษณะนั้นที่เขาบอกว่า Apple ไม่ได้ขาย IPhone แต่เขาขาย เทคโนโลยี เขาบอกว่า Rolex ไม่ได้ขายนาฬิกา แต่เขาขายสถานะทางสังคม ประเทศไทย ไม่ได้ขายอาหารหรอกครับแต่จะขายความมั่นคงให้กับโลก แล้วก็ขายความมั่นคงให้แก่โลก ทางด้านอาหาร ทรัมป์ (Trump) อาจจะมีคำขวัญว่า MAGA Make America Great Again ผมไม่ใช่เป็นคนอเมริกันนะครับ ผมอยากจะฝากไว้ว่าเราใช้ Trip ครับ Thailand is the Best ท่านประธานครับ ประเทศไทยดีที่สุด ขอบคุณครับท่านประธานที่เคารพครับ