พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขอขอบคุณและเชิญให้ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้กล่าวต่อ โดยชี้ว่าการยกร่างกฎหมายใหม่เพื่อออกอัตราค่าธรรมเนียมอาจไม่จำเป็น หากสามารถอ้างอิงหรือแก้ไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือใช้กฎหมายลำดับรองได้ เพื่อลดขั้นตอนการตรากฎหมาย พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ชี้ว่าการเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นต่าง ๆ ของกระบวนการบังคับคดีเอกชน 3 ชั้น สร้างภาระเกินความจำเป็น และเสนอให้ทบทวนอัตราเพื่อลดต้นทุนให้ผู้เสียหาย โดยชี้แจงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการบังคับใช้กฎหมายใหม่ ระบุว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ค่าธรรมเนียมประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ ล้านบาท และตั้งคำถามต่อกรมบังคับคดีในการหาเงินชดเชย นอกจากนี้ยังชี้แจงความกังวลเรื่องการเปิดเผยชื่อผู้แสดงความคิดเห็นในเอกสารสภาซึ่งอาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเสนอให้พิจารณาแก้ไขก่อนรับหลักการกฎหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับคดี
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ
ประการที่ ๒ อยู่ในเหตุและผลในการยกร่างกฎหมายที่ท่านอ้างถึงครับ ท่านบอกว่ากฎหมายนี้จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน ท่านไม่ได้ใส่ตัวมาตราที่อ้างอิงในการออกอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่อยู่ท้ายกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นการออกอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๓ ผมยังไม่มั่นใจในเชิงการแก้ไข กฎหมายในการที่มีอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มีตารางต่าง ๆ นั้นมันจำเป็นต้องตรา เป็น พระราชบัญญัติหรือไม่ เพราะเหตุใดเราถึงไม่สามารถที่อ้างอิงหรือย้อนกลับไปว่าในกรณีของ วิ.แพ่ง หรืออัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ นั้นหากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในแต่ละช่วงที่ไม่เหมือนกัน บนพื้นฐาน การไปออกกฎหมายลำดับรอง ผมไม่ทราบจะเรียกอะไรนะครับ เช่น มีการนำไปสู่การตรา เป็นพระราชกฤษฎีกาได้หรือไม่ มีการออกกฎกระทรวงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ แต่เราใช้วิธีการในการยกร่างเป็นร่างพระราชบัญญัติซึ่งใช้เวลาในกระบวนการพิจารณา ซึ่งไม่มีข้ออ้างอิงว่ากรณีการแก้ไขเฉพาะตารางที่อยู่ท้ายพระราชบัญญัตินั้นจำเป็นถึงขนาด ที่ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติหรือไม่ หรือถ้าท่านจะต้องตราในลักษณะแบบนี้เพราะเหตุใด ท่านถึงไม่อ้างอิงมาตราที่ให้อำนาจในการตราอัตราที่อยู่ท้ายพระราชบัญญัตินี้เข้ามาในตัวร่าง พ.ร.บ. แก้ไขตั้งแต่ต้น แล้วแบบนี้หากเกิดสถานการณ์เศรษฐกิจอีก เช่น ในปี ๒๕๗๐ เกิดไม่ลงตัวทางการเมือง การเลือกตั้ง เศรษฐกิจซบเซายาวนานไป ท่านมิต้องแก้กฎหมาย แบบนี้แล้วไปสำเร็จในปี ๒๕๗๕ หรือครับ ท่านมิต้องแก้กฎหมายแบบนี้แล้วไม่รู้จะสำเร็จเมื่อไร หรือครับ หรือถ้าอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นสภาวะเศรษฐกิจด้านหนึ่งกลับดีขึ้นเราอยากจะเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมให้มากขึ้นเพื่อนำมาใช้จ่ายเงินในการดูแลผู้สูงอายุ เงินเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า ท่านไม่ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติอีกหรือครับ ฉะนั้นผมคิดว่าในเชิงการออกกฎหมาย ท่านต้องอ้างอิงว่าการทำดำเนินการให้มันเรียบง่ายแล้วชัดเจนยิ่งขึ้นอาจจะไม่จำเป็นต้องตรา เป็นกฎหมายในลักษณะนี้
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ เป็นประการที่คล้าย ๆ กับที่ท่านเอกราช ท่านพูดถึงครับ เวลาที่เราพูดถึงอัตราการใช้จ่าย หรือค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในข้อพิพาทระหว่างเอกชนต่อเอกชนที่มีเจ้าหนี้กับลูกหนี้ มีสภาพบังคับ มีหนี้สิน ปรากฏว่าต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ถึง ๓ ชั้นด้วยกัน ชั้นแรก ก็คือ ค่าธรรมเนียมในการวางศาลซึ่งเป็นไปตามทุนทรัพย์หรือข้อพิพาทในเชิงคดี นี่ท่านเสีย ขั้นที่ ๑ แล้วนะครับ ร้อยละ ๒ ร้อยละเท่าไรก็ว่ากันไปตามกฎหมายหรือตามสถานการณ์ ขั้นที่ ๒ เมื่อมีการพิพากษาเกิดขึ้นจะต้องมีการนำไปสู่การดำเนินการขายทอดตลาดใดต่าง ๆ ท่านต้องมีค่าธรรมเนียมในชั้นการบังคับคดีเพิ่มเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง อัตราจะเป็นแบบที่เรากำลัง ยกร่างหรือไม่ก็ว่ากันไปแต่นี่ชั้นที่ ๒ แล้วนะครับ ขั้นที่ ๓ ท่านต้องมีค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี เข้ามาอีกชั้นหนึ่ง ยาก ง่าย มาก น้อย ตามได้ ไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง ถึงแม้ท่านอาจจะบอกว่า ในบางเรื่องนั้นถ้ามีข้อพิพาทเสร็จสิ้นลงได้คืนก็แล้วแต่ แต่ท่านลองดูนะครับคนที่เป็นเจ้าหนี้ บางครั้งทุนทรัพย์ไม่มากนัก เงินที่เป็นหนี้สินกันไม่มากนัก แต่ต้องเสียเงินให้รัฐหรือวางไว้ก่อน ให้เป็นหลักประกันในการดำเนินคดีถึง ๓ ชั้น แบบนี้ไม่เรียกว่าสร้างภาระเกินความจำเป็น ให้กับผู้ที่เป็นเอกชนหรือครับ ผมคิดว่าวิธีคิดแบบนี้อาจจำเป็นต้องทบทวนว่ามันสามารถ ทำให้มากหรือน้อยลงไปได้อีกหรือไม่ โดยหลักวิธีคิดในเชิงนิติวิธีอย่างไร
ประการที่ ๔ ครับท่านประธาน ก็คือเมื่อผมพิจารณาดูแล้วผมพบว่าในขณะนี้ มีหมายบังคับคดีหลักล้านคดีครับ มีข้อพิพาทเฉพาะใน ๑ ปีที่ผ่านมา ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคดี ทุนทรัพย์ที่อาจจะมีการต่อสู้กันถึง ๑ ล้านล้านบาทเศษ นี่ไม่นับคดีที่มีการออกหมายใด ต่าง ๆ อีกประมาณ ๔ ล้านกว่าคดีนะครับ เราเคยเก็บค่าธรรมเนียมแบบนี้เข้ารัฐ อยู่ที่ประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาทเศษครับท่านประธาน หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหนี้ เป็นประโยชน์ต่อลูกหนี้นะครับ แต่รัฐจะสูญเสียเงินไปถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ ล้านบาทเศษ ก็เป็นคำถามเดียวกับท่านเอกราชว่า แล้วตกลงตรงนี้ แน่นอนครับ ผมคิดว่ากรมบังคับคดีไม่ใช่กรมที่มีภาระหน้าที่ในการจัดหา งบประมาณหรือเงินรายได้แผ่นดิน แต่มันก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทวงถามกันว่าการที่รัฐ เสียรายได้ที่จำเป็นซึ่งควรจะต้องใช้มากยิ่งขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันท่านจะใช้กระบวนการ ชดเชยจุดใด
ประการสุดท้ายครับท่านประธาน ประการสุดท้ายผมไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดพลาด ของฝ่ายราชการ คือคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายสภาครับ แต่นี่เป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่นัก แต่เป็น เรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนครับ ท่านประธานครับ ในเอกสารที่ทางสภาส่งให้กับทาง พวกเรามีการเปิดเผยชื่อจริง นามสกุลจริงของผู้แสดงความคิดเห็น ชื่อจริง นามสกุลจริงของ ผู้แสดงความคิดเห็น ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้แสดงความคิดเห็น เป็นอย่างยิ่งไม่ว่าเขาจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เห็นต่าง มีข้อเสนอแนะอย่างไรเราควรให้ ความสำคัญต่อความคิดเห็นของเขา แต่ไม่ใช่การเอาชื่อของเขามาเปิดเผยตรงนี้ ซึ่งหากหลุด ออกไปหรือชื่อเหล่านี้ถูกนำไปสู่การตรวจค้นใด ๆ ต่าง ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเขาไม่มาก ก็น้อย ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จำเป็นต้องควรพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นต่อการแก้ กฎหมายฉบับนี้หรือในกฎหมายฉบับอื่นต่อไปในอนาคต ในชั้นแรกหากท่านตอบคำถามได้ดีพอ พวกผมก็พร้อมรับหลักการของกฎหมายฉบับนี้ครับ เพราะเห็นประโยชน์ที่จะนำไปสู่การลด ค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมที่เจ้าหนี้ ลูกหนี้จะต้องเสียให้รัฐ แล้วนำไปสู่การบังคับคดีต่าง ๆ ที่มากยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านปรีติ เจริญศิลป์ เชิญครับ