จิรัชยา สัพโส อภิปรายร่าง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติฉบับแก้ไข โดยชี้ให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างหลักประกันทางการเงินสำหรับแรงงานนอกระบบและสังคมผู้สูงอายุ ผ่านโครงการสลาก กอช. พร้อมทั้งเสนอแนะโครงการกองทุนการออมแห่งชาติโดยเน้นการให้ความรู้ทางการเงิน การวางแผนเกษียณ และการติดตามประเมินผล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวจิรัชยา สัพโส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดสกลนคร จากพรรค เพื่อไทย ขอใช้เวลานี้อภิปรายในร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติฉบับแก้ไข เพิ่มเติม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการสลากออมทรัพย์เพื่อการเกษียณหรือสลาก กอช. ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยระดับ สุดยอด หรือ Super Aged Society ภายในระยะเวลาไม่ถึง ๑๐ ปี หมายความว่าประชากร ผู้สูงอายุจะเกินร้อยละ ๒๘ ของประชากรทั้งหมด สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นความท้าทาย ในเรื่องของด้านประชากรศาสตร์เพียงเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณว่าระบบเศรษฐกิจ สวัสดิการ และโครงสร้างครอบครัวของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อประชาชน จำนวนมากยังขาดหลักประกันทางการเงินในวัยเกษียณ สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องของแรงงาน นอกระบบซึ่งมีจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่มีความมั่นคงทางด้านการเงินและยังเข้าไม่ถึงเครื่องมือ การออมของรัฐอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวเกษตรกร พ่อค้า แม่ค้า แรงงานอิสระ หรือแม้กระทั่งแม่บ้านที่ดูแลครอบครัวโดยไม่มีรายได้ประจำ หากไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสม ในการสะสมเงินออม ความมั่นคงในวัยเกษียณก็จะเป็นสิ่งที่เอื้อมไม่ถึงค่ะ ดิฉันเชื่อว่า การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีศักดิ์ศรีไม่ควรเป็นภาระของรัฐเพียงฝ่ายเดียวแต่เป็นภารกิจร่วม ของทุกภาคส่วน แต่ทางภาครัฐจำเป็นที่จะต้องสร้างกลไกที่เข้าถึงง่าย เข้าใจได้ และเชื่อถือได้ เพื่อส่งเสริมการออมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เรื่องของคนมีรายได้ ประจำเท่านั้น จากข้อมูลสถิติล่าสุดสิ่งที่เราจะต้องเผชิญตอนนี้เลย คือ ๑. แรงงานนอกระบบ ที่มีจำนวนกว่า ๒๐ ล้านคน คนไทยส่วนใหญ่เริ่มออมเงินจริงจังก็เกือบอายุ ๔๕ ปี หรือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของบัญชีเงินฝากมีไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วตอนนี้หนี้ครัวเรือนแตะ ๑๖ ล้านล้านบาท หรือกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลข บนกระดาษ แต่นี่คือชีวิตจริงของพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญความไม่มั่นคงในทุก ๆ วัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างกลุ่มผู้สูงอายุหรือแรงงานนอกระบบในภูมิภาคต่าง ๆ โดยส่วนตัวในเขตพื้นที่ของดิฉัน ตัวดิฉันเองก็มีโอกาสได้ลงพื้นที่พูดคุยและรับฟังเสียงสะท้อน จากพี่น้องประชาชนโดยตรง พบว่ามีหลายครอบครัวที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุโดยที่ไม่มีรายได้ ประจำ และถ้าหากท่านสังเกตชุดผ้าครามในวันนี้ที่ดิฉันสวมใส่นี้ก็เป็นฝีมือของกลุ่มแม่บ้าน ทอผ้าในอำเภออากาศอำนวย ถึงแม้ฝีมือจะประณีต ผลงานจะเป็นที่ชื่นชมเพียงใด แต่กลุ่มแม่บ้านเหล่านี้หลายท่านเลยที่กลับไม่มีหลักประกันในชีวิตหลังเกษียณ ไม่มีเงินออม ที่เพียงพอและยังต้องพึ่งพารายได้รายวันเป็นหลัก นี่คือภาพสะท้อนค่ะท่านประธาน ภาพสะท้อนของแรงงานนอกระบบในชนบทจำนวนมากที่กำลังพยายามทุกวิถีทางเพื่ออยู่รอด และนี่คือเหตุผลที่ดิฉันจึงเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสลาก กอช. เพราะถือเป็นหนึ่งในความพยายามของคณะรัฐมนตรีในการออกแบบเครื่องมือทางการเงิน ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการนำนิสัยที่ชอบเสี่ยงโชค ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยมาอย่างยาวนาน มาผสมผสานกับการส่งเสริมการออม อย่างสร้างสรรค์ หากดำเนินโครงการนี้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ ตัวดิฉันเชื่อว่าจะนำไปสู่ ประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการออมของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่ม แรงงานอิสระ เป็นการลดภาระของภาครัฐในอนาคตและเป็นการสร้างพฤติกรรมทางการเงิน ที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามหากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบในวาระที่ ๑ ในวันนี้และเข้าสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ดิฉันขอฝากให้พิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้คือ
๑. ส่งเสริมความรู้ทางด้านการเงินควบคู่ไปด้วย ควรมีการให้ความรู้เรื่องการออม และการวางแผนเกษียณควบคู่ไปกับโครงการเพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าโครงการนี้ เป็นโครงการเสี่ยงโชคเท่านั้น
๒. ต้องมีระบบติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ ควรจัดตั้งกลไก ติดตามพร้อมรายงานผลต่อภาครัฐอย่างต่อเนื่องเพื่อความโปร่งใสและการปรับปรุงโครงการ
๓. พัฒนารูปแบบสลากให้มีความหลากหลาย อาจจะมีสลากระยะสั้น เช่น ๑ ปี ๓ ปี หรือบางท่านซื้อสลากตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี พออายุ ๔๐ ปีอยากจะดึงเงินออมที่ตัวเองมี ออกมาใช้ก่อน ก็อยากจะฝากพิจารณาเป็นทางเลือกด้วยค่ะ
สรุปในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉันเชื่อว่าการริเริ่มโครงการนี้ เป็นความหวังสำคัญที่จะทำให้กลุ่มคนสูงวัยไม่จำเป็นจะต้องเป็นภาระของลูกหลาน หรือของภาครัฐในอนาคต เพราะความมั่นคงของประเทศเริ่มต้นจากความมั่นคงของ คนตัวเล็กในทุกพื้นที่ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะไม่ใช่เป็นเพียงนโยบายเชิงเทคนิค แต่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการออมของประเทศไทยไปใน ทิศทางที่เท่าเทียม ยั่งยืน และเป็นธรรม ดิฉันขอเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติกองทุน การออมแห่งชาติฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ และขอให้พิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อให้โครงการนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวของสังคมสูงวัยอย่างมี ศักดิ์ศรี กราบขอบพระคุณค่ะ