ขัตติยา สวัสดิผล อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตสังคมผู้สูงอายุและปัญหาการออมเงินที่ไม่เพียงพอของประชาชน พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อปิดช่องโหว่ ขัตติยา สวัสดิผล แสดงความเห็นต่างต่อข้อกังวลเรื่องการกำหนดอายุขั้นต่ำ ๑๕ ปีในการซื้อสลาก กอช. โดยชี้ว่ากลุ่มเป้าหมายวัย ๑๕-๒๐ ปีมีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่แล้วและนโยบายนี้ช่วยส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณแทนการพนัน พร้อมเสนอให้ปรับลดระยะเวลาการฝากเงินเพื่อให้สามารถถอนได้ก่อนอายุ ๖๐ ปี ขัตติยา สวัสดิผล เสนอแนวทางสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงดูดประชาชนให้หันมาออมเงินผ่านสลาก กอช. โดยเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น ๆ เช่น สลากออมสิน และชี้แจงว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นสารตั้งต้นเพื่อแก้ปัญหาสังคมสูงวัย ไม่ใช่การส่งเสริมการพนัน แต่
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอร่วม อภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานคะ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาประเทศไทยเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งก็เป็นผลมาจากการที่อัตราเด็กเกิดใหม่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องนะคะ และกลุ่มผู้สูงอายุ ของไทยมีอายุโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น และผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ก็ได้คาดการณ์เอาไว้ ว่าในอีก ๑๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด ซึ่งการเป็น สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดนั้นจะนำมาซึ่งวิกฤติทางสังคมในหลายด้านค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุในวัยหลังเกษียณจะไม่สามารถมีเงินออมที่จะเพียงพอ เลี้ยงดูตนเองแล้วก็ดูแลตนเองไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต อันจะนำไปสู่การพึ่งพิง ประชากรในวัยทำงาน รวมทั้งรัฐจะต้องจัดสรรงบประมาณด้านสวัสดิการที่เพิ่มสูงขึ้น ในสภาวะที่ประเทศไทยเองนั้นยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้านงบประมาณได้อย่างยั่งยืน ท่านประธานคะ หากเราดูจากผลสำรวจของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของธนาคาร ไทยพาณิชย์ เราจะพบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรในวัยทำงานไม่สามารถ ออมเงินประจำเดือนได้ครบทุกเดือน และหากนับเฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท จะพบว่ามีเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถจะออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอ และจาก ตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ระบุว่า บัญชีเงินฝากทั้งหมดของคนไทยที่มีประมาณ ๑๓๑ ล้านบัญชี กว่า ๙๘ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๑๒๙ ล้านบัญชี มีเงินฝากไม่ถึง ๑ ล้านบาท และกว่า ๘๘ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๑๑๖ ล้านบัญชี มีเงินฝากต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจากตัวเลขที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างให้เห็นถือเป็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่วิกฤติทางสังคมอย่างสาหัส ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถรับมือ กับวิกฤตินี้ได้อย่างเร่งด่วนมันจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอวันปะทุ แล้วก็จะส่ง ผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติในด้านสถาบันครอบครัว วิกฤติด้านแรงงาน วิกฤติ ด้านระบบสาธารณสุข แล้วก็รวมถึงวิกฤติด้านงบประมาณของภาครัฐด้วย และจากสิ่งที่ดิฉัน ได้กล่าวมาจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ดิฉันสนับสนุนหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่เสนอ โดยรัฐบาล เพราะว่าหากเราพิจารณาถึงเนื้อหาสาระแล้วก็เจตนารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังของ กฎหมายฉบับนี้แล้ว ดิฉันเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยส่วนใหญ่ ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ตนเองได้มีความมั่นคงทางการเงินภายหลังเกษียณ แล้วจะช่วย ทำให้สังคมไทยมีเครื่องมือที่จะบรรเทาวิกฤติด้านประชากรที่กำลังจะมาถึงได้ดียิ่งขึ้น ท่านประธานคะ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างแนวทางใหม่ในการส่งเสริมการออม ที่จะช่วย รับประกันให้คนไทยส่วนใหญ่นั้นได้มั่นใจว่าพวกเขาจะมีเงินใช้ดูแลตัวเองในยามเกษียณ และเป็นแนวทางการออมแบบใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย อันเป็นการสร้าง แรงจูงใจในการออมที่ตรงจุดมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดีค่ะดิฉันอยากจะฝากข้อเสนอบางประการ ผ่านไปยังกรรมาธิการวิสามัญและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องภายหลังจากนี้ให้ร่วมกันพิจารณา โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการปิดช่องโหว่และทำให้กฎหมายฉบับนี้ได้มีการบังคับใช้ อย่างเต็มประสิทธิภาพ อันนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ตรงเป้าประสงค์เพื่อที่จะแก้ไขวิกฤติสำคัญของ ประเทศได้จริง ๆ
ประการแรก ดิฉันได้ยินถึงข้อกังวลเรื่องการกำหนดอายุให้สามารถเริ่มซื้อ สลาก กอช. ได้ ที่ได้กำหนดไว้ว่าเป็น ๑๕ ปีว่ามันจะเป็นการมอมเมาเยาวชนที่ยังไม่บรรลุ นิติภาวะหรือไม่ ในส่วนนี้ดิฉันมีความเห็นต่างจากข้อกังวลนะคะ เพราะว่าดิฉันอยากจะขอ สนับสนุนให้ยังคงอายุขั้นต่ำไว้ที่ ๑๕ ปีตามที่ระบุเอาไว้ในกฎหมายฉบับนี้ค่ะ เนื่องจากว่า หากเราพิจารณาจากข้อเท็จจริงเราจะพบว่าประชากรที่อยู่ในช่วงอายุ ๑๕-๒๐ ปีที่มี ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน มีพฤติกรรมในการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้วก็หวยใต้ดินอยู่แล้ว ดังนั้นแม้เราจะไปเปลี่ยนกำหนดอายุให้เป็น ๒๐ ปีก็ตามมันก็ไม่ได้เป็นการไปเปลี่ยน พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ แล้วก็ไม่ได้ช่วยสร้างแรงจูงใจในการออมให้กับพวกเขาแต่อย่างใด ตรงกันข้ามค่ะ หากเราเปิดให้คนที่มีอายุ ๑๕-๒๐ ปีสามารถซื้อสลาก กอช. ได้ แล้วก็สื่อสาร กับพวกเขาอย่างเหมาะสม ทำให้เห็นว่าเป้าหมายหลักของนโยบายนี้คือเป็นการส่งเสริม การออมเพื่อความมั่นคงทางการเงินของชีวิตในวัยเกษียณ ไม่ใช่เพื่อการพนัน มันก็น่าจะช่วย ดึงคนกลุ่มนี้ออกมาจากการนำเงินตัวเองไปซื้อหวยใต้ดินได้บ้าง แล้วก็ยังช่วยเสริมสร้าง ทัศนคติในการออมให้กับพวกเขาไปด้วยในเวลาเดียวกัน จึงอยากสนับสนุนให้คงเนื้อหา ในส่วนนี้ไว้นะคะ
ประการที่ ๒ ในแง่ของระยะเวลาการฝากเงินที่ให้เริ่มฝากได้ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี แล้วก็อนุญาตให้ถอนได้ตอนอายุ ๖๐ ปี ซึ่งเท่ากับว่ามันจะใช้เวลาฝากนานถึง ๔๕ ปี ดิฉันจึง อยากฝากเป็นคำถามว่าเราจะสามารถปรับลดช่วงระยะเวลาตรงนี้ได้หรือไม่ เพราะว่าหาก เราไปเปรียบเทียบกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ที่กำหนดการถือหน่วยลงทุนไว้ จนกระทั่งอายุ ๕๕ ปี มันมีข้อดีคือเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ ก่อนวัยเกษียณ แล้วก็นำเงินลงทุนไปทำอย่างอื่นเพื่อให้มันงอกเงยขึ้นอันจะทำให้สามารถไป ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ในวัย ๖๐ ปี ดิฉันจึงอยากฝากว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่กองทุน ของสลาก กอช. นี้จะพิจารณาปรับลดเกณฑ์ให้ถอนเงินได้เร็วขึ้นกว่าที่กำหนดในกฎหมาย ซึ่งเป็นวัยที่ประชาชนส่วนใหญ่จะได้เกษียณอายุพอดี
ประการสุดท้ายที่ดิฉันอยากฝากให้ช่วยพิจารณา นั่นก็คือการสร้างแรงจูงใจ ให้เหมาะสมเพื่อดึงดูดให้ประชาชนหันมาพิจารณาการซื้อสลาก กอช. เป็นทางเลือกหลัก ในการออมค่ะ เนื่องจากว่าในปัจจุบันประชาชนเขามีตัวเลือกอื่น ๆ ในการนำเงินที่มีอยู่อย่าง จำกัดไปลงทุน แล้วก็เป็นตัวเลือกที่อาจจะสร้างแรงจูงใจได้มากกว่าที่จะไปซื้อสลาก กอช. ไม่ว่าจะเป็นสลากออมสิน หรือว่าสลาก ธ.ก.ส. ก็ตาม ซึ่งมีระยะเวลาในการออมที่สั้นกว่า แล้วก็ยังไม่รวมถึงแรงจูงใจอื่น ๆ ในการนำเงินไปลงกับสิ่งที่มีความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็น สลากกินแบ่งรัฐบาลหรือว่าหวยใต้ดินก็ตามค่ะ ซึ่งทั้ง ๓ ประเด็นที่ดิฉันกล่าวมาก็เป็นเพียง แค่ส่วนหนึ่ง ดิฉันคิดว่าทางกรรมาธิการคงจะมีประเด็นที่จะต้องถกเถียงกันอีกมาก แล้วก็ ต้องไม่ลืมว่ากฎหมายฉบับนี้มันคือสารตั้งต้นที่ถูกต้องในการที่จะช่วยบรรเทาวิกฤติของสังคม สูงวัย แล้วก็แก้ไขปัญหาการแก่ก่อนรวยของคนไทยที่เรากำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ แล้วเราก็ ต้องช่วยกันตอกย้ำว่าเป้าหมายและงบประมาณกว่า ๗๘๐ ล้านบาทต่อปี ที่จะใช้ไปกับ นโยบายนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อที่จะส่งเสริมการพนันแต่อย่างใด แต่เป็นเป้าหมายที่ต้องการ ที่จะสร้างแรงจูงใจ ส่งเสริมนิสัยการออม แล้วก็ช่วยสร้างความตระหนักรู้ทางด้านการเงิน ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทยที่มีอยู่แล้ว ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้คือทางเลือกที่จะช่วย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ยั่งยืนให้กับคนไทยทุกคน ขอบพระคุณค่ะ