เชตวัน อภิปรายลดความเป็นไทย เพิ่มสากลเพื่อประชาธิปไตย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๘

เชตวัน เตือประโคน อภิปรายรายงานการศึกษาเพื่อส่งเสริมเยาวชน โดยเน้นย้ำความเชื่อมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง พร้อมเรียกร้องให้สอนผู้ใหญ่ให้รู้จักการรับฟังเด็ก เชตวัน เตือประโคน ดำเนินการเปิดคลิปภาพประกอบในการประชุม และอภิปรายว่าข้ออ้างกีดกันเยาวชนจากการเมืองเป็นวาทกรรมของผู้มีอำนาจ พร้อมทั้งเสนอให้ลดความเป็นไทยเพื่อเพิ่มความเป็นสากลในการพัฒนาประชาธิปไตย

นายเชตวัน เตือประโคน ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม เชตวัน เตือประโคน สส. พรรคประชาชน จังหวัดปทุมธานี ตัวแทนพี่น้อง ประชาชนชาวเทศบาลเมืองคูคต เทศบาลเมืองลำสามแก้ว และเทศบาลเมืองลาดสวายครับ ขอร่วมอภิปรายรายงานการพิจารณาการศึกษาและจัดทำข้อเสนอการส่งเสริมเยาวชน และสร้างคนให้เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ข้อเสนอ ทั้งการเปิดพื้นที่และเรื่องของสภาพแวดล้อมตามรายงานฉบับนี้ที่กรรมาธิการได้เสนอ เข้ามานี่ครับเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกจริง ๆ ครับ เพราะถ้า สภาพแวดล้อม ไม่ปลอดภัยทั้งในเชิงกฎหมายและในเชิงวัฒนธรรมนะครับ ต่อให้เปิดพื้นที่ให้เยาวชน กว้างขวางใหญ่โตขนาดไหนก็ตามก็คงไม่มีใครอยากออกมามีส่วนร่วมนะครับ เยาวชนถ้าออก มาร่วม มาแสดงออก มาแสดงความคิดเห็น แล้วถูกแจ้งความ ถูกดำเนินคดี ต้องติดคุก ติดตาราง ใครจะอยากออกมาอีกใช่ไหมครับ เยาวชนออกมาร่วมนะครับ แสดงออก แสดงความคิดเห็นแล้วถูกค่านิยมของสังคม ถูกประเพณี ถูกวัฒนธรรมประณามพิพากษาเขา ก็คงไม่มีใครที่อยากจะออกมาอีก ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการในข้อนี้ และในเรื่องของสภาพแวดล้อมนี้ละครับ นอกจากข้อที่ว่าต้องเสริมสร้างทักษะให้กับเด็ก และเยาวชนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่ต้องทำตามรายงานที่เสนอ มานี้เลยครับ นั่นก็คือเรื่องการเสริมสร้างทักษะให้กับผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องในการรับฟังและทำ ความเข้าใจความต้องการของเด็กและเยาวชน ตรงนี้นะครับพูดให้เข้าใจง่ายนั่นก็คือ ควรต้องมีการสอนผู้ใหญ่ให้รู้จักการรับฟังเด็กและเยาวชนนั้นเองครับ นี่เป็นเรื่องสำคัญ การอาบน้ำร้อนมาก่อนนะครับ ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่จะไม่เคยถูกน้ำร้อนลวกนะครับ หรือการ อาบน้ำร้อนนานเกินไปก็ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่จะไม่เคยผิวหนังเปื่อยยุ่ยนะครับ การเดินตามผู้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าจะไม่ถูกหมากัดนะครับ เห็นมานักต่อนักแล้วครับ ที่ผู้ใหญ่ถูกหมาขย้ำเอาตัว ไม่รอด หรือผู้ใหญ่บางคนเจอหมาแล้วก็เปิดตูดหนี ฉีกข้อตกลง ฉีกทุกอย่าง ปล่อยให้เด็ก โดนหมารุมอย่างเห็นแก่ตัวนะครับ ดังนั้นการสอนให้ผู้ใหญ่รู้จักฟังเด็กและเยาวชนจึงจำเป็น อย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะในสังคมไทยที่จากงานวิจัยต่อไปนี้ผมมีสไลด์แผ่นเดียวครับ ระบุว่า ขอสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ระบุว่าเหล่านี้คือลักษณะนิสัยของคนไทย ตามสไลด์นะครับผมมองไม่เห็นเท่าไร แต่ที่วงกลมสีแดงอันนี้คือลักษณะนิสัยของคนไทย ดีบ้างไม่ดีบ้างตามสไลด์นี้เลยนะครับ แต่ว่าที่วงกลมสีแดง คำว่า กลัวเสียหน้านี้ละครับ คำว่า กลัวเสียหน้านี้ละครับที่ทำให้ผู้ใหญ่ก็คอยที่จะปราม ๆ แล้วก็ไม่ค่อยอยากจะให้เด็กได้มีส่วน ร่วม อย่างเช่น แบบว่าเห้ย กด ๆ เอาไว้ก่อนนะครับ บอกว่า ไอ้น้อง ไอ้หนูอย่าดื้ออะไรอย่าง นี้เป็นต้น ท่านประธานครับ การเมืองการปกครองในระบอบที่เรียกว่า ประชาธิปไตย เป็น เรื่องที่ต้องเปิดโอกาสให้กับทุก ๆ คนครับ เพราะทุกนโยบาย ทุกโครงการของฝ่ายบริหารมี ผลกับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน เพราะทุกการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติย่อมบังคับ ใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย เพราะทุกคำวินิจฉัยของฝ่าย ตุลาการครับย่อมเป็นมาตรฐาน เป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมและทุกคนต้องถือปฏิบัติครับ ดังนั้นการจะบอกว่าไม่สนใจการเมือง การเมืองไม่เกี่ยวกับเรา จึงเป็นความคิดที่ผิดครับ เป็นวาทกรรมที่ผู้มีอำนาจเขาอยากเห็น คือเขาไม่อยากให้ประชาชนมายุ่งการเมืองครับ เมื่อประชาชนไม่มายุ่งการเมือง เมื่อเยาวชนไม่มายุ่งการเมือง การเมืองซึ่งเป็นเรื่องของการ ต่อรองอำนาจ การเมืองซึ่งเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ก็จะกระจุกตัวอยู่กับคน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มน้อย ๆ นั้นล่ะครับที่เอาการเมืองไปเล่นเราจึงได้เห็นการกีดกันเด็ก และเยาวชนในการมีส่วนร่วม ซึ่งผมพอที่จะสรุปออกมาได้ ๔ ประการต่อไปนี้นะครับ ข้ออ้าง ที่ ๑. การเมืองเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กเยาวชนควรไปตั้งใจเรียน ข้อนี้คิดว่าหลาย ๆ ท่านทุก คนน่าจะเคยได้ยินนะครับ เพราะเป็นข้ออ้างที่สุด Classic เลยครับ เพื่อที่จะกีดกันเยาวชน ไม่อยากให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมก็เลยมาบอกว่าการเมืองเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ หนู ๆ ไปตั้งใจ เรียนเถอะโตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ข้ออ้างที่ ๒. ที่กีดกันคือเด็กเยาวชนยังขาดวุฒิภาวะ ถูกปลุกปั่น ถูกชักจูงได้ง่าย นี่คือสิ่งที่เรามักได้ยินเป็นประจำเลยครับ เป็นข้ออ้างที่ไม่เชื่อว่า เยาวชนคิดเองได้นะครับ ไม่เชื่อว่าเขาสามารถตัดสินใจเองได้ ต้องมีคนปลุกปั่น ต้องมีคน ชักจูง ข้ออ้างที่ ๓. เด็กและเยาวชนขาดประสบการณ์ชีวิตที่เพียงพอ ข้อนี้ทำราวกับว่าเรายัง อยู่ในยุคที่ไม่มีไฟฟ้าใช้นะครับ ทำราวกับว่าเรายังอยู่ในยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตนะครับ เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีไปถึงไหนมาไหนแล้วนะครับ เด็กเยาวชนหลายคนมีประสบการณ์ มากกว่าผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่แก่เพราะกินข้าวอีกนะครับ และข้ออ้างสุดท้ายครับ ใกล้จบ แล้วครับท่านประธาน เด็กเยาวชนไม่เข้าใจประเพณี วัฒนธรรม ค่านิยมแบบไทย ๆ อันนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นข้อสรุปของทุกข้ออ้างเลยนะครับ แบบไทย ๆ นี้ละครับที่ปฏิเสธความ เป็นสากลครับ หยิ่ง ผยอง ลำพองว่าเราไม่เหมือนใครชาติใดในโลก ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราเหมือนกับทุก ๆ คนครับ ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เป็นอย่างไรครับ ต้องมีการยึดอำนาจทุก ๆ ๔-๕ ปีอย่างนั้นหรือครับ คิดอะไรไม่ออกก็กวักมือเรียกทหาร เข้ามายึดอำนาจอย่างนั้นหรือครับ อย่างนี้หรือครับประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่เราไม่เหมือนใคร แล้วเราควรจะภูมิใจ สิทธิมนุษยชนแบบไทย ๆ เป็นอย่างไรครับ ควบคุมผู้ต้องหาโดยใช้ รถบรรทุกของทหาร ให้ถอดเสื้อจับเอามือไพล่หลัง แล้วขึ้นไปนอนซ้อนทับกันในระหว่าง ขนย้ายเป็นชั่วโมงจนขาดอากาศหายใจ ทำให้มีคนตายเป็นจำนวนมากในคดีตากใบ อย่างนี้ หรือครับคือสิ่งที่เราควรภาคภูมิใจ ถ้าแบบไทย ๆ เป็นอย่าง ๒ อย่างที่ผมว่ามาผมคิดว่า เราควรลดความเป็นไทยแล้วเพิ่มความเป็นคน และเพิ่มความเป็นสากลให้เหมือนนานา อารยะประเทศ ท่านประธานครับ ผมอภิปรายมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะสนับสนุนรายงานเล่มนี้ ละครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในทางการเมือง แล้วก็ ได้มาพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยอย่างจริง ๆ จัง ๆ ร่วมกัน และหวังว่ารัฐบาลจะรับ รายงานเล่มนี้ไปดำเนินการอย่างจริง ๆ จัง ๆ อย่างที่เราอยากเห็น ขอบคุณครับ