ประสิทธิ์ เสนอลดอายุเลือกตั้งเหลือ ๑๘ ปี แต่ปรับอายุรัฐมนตรีไว้ที่ ๓๐ ปี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๘

ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อภิปรายรายงานการศึกษาเรื่องส่งเสริมเยาวชนและสร้างพลเมือง โดยเน้นประเด็นการลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก ๒๐ เป็น ๑๘ ปี และชี้ให้เห็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ เสนอให้ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงเหลือ ๑๕-๑๗ ปี โดยชี้ว่ากฎหมายปัจจุบันลงโทษเยาวชนในฐานะผู้ใหญ่ จึงควรมีสิทธิเลือกตั้งเพื่อสะท้อนความต้องการและสนับสนุนการศึกษา แม้จะมีความกังวลเรื่องความพร้อมทางจิตใจหรือการถูกครอบงำ แต่ยุคสมัยนี้เด็กเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านอินเทอร์เน็ตได้มากกว่าผู้ปกครอง จึงควรเน้นการศึกษาด้านประชาธิปไตยก่อนพิจารณาลดอายุ ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ เสนอข้อเสนอลดอายุผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส. จาก ๒๕ เป็น ๑๘ ปีเพื่อเปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ แต่ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์อายุขั้นต่ำ

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา อำเภอ ธัญบุรี และอำเภอหนองเสือนะครับ ผมก็ขอร่วมอภิปรายรายงานศึกษาและจัดทำข้อเสนอใน การส่งเสริมเยาวชนและสร้างคนให้เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยนะครับ ก็ขอขอบคุณทางกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของ ประชาชนสำหรับหนังสือเล่มนี้นะครับ ผมก็มองเหมือนกับท่านผู้อภิปรายก่อนหน้านี้ว่าเป็น ข้อเสนอที่ก้าวหน้ามาก ๆ เลยนะครับ ในการที่จะให้เยาวชนของเรามีส่วนร่วมกับการเมือง แล้วก็ระบอบประชาธิปไตยนะครับ ประเด็นที่ดีหลาย ๆ ประเด็น แต่ว่าผมก็สนใจในประเด็น ของเรื่องอายุของผู้มีส่วนร่วมทางการเมืองนะครับ วิวัฒนาการของอายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นะครับ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เราเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เริ่มต้นเลือกตั้งที่อายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ นะครับ หลังจากนั้นผ่านมา ๖๕ ปีนะครับ เราใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็จะลดอายุเหลือ จาก ๒๐ ปีเหลือ ๑๘ ปีบริบูรณ์ ซึ่งอันนี้ก็คือความก้าวหน้าระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดท่านลอง จินตนาการนะครับ ปี ๒๔๗๕ คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีความรู้ ไม่ได้เรียนหนังสือนะครับ ผ่านมาระยะหนึ่งถึงปี ๒๕๔๐ เราก็มีการเรียกว่าการศึกษาภาคบังคับ คนไทยจำนวนมากก็มี ความรู้ความเข้าใจในการเรียนการสอนแล้วก็มีข้อมูลในการตัดสินใจในการเลือกตั้ง แล้วก็ลด อายุลงมาเหลือ ๑๘ ปีบริบูรณ์นะครับ อันนั้นคือเมื่อเกือบ ๓๐ ปีที่แล้วนะครับ ปี ๒๕๔๐ ลองจินตนาการอีกครั้งนะครับ เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว เราหาความรู้จากไหน เราหาความรู้จาก คุณครูในห้องเรียน หาความรู้จากห้องสมุดนะครับ จากการอ่านหนังสือ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเรา หาความรู้จักคอมพิวเตอร์แล้วครับจากอินเทอร์เน็ต และเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเราก็มาหาความรู้ จากมือถือได้แล้วนะครับ

- ๙//๑ แล้วปัจจุบันนี้เรานี้มีเอไอ ความรู้มันหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วความถูกต้อง แม่นยำของข้อมูลมันก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าการเสนอให้ลดอายุ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นข้อเสนอที่สมเหตุสมผลมาก ๆ นะครับ ในหนังสือฉบับนี้เปิดกว้าง ระหว่าง ๑๕-๑๗ ปีว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรจะอายุน้อยลง ซึ่งมันก็มีเหตุผลหลายเหตุผลที่จะ Support ตรงนี้ด้วยนะครับ เนื่องจากว่าคนที่อายุ ๑๕ ปีเวลาถูกลงโทษกฎหมายลงโทษ ก็ลงโทษในฐานะของคนที่บรรลุแล้ว หมายถึงว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ก็ถูกลงโทษในฐานะของผู้ใหญ่ นะครับ เพราะฉะนั้นเขาควรมีสิทธิที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งแล้วก็กำหนดแนวทาง นโยบาย กำหนดเลือกพรรคการเมืองที่ตอบสนองนโยบายให้กับเขาเพื่อสนับสนุนเรื่องของ การศึกษาของเยาวชนด้วยนะครับ เพราะผู้ใหญ่อายุ ๑๘ ปีขึ้นไปอาจจะลืมไปแล้วว่าในสมัย ที่ท่านอยู่ ม. ต้นท่านต้องการอะไรนะครับ แต่ถ้าเกิดเป็นเด็ก ๑๕ ปีเขาจะรู้ความต้องการของ เขาเอง ถ้าเกิดเขาสามารถเลือกตั้งได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ก็จะได้กระจายความต้องการแล้วก็ นโยบายให้ตอบสนองกับเยาวชนกลุ่มนี้นะครับ บางท่านก็จะมีการคัดค้านเรื่องอายุขั้นต่ำ เพราะว่ากังวลว่าเยาวชนยังไม่มีความพร้อมทางจิตใจหรือความรู้เพียงพอในการตัดสินใจที่จะ เลือกตั้ง หรืออีกประเด็นหนึ่งก็คือกลัวว่าจะถูกครอบงำจากผู้ปกครองนะครับ แต่อีกฝ่ายหนึ่ง ก็จะบอกว่ายุคสมัยนี้ไม่ใช่ว่าผู้ปกครองจะครอบงำเด็ก แต่กลายเป็นว่าเด็กให้ข้อมูลการเมือง กับผู้ปกครองแทนนะครับ เพราะเด็กสามารถที่จะเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ ทันท่วงที แล้วข้อมูลข่าวสารนี้ก็มีการ Debate กันในเว็บไซต์ใน Social Media นะครับ เขา สามารถตัดสินใจได้ว่าเขาชอบพรรคการเมืองแบบไหน รูปแบบไหน แล้วก็สร้างอิทธิพลให้กับ ครอบครัวพอสมควรนะครับ ถ้าเราพูดถึงสมัยก่อนที่เราเป็นเด็กเราอาจจะเข้าไม่ถึงสิ่งเหล่านี้ ข้อมูลในเรื่องของการเมืองเราจะมีน้อยมาก ถ้าผมจินตนาการของตัวเองสมัยอายุ ๑๘ ยังได้รับข่าวสารจากหนังสือพิมพ์อยู่เลยแล้วก็อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง แต่ทุกวันนี้การเมืองเข้าถึง เยาวชนทุกรูปแบบแล้วก็ทุกวันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสื่อช่องหลักเด็กก็ดูผ่านออนไลน์กันแล้ว แนวทางที่ผมมองว่าสมดุลระหว่างนี้ก็ควรจะเน้นให้การศึกษากับเยาวชนในเรื่องของความรู้ ความเข้าใจทางระบอบการเมือง การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ก่อนที่เราจะ ตัดสินใจที่จะลดอายุหรือเปล่าก็ควรมีการทำการปรึกษาหารือแล้วก็พิจารณาผลกระทบ ให้อย่างรอบคอบนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งก็คืออายุของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสภาล่าง อย่างเช่น สส. แล้วก็มีข้อเสนอว่าอาจจะลดจาก ๒๕ ปีบริบูรณ์เป็น ๑๘ ปีไหม อันนี้ก็ถือว่าเป็นการเปิด โอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย ซึ่งผมก็สนับสนุนตรงประเด็นนี้ เช่นกัน แต่อีกประเด็นหนึ่งที่ผมยังไม่เห็นด้วยสักเท่าไรก็คือเรื่องของอายุขั้นต่ำของรัฐมนตรี และผู้บริหารท้องถิ่น ที่ให้เริ่มตั้งแต่คนที่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งในปัจจุบันนี้ผู้ที่บรรลุนิติภาวะ ของไทยก็คืออายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ หรือผู้ที่สมรสแล้วนะครับ ผู้ที่สมรสแล้วอายุขั้นต่ำ ที่สมรสได้ก็ ๑๗ ปี หรือถ้าเกิดศาลเห็นสมควรอาจจะต่ำกว่านั้นอีกนะครับ อันนี้เหตุที่ยัง ไม่เห็นด้วยเพราะว่าอายุขั้นต่ำที่ประมาณ ๑๗-๒๐ ปี ถ้ามาเป็นผู้บริหารในระดับผู้บริหาร ท้องถิ่นหรือผู้บริหารรัฐบาล รัฐมนตรีอาจจะมีการส่งผลกระทบมากมายเพราะเป็นการ ตัดสินใจของคนเพียงคนเดียว ไม่เหมือนกับการเป็น สส. เราเข้ามาร่วมลงมติในสภา เรามา เสนอกฎหมายเราต้องมีการรับรอง แต่ถ้าเป็นรัฐมนตรีการตัดสินใจเกิดขึ้นจากคนคนเดียวได้ เพราะฉะนั้นก็อาจจะต้องเพิ่มอายุตรงนี้ขึ้นมานิดหนึ่งผมยังไม่เห็นด้วยเท่าไรนะครับตรงนี้ ก็อาจจะเป็นผู้บริหารท้องถิ่นอาจจะ ๒๕ ปีหรือเปล่าอะไรอย่างนี้นะครับ แล้วก็รัฐมนตรี อาจจะเป็น ๓๐ ปี เพราะว่าผมมองจากผลกระทบของรัฐมนตรีมีส่งผลกระทบถึงวงกว้าง มากกว่าผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ ขอบคุณมากครับ