วรดร เลิศรัตน์ นำเสนอข้อมูลผ่านสไลด์ประกอบการประชุมและเปิดคลิปวิดีโอเพื่อชี้แจงรายละเอียด โดยเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการพัฒนานโยบายสาธารณะ เสนอข้อเสนอหลัก 3 ข้อ ได้แก่ การปรับดุลอำนาจ การกระจายโอกาสเข้าถึงทรัพยากร และการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กดทับ เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์
เรียนท่านประธานครับ ผม วรดร เลิศรัตน์ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนชี้แจงนะครับ ขออนุญาต นำสไลด์ขึ้น สไลด์ที่ ๔ ได้เลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ดังที่ท่านประธาน กรรมาธิการและท่านประธานอนุกรรมาธิการได้ชี้แจงแล้วว่าการมีส่วนร่วมของเยาวชนอย่าง มีความหมายนี้นับเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพัฒนานโยบายสาธารณะให้ตอบโจทย์แก้ปัญหา แล้วก็สามารถที่จะเติมเต็มความฝันของเด็กและเยาวชนในสังคมไทย เป็นเงื่อนไขสำคัญใน การที่จะช่วยส่งเสริมแล้วก็พัฒนาให้เด็กและเยาวชนสามารถที่เติบโตเป็นพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพัฒนาสังคมแล้วก็ พัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เป็นที่เชื่อมั่นว่าจะสามารถตอบโจทย์ของคนทุกกลุ่มในสังคม ได้อย่างทั่วถึงแล้วก็มีเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาวนะครับ ข้อเสนอสำคัญที่คณะอนุ กรรมาธิการได้ศึกษาและสรุปออกมานี้จะมีข้อเสนออยู่ ๓ ข้อเสนอหลัก ๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหา ในการที่ทุกวันนี้การมีส่วนร่วมของเยาวชนมันอาจจะยังไม่สามารถที่จะนำไปสู่การสร้างความ เปลี่ยนแปลงตามอย่างที่เขาอยากที่จะเห็นนะครับ ข้อเสนอแรกก็คือการปรับดุลอำนาจ ปรับดุลอำนาจระหว่างเยาวชนในระบอบการมีส่วนร่วม ให้เขาสามารถที่จะขับเคลื่อน ส่งเสียงแล้วถูกได้ยิน ส่งเสียงแล้วมีความหมาย ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมี ความหมายมากขึ้น มีพลังมากขึ้น ๒. คือการกระจายโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร เพื่อแก้ปัญหาที่ทุกวันนี้การมีส่วนร่วมยังเป็นสิทธิที่ถูกจำกัดวงอยู่ในเยาวชนจำนวนไม่มากนัก แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในการมีส่วนร่วม และ ๓. คือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ กดทับการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน มองว่าเด็กและเยาวชนเป็นคนนอกที่ไม่สามารถที่ จะตัดสินใจแล้วก็มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ โดยที่เรามองว่า ข้อเสนอทั้ง ๓ ข้อนี้ควรที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างการมีส่วนร่วมใน ๓ พื้นที่หลักดังที่ ท่านประธานได้เรียนแล้ว ก็คือพื้นที่การเมืองปกติ พื้นที่การเมืองเฉพาะเยาวชน และพื้นที่ สถานศึกษา โดยจะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในสองเงื่อนไข คือการเสริมสร้างทักษะให้กับเยาวชนแล้วก็ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศการมีส่วนร่วม รวมไปถึงการคุ้มครองแล้วก็สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนกล้าแล้วก็สบายใจที่จะสามารถ มีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายได้นะครับ
สไลด์ถัดไปได้เลยนะครับ สำหรับพื้นที่การเมืองปกตินะครับ ในพื้นที่การเมือง ปกติกลไกพื้นฐานที่สุดที่ประชาชนคนหนึ่งจะสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายก็คือ ผ่านกลไกการเลือกผู้แทน กลไกการเลือกผู้แทนนับเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ผู้แทนทางการ เมืองแล้วก็ผู้ที่เข้าสู่อำนาจทางการเมืองตอบสนองต่อการแก้ปัญหาแล้วก็เติมเต็มความ ต้องการของประชาชนรวมถึงรับผิดชอบต่อความต้องการของประชาชน เปลี่ยนเป็นสไลด์ ถัดไปได้เลยนะครับ แต่ทุกวันนี้เยาวชนไม่ได้มีสิทธิในการที่จะเลือกผู้แทนอย่างเสมอภาค กับประชาชนกลุ่มอื่น ส่วนหนึ่งเกิดจากการตั้งเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการมีสิทธิในการเลือกตั้งที่ อาจจะต่ำเกินไป เราต้องไม่ลืมด้วยว่าเยาวชนเป็นกลุ่มประชากรที่ไม่มีทรัพยากรทาง การเมืองอื่นนอกเหนือจากสิทธิเลือกตั้งที่เขาจะสามารถที่จะโน้มน้าวให้ผู้แทน ให้ผู้มีอำนาจ ทางการเมืองสามารถที่จะตอบสนองแล้วก็รับฟังเขาอย่างมีความหมาย ถ้าเราดูถึงอายุขั้นต่ำ ในการมีสิทธิเลือกตั้งในปัจจุบันที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ไว้ที่ ๑๘ ปี เราจะเห็นว่า มันเป็นเกณฑ์อายุที่อาจจะสูงเกินไปโดยที่ไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบตามช่วงวัย ของเยาวชน เยาวชนอายุ ๑๕ ปี เป็นช่วงวัยที่สามารถที่จะถูกศาลตัดสินลงโทษอาญาได้แล้ว แต่เขากลับไม่มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการเลือกผู้แทนมากำหนดกฎหมายที่อาจจะถูกนำมา จำกัดสิทธิและลงโทษเขา เยาวชนอายุ ๑๕ ปี เป็นช่วงวัยที่สามารถรับจ้างงานได้แล้ว มีโอกาสเสียภาษีเงินได้จากน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานของเขาเอง แต่ว่าเขากลับไม่มีสิทธิ เลือกผู้แทนที่จะเข้ามากำหนดการเก็บภาษี เข้ามากำหนดการจัดสรรงบประมาณเพื่อที่เป็น เงินที่อาจจะเขาก็มีส่วนในการร่วมจ่าย แล้วเราต้องไม่ลืมด้วยว่าเยาวชนยิ่งอายุน้อยเท่าไร ก็ยิ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่จะต้องแบกรับผลลัพธ์การตัดสินใจต่าง ๆ ผลลัพธ์การตัดสินใจนโยบาย ในระยะยาวมากขึ้น เพราะฉะนั้นโดยเหตุผลเหล่านี้เมื่อคำนึงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบ ของเยาวชนกลุ่มอายุที่ต่ำกว่า ๑๘ ปี อาจจะเป็นกลุ่มอายุช่วง ๑๕-๑๗ ปี อายุเลือกตั้งอาจจะ สามารถถูกลดลงจากในปัจจุบันได้ ถ้าเราดูในหลายประเทศเราจะเห็นว่าการลดอายุเลือกตั้ง ให้ต่ำลงจาก ๑๘ ปีนี้เป็น Trend ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะใน ภูมิภาคยุโรปและภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งมีการลดอายุเลือกตั้งในหลายรูปแบบ ทั้งการลด อายุเลือกตั้งในทุกระดับ แล้วก็การลดอายุเลือกตั้งเฉพาะบางระดับ เช่นการเลือกตั้งระดับ ท้องถิ่น ผลลัพธ์จากการลดอายุเลือกตั้งในแต่ละประเทศส่งผลให้เยาวชนมีแนวโน้ม ที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น เชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยในระยะยาว มากขึ้น แล้วก็ยึดถือยึดมั่นกับคุณค่าในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น หลายท่านอาจจะตั้ง คำถามว่าเยาวชนในช่วงวัยที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ช่วง ๑๕-๑๗ ปี มีขีดความสามารถในการ ที่จะตัดสินใจเลือกตั้งแค่ไหน จากงานศึกษาเราพบว่าเยาวชนช่วงอายุ ๑๕-๑๗ ปี รบกวน เปลี่ยนสไลด์ด้วยนะครับ มีความสนใจติดตามทางการเมืองนี้ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด นับเป็นสัดส่วนถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่ได้ต่ำกว่ากลุ่มเยาวชนอายุ ๑๘ ปี อย่างมีนัยสำคัญนัก ในขณะเดียวกันเยาวชนในช่วงอายุนี้ก็เป็นช่วงอายุที่มีพัฒนาการทาง สมองในการตัดสินใจที่ไม่ต้องถูกกดดันอย่างเร่งรีบสมบูรณ์แล้ว และเป็นวัยที่สำเร็จการศึกษา เป็นวัยโดยเฉลี่ยในการสำเร็จการศึกษาภาคบังคับแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเราอาจอนุมานได้ว่า เยาวชนในช่วงอายุนี้มีศักยภาพที่จะสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ และในขณะเดียวกัน ผลการศึกษาในประเทศที่มีการลดอายุเลือกตั้งแล้ว ก็พบว่าเยาวชนในช่วงอายุดังกล่าวนี้ สามารถที่จะตัดสินใจเลือกตามความต้องการและตามอุดมการณ์ของตนเองได้ โดยที่ไม่ถูก ครอบงำ ชี้นำ หรือว่าถูกนำไปสู่การตัดสินใจที่เห็นผิด ข้อเสนอในการที่จะปรับปรุงการมีส่วน ร่วมของเยาวชนผ่านกลไกผู้แทน นอกจากการลดอายุขั้นต่ำในการมีสิทธิเลือกตั้งแล้ว อาจจะ ครอบคลุมถึงข้อเสนอในการที่ลดอายุขั้นต่ำในการมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ซึ่งอาจจะลดให้อยู่ระหว่าง ๑๘-๒๕ ปีแล้วแต่ตำแหน่ง รวมถึงการส่งเสริมการสร้างปีก แล้วก็พัฒนาปีกเยาวชนในพรรคการเมือง และขับเคลื่อน นโยบายส่งเสริมการมีส่วนร่วมในมิติอื่นที่จะได้นำเสนอในชุดนโยบายในวันนี้ไปควบคู่กัน ที่สำคัญคือการเสริมสร้างความรู้และทักษะแก่เด็กและเยาวชนให้พวกเขาสามารถที่จะใช้สิทธิ เลือกตั้งได้อย่างสมบูรณ์และได้อย่างตอบสนองความต้องการของเขาได้อย่างดีที่สุด รบกวน ไปสไลด์ถัดไปครับ นอกจากการมีส่วนร่วมทางอ้อมผ่านกลไกผู้แทนแล้ว เยาวชนยังมี แนวโน้มที่จะต้องการการมีส่วนร่วมทางตรง การมีส่วนร่วมที่ไม่ใช่แค่การเลือกผู้แทนเท่านั้น จากผลสำรวจจากเยาวชนมากกว่า ๒๐,๐๐๐ ตัวอย่างทั่วประเทศนี้ เราพบว่าแนวโน้ม พฤติกรรมการมีส่วนร่วมของเยาวชนมีลักษณะที่เป็นการมีส่วนร่วมที่ไม่ผ่านองค์กรจัดตั้ง ตอบสนองสถานการณ์เฉพาะเรื่องและผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่ช่องทางการมีส่วนร่วม ทางตรงที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ในปัจจุบันเป็นช่องทางที่เน้นการมีส่วนร่วมในการเสนอ กฎหมายเท่านั้น ในขณะที่เครื่องมือในการรับฟังความเห็นของประชาชนและเยาวชนใน รูปแบบอื่นก็มีลักษณะที่ใช้ประชาชนหรือว่าเยาวชนเป็นเพียงไม้ประดับ เป็นเพียงตรา ประทับที่จะต้องผ่านไปตามกระบวนการ โดยที่ไม่ได้ให้เยาวชนหรือประชาชนสามารถที่จะมี สิทธิมีเสียงในการที่จะแสดงความเห็น เสนอข้อคิดเห็น ต่อการกำหนดนโยบายได้อย่างมี ความหมายตลอดกระบวนการอย่างแท้จริง ไม่นับรวมว่ารูปแบบและวิธีการการมีส่วนร่วมที่ เปิดกว้างอยู่ในปัจจุบันนี้มีรูปแบบที่อาจจะไม่เป็นมิตรกับเยาวชน ตั้งแต่เรื่องการใช้ภาษาที่ อาจจะยากเกินไป แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจจะไม่สอดคล้องกับ พฤติกรรมและวิถีชีวิตของเยาวชน เพราะฉะนั้นจากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ จึงมีข้อเสนอให้มีการขยายสิทธิในการที่เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมทางตรง ซึ่งแน่นอนว่า รวมถึงการขยายสิทธิของประชาชนทุกคนในการมีส่วนร่วมทางตรงได้มากขึ้น ซึ่งครอบคลุม ถึงการเข้าชื่อเพื่อเสนอข้อเรียกร้อง และมีเงื่อนไขให้รัฐมนตรีจำเป็นต้องตอบกลับ รวมถึง หรือถ้ามีชื่อถึงจำนวนที่กำหนดอาจจะต้องเป็นเงื่อนไขให้เกิดการอภิปราย ถูกบรรจุเป็นญัตติ อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร สิทธิในการเข้าชื่อนี้อาจหมายรวมถึงสิทธิในการ เข้าชื่อเพื่อเสนอให้มีการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่ง ระดับสูง ซึ่งเป็นสิทธิที่เลือนหายไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และการใช้สิทธิเหล่านี้ควร จะสามารถใช้ได้โดยง่าย สามารถดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ แพลตฟอร์ม ออนไลน์ กลางของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีต้นทุนต่ำในการริเริ่มการเข้าชื่อแล้วก็สามารถที่จะ ดำเนินกระบวนการตลอดกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกสบาย นอกจาก กระบวนการในการเสนอข้อเรียกร้องแล้วอาจจะมีการเพิ่มช่องทางในการมีส่วนร่วมทางตรง ในการกำหนดนโยบายเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน