วรดร เลิศรัตน์ เสนอแนะการพัฒนากระบวนการประเมินผลกระทบต่อนโยบายและร่างกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น วรดร เลิศรัตน์ หารือปัญหาโครงสร้างและที่มาของสภาเด็กและเยาวชน รวมถึงเสนอแนวทางปฏิรูปเพื่อให้กลไกนี้สามารถสะท้อนเสียงของเด็กและเยาวชนได้อย่างทั่วถึงและเป็นอิสระ วรดร เลิศรัตน์ เสนอข้อเสนอในการปฏิรูปโครงสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชน โดยเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะพลเมืองทั้งในสถานศึกษาและสังคม ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพจากกลไกบุคคลที่สามเพื่อป้องกันการถูกคุกคาม และเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ไม่ไว้วางใจเยาวชนสู่การยอมรับศักยภาพในการตัดสินใจ
อาจจะรวมถึงการพัฒนา กลไกในการที่ให้เด็กและเยาวชนนี้สามารถที่จะมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นก่อนการกำหนด นโยบายที่อาจจะมีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนผ่านกระบวนการที่อาจจะเป็นกลไกใน ลักษณะการประเมินผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนของนโยบายและร่างกฎหมาย
สำหรับพื้นที่ถัดไป คือพื้นที่การเมืองเฉพาะเยาวชน พื้นที่การเมืองเฉพาะ เยาวชนรบกวนเปลี่ยนสไลด์ไปอีก ๒ สไลด์ถัดไปครับ ปัจจุบันประเทศไทยมีสภาเด็กและ เยาวชนเป็นพื้นที่การเมืองที่เปิดให้เด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน ๒๕ ปีนี้ เป็นช่องทางการ ที่ให้พวกเขาสามารถที่จะมีบทบาทในกระบวนการนโยบายได้ เปลี่ยนเป็นสไลด์ถัดไปได้เลย สภาเด็กและเยาวชนในปัจจุบันนี้เป็นสภาที่ถูกจัดตั้งอยู่ในทุกระดับ ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด และในระดับประเทศ แต่ว่ากลไกของสภาเด็กและเยาวชนในปัจจุบันนี้อาจจะยัง ไม่สามารถที่จะเป็นกระบอกเสียงของเยาวชนในการที่จะสะท้อนเสียงของพวกเขาและ สามารถมีบทบาทในกระบวนการนโยบายได้อย่างเหมาะสมนะครับ รบกวนเปลี่ยนสไลด์ได้ เลยนะครับ สภาเด็กและเยาวชนในปัจจุบันยังมีปัญหาหลายประการ ประการแรกคือ การขาดความเป็นตัวแทนที่ดีนะครับ ทุกวันนี้สภาเด็กและเยาวชนกฎหมายกำหนดให้มาจาก การเลือกกันเองนะครับ แต่กระบวนการเลือกกันเองของเด็กและเยาวชนนี้มักจะเป็นการ เลือกในวงจำกัดมากนะครับ เป็นการเลือกด้วยปัญหาของการจัดการเลือกตั้งที่อาจจะไม่ได้ เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนในวงกว้าง รวมถึงปัญหาในการประชาสัมพันธ์ ส่งผลให้การเลือกกันเองที่ว่านี้ มักเกิดขึ้นกับเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการสภาเด็กและเยาวชนอยู่แล้วนะครับ หรือเป็น เยาวชนที่อยู่ในเครือข่าย เช่น เป็นลูกหลานของผู้นำท้องถิ่นหรือเป็นผู้นำนักเรียนนะครับ ส่งผลให้การคัดเลือกไม่สามารถที่จะเป็นกลไกในการสะท้อนเสียงของเด็กและเยาวชนได้ อย่างเหมาะสม และเมื่อสภาเป็นระดับที่เหนือระดับตำบลขึ้นไปมาจากการเลือกกันเอง สภาระดับอำเภอมาจากการเลือกกันเองของสภาระดับตำบล สภาระดับจังหวัดก็มาจากการ เลือกกันเองของสภาระดับอำเภอนะครับ เมื่อโครงสร้างเป็นเช่นนี้กลไกการคัดเลือก กลไก การได้มาซึ่งสมาชิกสภาเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำส่งผลให้ระบบของสภา ทั้งระบบไม่สามารถที่จะสะท้อนเสียง ไม่สามารถเป็นตัวแทนที่ดีของเด็กและเยาวชนได้อย่าง เหมาะสมนะครับ คุณสมบัติหลายประการที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับสภาเด็กและเยาวชนนี้ ยังกีดกันให้เยาวชนหลายกลุ่มนี้ไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมผ่านสถาบันของสภาเยาวชนได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติเรื่องภูมิลำเนาที่ไม่อนุญาตให้เยาวชนที่อยู่นอกภูมิลำเนาในพื้นที่นั้น ๆ สามารถที่จะสมัครรับเลือก แล้วก็มีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกสมาชิกสภาเยาวชนในพื้นที่ นั้น ๆ ได้ รวมถึงคุณสมบัติเรื่องพรรคการเมืองที่ปัจจุบันนี้มีการห้ามเยาวชนที่เป็นเจ้าหน้าที่ พรรคการเมืองหรือเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมืองในการมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการสภา นะครับ สภาแต่ละระดับจะมีหน่วยงานกำกับดูแลอยู่ในปัจจุบันนะครับโดยที่สภา ระดับประเทศจะถูกกำกับดูแลโดยกรมกิจการเด็กและเยาวชนนะครับ สภาระดับจังหวัดและ ระดับอำเภอถูกกำกับดูแลโดยบ้านพักเด็กและครอบครัว ในขณะที่สภาระดับตำบลถูกกำกับ โดยบ้านพักเด็กและครอบครัวเช่นกันครับ แต่มีการถ่ายโอนอำนาจบางส่วนขอให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นั้นเป็นผู้ช่วยกำกับดูแลและสนับสนุนสภาแทน แต่เราพบว่า จากการศึกษาเราพบว่าทุกวันนี้หน่วยกำกับดูแลอาจจะใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจเรื่อง งบประมาณ รวมถึงอิทธิพลในมิติอื่น ๆ ในการแทรกแซงอิสระและการทำงานของสภาเด็ก และเยาวชน ทำให้สภาเยาวชนไม่สามารถสะท้อนเสียงของเยาวชนได้อย่างอิสระ และใน ขณะเดียวกันกลไกเหล่านี้ในหลายแห่งไม่ได้ให้การสนับสนุนกับสภาเด็กและเยาวชนอย่าง เพียงพอนะครับ ที่สำคัญนะครับแม้ว่ากฎหมายจะกำหนดให้สภาเด็กและเยาวชนเป็นองค์กร ที่มีบทบาทอย่างเป็นทางการในการเสนอความเห็นแล้วก็เป็นพื้นที่ในการมีส่วนร่วม ในกระบวนการนโยบายของเยาวชน แต่กฎหมายกลับไม่ได้กำหนดช่องทางที่ให้สภาเยาวชน สามารถที่จะมีบทบาทในการร่วมแสดงความเห็น ร่วมตัดสินใจ ร่วมบังคับใช้แล้วก็ร่วม ประเมินผลนโยบายอย่างเป็นทางการได้นะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอของคณะ อนุกรรมาธิการนะครับ รบกวนเปลี่ยนสไลด์ด้วยนะครับ มองว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เรา จำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างและที่มาของสภาเยาวชนนะครับ ให้สภาเยาวชนสามารถ ที่จะสะท้อนเสียงของเยาวชนอย่างทั่วถึงได้มากขึ้น โดยสภาระดับจังหวัดและระดับประเทศ นี้ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของเยาวชนนะครับ ผ่านสถานศึกษาและแพลตฟอร์มซึ่ง เยาวชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายนะครับ รวมถึงควรมีการยกเลิกการห้ามเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ ไม่ใช่ภูมิลำเนาของตัวเอง หรือมีบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองในการมีส่วนร่วม ผ่านกลไกสภาเยาวชนนะครับ นอกจากนี้ควรที่จะมีการขยายช่องทางการมีส่วนร่วมเชิง นโยบายที่เป็นทางการ เพื่อให้สภาเยาวชนสามารถที่จะส่งเสียงและสร้างความเปลี่ยนแปลง จริงกับกระบวนการนโยบายได้มากขึ้นนะครับ ซึ่งอาจจะครอบคลุมตั้งแต่การที่ให้สภา เยาวชนมีอำนาจในการรับปรึกษาร่างกฎหมายและนโยบาย ถ้าเป็นสภาระดับชาติก็จาก คณะรัฐมนตรีนะครับ ถ้าเป็นสภาในระดับท้องถิ่นก็จากคณะบริหารท้องถิ่นในท้องถิ่นนั้น ๆ นะครับ ให้สภาเยาวชนมีสิทธิที่จะเสนอข้อเรียกร้องต่อฝ่ายบริหารแล้วต้องได้รับการ ตอบ กลับให้สภาเยาวชนมีสิทธิที่จะเสนอร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎรหรือร่างข้อบังคับ ท้องถิ่นต่อสภาท้องถิ่นนะครับ รวมถึงให้ตัวแทนของสภาเยาวชนเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ในคณะกรรมการนโยบายที่เกี่ยวข้องนะครับ ข้อเสนอเหล่านี้เป็นข้อเสนอที่มีการปรากฏ และใช้จริงในต่างประเทศนะครับ แล้วพบว่าเป็นช่องทางอย่างดีมากที่จะเป็นพื้นที่ให้เสียงของเยาวชนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง นโยบายและสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม สามารถตอบสนองเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้น นอกจากการขยายช่องทางการมีส่วนร่วมแล้ว สภาเยาวชนก็อาจจะจำเป็นที่ต้องมี มาตรการในการคุ้มครองให้พวกเขาสามารถที่จะมีจุดยืน แสดงความเห็นและดำเนินกิจกรรม ได้อย่างมีอิสระมากขึ้น ผ่านการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนครับในการที่หน่วยกำกับดูแลจะใช้ ดุลพินิจในการพิจารณาโครงการและนโยบายของสภาเด็กและเยาวชน รวมถึงการเติม ทรัพยากรเพื่อเสริมสร้างทักษะแล้วก็เสริมสร้าง Idea ต่าง ๆ ให้กับเยาวชนเสริมสร้าง ให้เขาสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ในวงกว้างมากขึ้น สไลด์ถัดไป นอกเหนือจากการมีส่วนร่วม ผ่านช่องทางที่เป็นสภาเด็กและเยาวชนแล้วนะครับ ข้อเสนออาจจะครอบคลุมถึงการพัฒนา แหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนเยาวชนที่ต้องการที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อเสริมเพื่อสร้างความ เปลี่ยนแปลงทางสังคมนะครับ โดยที่การพัฒนาแหล่งเงินทุนสนับสนุนการมีส่วนร่วมของ เยาวชนนั้นจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึง ข้อคิดคำนึง ๓ ประการ คือนอกจากการที่พยายามที่จะ เพิ่มแหล่งเงินทุนแล้วนี่ จะต้องสร้างสมดุลกฎระเบียบ ให้กฎระเบียบที่กำกับการใช้เงินทุน เหล่านั้นทำให้การใช้เงินทุนของเยาวชนเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ แต่ใน ขณะเดียวกันก็ต้องไม่สร้างภาระทางธุรการ ภาระทางการบริหารจัดการที่มากเกินไปจน เยาวชนไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนเหล่านั้นได้จริง รวมถึงจำเป็นที่ต้องมีการเสริมสร้างทักษะให้ เยาวชนผู้รับทุนสามารถที่จะขอรับทุนและบริหารจัดการทุนนั้นได้อย่างตอบโจทย์และมี ประสิทธิภาพสูงสุด สไลด์ถัดไปได้เลยครับ สำหรับพื้นที่สุดท้ายคือพื้นที่ของสถานศึกษา ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานศึกษาเป็นพื้นที่ที่เยาวชนนี้จำเป็นต้องใช้ชีวิต แล้วก็มีผลกระทบกับชีวิต ของเด็กและเยาวชนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้นการให้เยาวชนมีบทบาทมากขึ้นในการ กำหนดนโยบายของสถานศึกษานี่นับเป็นโจทย์สำคัญในการที่ทำให้นโยบายสาธารณะทั้ง ระบบ รวมถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการศึกษานี้ตอบโจทย์ความต้องการและแก้ปัญหา ของเด็กนักเรียนของนิสิตนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น รบกวนสไลด์ถัดไปเลยทุก วันนี้มีการส่งเสริมองค์กรผู้แทนนักเรียนในระดับโรงเรียนก็มีการส่งเสริมให้มีการดำเนินงาน สภานักเรียนและคณะกรรมการนักเรียนในระดับของมหาวิทยาลัยก็มีการส่งเสริมในลักษณะ เดียวกัน แต่ว่าทุกวันนี้การส่งเสริมในลักษณะให้มี แต่ว่าไม่ได้พยายามส่งเสริมให้สภา หรือองค์กรผู้แทนนักเรียนเหล่านี้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพนะครับ องค์กรผู้แทน นักเรียนส่วนใหญ่จากที่เราศึกษามานี้ประสบปัญหาการขาดความเป็นตัวแทนที่ดีจากการที่ อาจจะถูกผู้บริหารหรือว่าครูในสถานศึกษาหลายแห่งแทรกแซงกระบวนการได้มาซึ่งผู้แทน ขาดอิสระในการที่จะกำหนดจุดยืนและดำเนินกิจกรรมของตัวเอง ขาดช่องทางที่จะมีส่วน ร่วมในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจประเด็นสำคัญในสถานศึกษาของตนเองและขาดการ สนับสนุนทรัพยากรและการฝึกอบรมที่เพียงพอ ข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่า ควรให้มีการตรากฎเพื่อรับรองหลักการในการมีส่วนร่วมของนักเรียนว่าผู้เรียนสามารถที่จะมี ส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางนโยบาย และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญที่มี ผลกระทบต่อชีวิตเขาในโรงเรียนได้ รับรองวิธีการได้มาจะต้องยึดโยงและสะท้อนเสียงของ ผู้เรียนและรับรองให้องค์กรผู้แทนผู้เรียนเหล่านี้มีอำนาจบางส่วนในการที่จะร่วมให้ความเห็น และร่วมตัดสินใจนโยบายภายในสถานศึกษาของตัวเอง โดยที่กฎเหล่านี้ควรจะวางหลักการ ในลักษณะกว้าง ๆ และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนในแต่ละสถานศึกษารวมกับครู ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องที่เป็นประชาคมในสถานศึกษานั้นสามารถร่วมกันกำหนดกติกาในการที่จะอยู่ ร่วมกันในสถานศึกษานั้นด้วยตัวเอง ในขณะเดียวกันเราพบว่าทุกวันนี้แม้ว่ารัฐบาลมีนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายในการส่งเสริมองค์กรผู้แทนนักเรียน แต่การนำไปปฏิบัติ กลับมีปัญหาหลายอย่างในการนำไปปฏิบัติจริงในระดับสถานศึกษา เพราะว่าเราพบว่า มันขาดเครื่องมือและวิธีการขาดคำแนะนำในการนำนโยบายเหล่านี้ในการปฏิบัติจริง เพราะฉะนั้นรัฐบาลอาจร่วมมือกับภาคประชาสังคมในการพัฒนากล่องเครื่องมือ ในการ ส่งเสริมกิจกรรมผู้แทนนักเรียนเพื่อให้องค์กรผู้แทนเหล่านี้ให้แต่ละสถานศึกษานี้สามารถที่ จะเลือกนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ข้อเสนอในการให้ผู้มีส่วนร่วมในการบูรณาการกระบวนการนโยบายของระบบ การศึกษามากขึ้นอาจรวมถึงการให้ผู้เรียนมีผู้แทนในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องมากขึ้น นะครับ ตั้งแต่คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาในประเทศไทยไม่มีผู้แทนของ ผู้เรียน ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องแปลกว่าเรามีผู้แทนจากหลายภาคส่วนไม่ใช่แค่ครู ผู้ปกครอง แต่รวมไปถึงศิษย์เก่าใช่ไหม รวมไปถึงชุมชน รวมไปถึงวัด รวมไปถึงศาสนสถานในพื้นที่ แต่กลับไม่มีผู้แทนของผู้เรียนซึ่งเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรงของนโยบายในสถานศึกษา เพราะฉะนั้นผู้เรียนควรที่จะได้รับการเปิดพื้นที่ให้มีผู้แทนในการที่จะร่วมให้ความเห็นและ ร่วมตัดสินใจในคณะกรรมการของสถานศึกษา รวมไปถึงคณะกรรมการระดับสูงขึ้น ไม่ว่าจะ เป็นคณะกรรมการในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องมีส่วนในการ กำหนดนโยบายการศึกษาระดับชาติ การมีส่วนร่วมของผู้เรียนยังอาจจำเป็นที่จะต้องอาศัย การเปิดเผยข้อมูลของสถานศึกษาในลักษณะที่เปิดกว้างให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการมีส่วนร่วม ของผู้เรียนและอยู่ในรูปแบบที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้ง่าย สามารถก่อให้เกิดการ เปรียบเทียบระหว่างสถานศึกษาได้ง่าย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถที่จะนำไปใช้ในการที่จะสร้าง ความเห็นแล้วก็วิเคราะห์ระดมความเห็นในการที่จะเสนอไปสู่ผู้บริหารได้อย่างเหมาะสม
สุดท้ายนี้อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการและประธานอนุกรรมาธิการได้ เกริ่นไว้ รบกวนเปลี่ยนสไลด์ด้วยนะครับ การปฏิรูปโครงสร้างในการมีส่วนร่วมเหล่านี้จะ ไม่สามารถที่จะนำไปสู่การสร้างการมีส่วนร่วมที่มีความหมายอย่างแท้จริงได้เลย หากไม่มีการ ปฏิรูปหรือสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของเยาวชนนะครับ ซึ่งนั่นครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมทักษะของตัวเยาวชนเอง ผ่านการศึกษา พลเมืองศึกษา ผ่านกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาที่จะมีส่วนช่วยในการที่จะปลูกฝังทักษะการเป็นพลเมือง และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในฐานะพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย การส่งเสริม ทักษะนี้ยังครอบคลุมถึงการส่งเสริมทักษะกับผู้ใหญ่ที่ทำงานกับเยาวชน ทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่ ที่ทำงานกับเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นคุณครู เป็นอาจารย์ที่ดูแลองค์กรผู้แทนผู้เรียน เป็นพี่เลี้ยง ของสภาเด็กและเยาวชน เป็นบุคคลที่จะต้องทำงานร่วมกับเยาวชน สามารถที่จะรับฟัง เยาวชนอย่างเปิดกว้าง สามารถที่จะให้กำลังใจเยาวชน สามารถที่จะให้คำปรึกษากับการทำ กิจกรรมของเยาวชนได้อย่างเหมาะสมนะครับ และที่สำคัญจำเป็นที่จะต้องสร้างสังคมไทย ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการมีส่วนร่วมของเยาวชนนะครับ ทุกวันนี้เยาวชนที่ออกมามี บทบาทในการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นในระดับสถานศึกษาไปจนถึงระดับประเทศจำนวนมาก ถูกคุกคาม ถ้าในระดับสถานศึกษาก็อาจจะถูกคุกคามจากครูหรือสถานศึกษาเองก็ดี ถ้าใน ระดับประเทศก็อาจจะถูกคุกคามจากหน่วยงานรัฐบางหน่วยงาน เราจะมีกลไกอย่างไรในการ ที่จะคุ้มครองไม่ให้ผู้ที่ออกมามีส่วนร่วมนี้ถูกคุกคาม ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยเหล่านี้จำเป็น ที่จะต้องมีกลไกของบุคคลที่ ๓ ในการที่จะเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลไม่ให้ผู้มีอำนาจในแต่ละ บริบท ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่สถานศึกษาหรือพื้นที่การเมืองปกติสามารถใช้อำนาจในการ กดปราบการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนนะครับ และสุดท้ายก็จะเป็นการผลิตซ้ำ วัฒนธรรมที่กดทับการมีส่วนร่วมของเยาวชนที่มองเยาวชนเป็นคนนอก มองเยาวชนเป็นคน ที่ไม่เท่ากันกับผู้ใหญ่กลุ่มอื่น ๆ แล้วก็ไม่ไว้วางใจเยาวชนไม่ไว้วางใจในศักยภาพที่พวกเขา สามารถที่จะคิดและตัดสินใจเพื่อตนเองได้อย่างเหมาะสม ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอในการปฏิรูป โครงสร้างการมีส่วนร่วมในทั้ง ๓ พื้นที่ และการสร้างสภาพแวดล้อมใน ๒ เงื่อนไขที่คณะ อนุกรรมาธิการได้ศึกษามา แล้วก็ยินดีที่จะรับฟังความเห็นของสมาชิกสภาทุกท่าน ขอบคุณครับ