จุลพันธ์ เสนอระบบ Payment Platform รัฐบาลกลาง เชื่อม DGA-ธนาคาร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๘

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ระบุว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ดำเนินการได้ทั้งระบบทางรัฐและแพลตฟอร์ม DGA พร้อมยืนยันว่าประชาชนสามารถสแกนชำระเงินได้จริง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เสนอแผนพัฒนาระบบ Application ทางรัฐเพื่อเป็น Payment Platform การชำระเงินกลางสำหรับสวัสดิการประชาชนในอนาคต โดยยกตัวอย่างระบบ SG Life ของสิงคโปร์ที่รวบรวมทุกสวัสดิการไว้ในที่เดียว จุลพันธ์ ออมรวิวัฒน์ อธิบายระบบการชำระเงินแบบ Open Loop ที่เชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและธนาคารพาณิชย์ โดยชี้แจงว่าประชาชนต้องใช้งาน Application ของรัฐเพื่อเชื่อมต่อกับบริการทางการเงินของธนาคารต่างๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการโอนเงินและการชำระบัญชี จุลพันธ์ ออมรวิวัฒน์ ชี้แจงกลไกกำกับดูแลโครงการร้านค้าขนาดเล็ก โดยเสนอให้ใช้ Negative List สินค้าต้องห้ามแทนการตรวจสอบ Point of Sale เพื่อลดภาระและป้องกันคดีความ พร้อมยืนยันว่าระบบตรวจสอบประเภทสินค้าในอนาคตเป็น

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ขอประทานโทษเป็นตัวแทนของ ครม. มาตอบ ก็ได้รับมอบหมายมาจริง ๆ โดยท่าน นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งท่านติดภารกิจแล้วก็ มอบให้ผมมาตอบ ต้องเรียนอย่างนี้ครับ เนื่องด้วยคำถาม ถามว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มันก็เลยยิงเรื่องมาที่กระทรวงการคลังเพราะว่าไม่ได้ถามในเรื่องของ Payment Platform โดยตรง อาจจะเป็นความคลาดเคลื่อนก็ต้องกราบขอประทานอภัยท่านศิริกัญญา ซึ่งประเด็นนี้ ผมขอสั้น ๆ ท่านประธาน จริง ๆ แล้วมันมีการหารือกันว่าวันนี้เราทำเรื่องของกระทู้ถามสด ด้วยวาจา มันเหมือนสอบปัญหาเชาว์เพราะว่าไม่รู้คำถามก่อน แล้วก็ไม่รู้ว่าคนถามถามมา พวกผมก็ต้องใช้เชาว์ปัญญาในการตอบ แต่ถ้าอยากได้เนื้อหา อยากได้ข้อมูล เราอาจจะต้อง มานั่งปรับเปลี่ยนว่าในอนาคตกระทู้ถามสดก็ถามมาเลยจะได้เตรียมข้อมูล และเตรียมผู้ตอบ ที่มันตรงกับคำถามของท่านนะครับ อย่างไรก็ตามในวันนี้ผมเองก็ถือว่าได้ดูในเรื่องของ โครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทมาทุกเฟส ก็เป็นหนึ่งในคนที่อาจจะรู้พอสมควร ซึ่งคำถามของท่านศิริกัญญาผมจะเรียนยืนยันอย่างนี้ อย่างแรกเรื่องของ Payment Platform ว่าสามารถ Scan ในระบบทางรัฐได้หรือไม่ ซึ่งท่าน นายกรัฐมนตรีก็ถูก เพราะว่าสามารถดำเนินการได้ทั้ง ๒ ทาง ในส่วนของผู้พัฒนานี้ ได้พัฒนาแบบคู่ขนาน คือตัวระบบทางรัฐเอง ต้องเรียนอย่างนี้นะครับ ระบบทางรัฐไม่ใช่เรื่อง ของ Payment Platform DGA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็น Apps Developer ของรัฐ ได้พัฒนา มา ๔ ระบบครับ ตอนนี้มี ๑. ระบบลงทะเบียนประชาชน ๒. ระบบลงทะเบียนร้านค้า ๓. ทางรัฐ Wallet แล้วก็ ๔. คือระบบแพลตฟอร์มการชำระเงิน แต่ที่เวลาเราใช้คำว่า ทางรัฐ มันคือหน้ากาก มันคือหน้ากากที่ประชาชนจะต้องใช้ ส่วน Application จริง ๆ ในการที่จะ เรียกโหลด เรียกขึ้นมาดำเนินการมันอยู่เบื้องหลังนี่ อันนี้สำหรับผู้ใช้ สำหรับ User ทั้งหมด มันอาจจะไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องไปรู้ว่า Application นั้นเป็นอะไร แต่กลไกในการที่จะ สามารถดำเนินการในการชำระเงินเมื่อมีการเติมเงินหมื่นผ่าน Digital Wallet ไปยังประชาชน แล้วสามารถทำได้ ๒ ช่องทาง

๑. ก็คือใช้ตัว Application ทางรัฐนั่นละ ซึ่งก็กำลังพัฒนาอยู่ แล้วเราก็คงมี ความเชื่อมั่นว่าสามารถดำเนินการได้ครบถ้วน เพราะในอนาคตครับ อย่างไรก็ตามในอนาคต ตัว Application ทางรัฐ รวมถึงระบบการชำระเงินทั้งหมดนี้มันจะเป็นระบบ Payment Platform การชำระเงินกลางของรัฐซึ่งประชาชนสามารถใช้ได้ สำหรับเงินในประเภท ต่าง ๆ ในอนาคตเราก็คงจะต้องโยกย้ายในเรื่องของสวัสดิการประเภทต่าง ๆ มารวมศูนย์ อยู่ในจุดเดียว ซึ่งตรงนี้เราไปดูในเรื่องของ Application ในต่างประเทศ ถ้าท่านไปดู Application เช่น SG Life ของสิงคโปร์เป็นเช่นนั้นครับ คือเปิดขึ้นมาจะมีสวัสดิการ ทุกประเภทที่รัฐมอบให้กับประชาชนอยู่ในที่เดียวคือ Application ตัวนี้ เราก็ต้องพัฒนา ไปให้ถึงนะครับ

๒. ก็คือในเรื่องของการเชื่อมต่อกับธนาคาร ทั้งสถาบันการเงิน ธนาคาร พาณิชย์ ทั้ง Non-Bank ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลุ่มที่เป็น Payment ของ Wallet ที่ไม่ได้เป็น แบงก์ ทุกกลุ่มที่เข้าร่วมตอนนี้ก็มีแจ้งความประสงค์เข้ามามากโดยเฉพาะแบงก์ใหญ่นี่ เข้าร่วมกับเราหมด ซึ่งตรงนี้เป็นระบบที่เรียกว่า Open Loop อย่างที่ท่านได้เรียน ก็คือการ ที่เขามาเชื่อมต่อกับเราโดยที่เขาไม่ได้เป็นคนทำในเรื่องของ Settlement ในเรื่องของการ Check คุณสมบัตินะครับ การ Check คุณสมบัติรวมถึงการ Clear ในเรื่องของการโอน การจ่ายเป็นเรื่องภายในของรัฐ เราเพียงแค่เปิดประตูให้ทางธนาคารเหล่านั้นมาเชื่อมต่อ เพื่อให้เกิดความสะดวกกับประชาชน เกิดความสะดวกและง่ายกับประชาชน เพราะมีความ คุ้นชินกับ Application ที่เป็นเรื่องของ Wallet เรื่องของการโอนจ่ายเงินของธนาคาร โดยปกติ อันนี้เป็นการสร้างความสะดวกให้กับผู้ใช้ ซึ่งสุดท้ายก็สามารถดำเนินการได้ทั้ง ๒ ทาง ทางเทคนิคลึก ๆ ผมอาจจะตอบท่านไม่ชัด แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมมีความเชื่อว่า ถึงแม้ว่าท่านจะใช้ Application ของธนาคารในการชำระเงินและจ่ายเงิน เข้าใจว่าสุดท้าย ก็ต้องโหลด Application ทางรัฐอยู่ดีเพื่อให้มันมีการ Linkage ระหว่าง ๒ Application ในการที่จะชำระเงิน เวลาที่ทำเรื่องของ Application ในการที่จะโอนจ่ายเงินมันต้องมีความ เชื่อมโยงทั้ง ๒ ทาง เพราะของธนาคารพาณิชย์เป็นในส่วนของผู้ใช้ แต่ในส่วนของทางรัฐเอง นี่เป็นในส่วนที่จะไปเชื่อมโยงกับระบบในเรื่องของการทำ Payment Platform แล้วก็การ Clearing บัญชีทั้งหมด การโอนบัญชีโอนเม็ดเงินทั้งหมดที่อยู่ด้านหลัง เพราะฉะนั้นมัน จำเป็นจะต้องโหลดทั้ง ๒ อย่างอยู่แล้วนะครับ แล้วก็เชื่อว่าตอนนี้ประชาชนที่ลงทะเบียน ก็โหลด Application ทางรัฐไปหมดแล้ว ขณะนี้มีผู้ที่ใช้งาน Application ทางรัฐรวมทั้งสิ้น ๓๔ ล้านคน เป็น Application ของรัฐที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด แล้วเราก็จะได้พัฒนามันต่อไป เพื่อให้มันเป็น Application กลางที่เป็นประโยชน์นะครับ

คำถามที่ ๒ ที่อยู่ในคำถามที่ ๑ นะครับ ก็คือเรื่องของการ Check ประเภท สินค้า ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าต้องเข้าใจอย่างนี้นะครับ กลไกที่เปลี่ยนท่านเข้าใจถูก เพราะกลไกในการกำกับดูแลค่อนข้างยาก เราเปิดโอกาสให้ร้านอย่างเช่น โชห่วยเข้ามาร่วม ในโครงการในฐานะร้านค้า ร้านโชห่วยไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Point of Sale ก็คือเครื่องในการที่ จะกำกับว่าออก Bill ออกมาว่าคนนี้ซื้อรายการอะไรบ้าง แล้ว Printout ออกมา แล้วก็ รายงานออกมาเป็นรายงานที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นมันจะยืนยันไม่ได้เลยว่าสุดท้ายเขาไปซื้อ อะไรในร้านค้านั้น ๆ สิ่งที่มันอาจจะเกิดตามมาคือหากเราไปกำกับในเรื่องของสินค้า Fraud จะเยอะมาก สิ่งที่เรียกว่าการใช้ผิดประเภท แล้วสุดท้ายมันจะเกิดคดีความเต็มไปหมดกับร้านค้าขนาดเล็ก เหล่านั้นนะครับ วันนี้เราก็เลยมีข้อเสนอมาจากหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมด้วยกันบอกว่า เราปรับเปลี่ยนเอาเรื่องของ Negative List ออก สินค้าต้องห้ามออกแล้วไปล็อกในเรื่องของ ร้านค้าเองนะครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอย่างที่ท่านได้ทราบนะครับ เราก็ได้ปรับเปลี่ยนมา ซึ่งอย่าง แรกเลยก็คือดึงดูดให้กับร้านค้าขนาดเล็ก เช่นโชห่วยเหล่านี้เข้ามาร่วมกับเราให้มากที่สุด ๒. ก็คือเขาปลอดภัยจากเรื่องที่จะบอกว่านำไปใช้แล้วผิดประเภทนะครับ นำไปใช้แล้ว ผิดกฎหมายแล้วต้องเกิดคดีความกันขึ้นมา จุดนี้เราปิดป้องหมดแล้วนะครับ ในส่วนของ สินค้าผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ มันคงจะเป็นการสื่อสารของท่านรัฐมนตรีว่าการครับ ซึ่งท่านมีความประสงค์ที่ดีนะครับ ท่านใช้คำว่า ตอนนี้เรายังไม่สามารถตรวจสอบเรื่องของ สินค้า ประเภทสินค้าที่ซื้อได้ แต่สุดท้าย Application ของเราก็ต้องพัฒนาครับ มันไม่ใช่ Application ของรัฐอยู่แล้วครับในข้อเท็จจริง คนที่จะต้องพัฒนาในเรื่องนี้ก็คือร้านค้าครับ ที่เขาจะต้องเป็นผู้ที่จะต้องมี Application ในการบอกว่าผู้ซื้อซื้ออะไร ผู้ขายขาย Item อะไร นั่นคือจุดที่เป็น Price of Sale ไม่ใช่รัฐ และเขาจะแจ้งเข้ามาที่เราหากในที่สุดแล้วระบบเรา เชื่อมต่อกันนะครับ วันนี้เราเอื้อมมือไปแล้ว แล้วเราจะเชื่อมต่อกับพี่น้องประชาชนกับร้านค้า ต่าง ๆ นะครับ แต่ข้อมูลเหล่านี้ทางร้านค้าโดยเฉพาะขนาดเล็กอย่างที่ผมยกตัวอย่างโชห่วย เขาไม่มีการเก็บครับ แต่ในที่สุดครับ รัฐบาลเราก็มองเป้าสำหรับประเทศไทยให้เป็นประเทศ ที่มันมีความคุ้นชิน มี Digital Adoption ให้มันมากที่สุดนะครับ สุดท้ายผมก็เชื่อครับว่า การพัฒนาไปเรื่อย ๆ ร้านค้าเหล่านั้นก็จะพัฒนาในเรื่องของ Application ในส่วนตัว เพราะว่ามันจะช่วยทั้งในเรื่องของการทำบัญชีรับ-จ่าย การที่จะสร้างเม็ดเงิน ทำให้เกิดผล กำไรให้ได้มากที่สุดมันเป็นประโยชน์กับเขาอยู่แล้ว ในที่สุดการพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เขาก็คงจะได้รับเอา Application ลักษณะนั้นมา และในที่สุดวันหนึ่งผมก็เชื่อว่าเราจะได้ ข้อมูลในประเภทของสินค้าให้มันได้มากที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะต้องไปพัฒนา Application เพื่อที่จะไปดึงเอาข้อมูลว่าประชาชนแต่ละคนซื้ออะไร ในขณะนี้มันไม่เกิดขึ้นครับ และมันไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงนะครับ ก็ชี้แจงคำถามที่ท่านได้ถามมาในเบื้องต้นตามนี้ครับผม