สมศักดิ์ เทพสุทิน ระบุปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลนและกระจายตัวไม่เหมาะสม โดยเสนอแนวทางแก้ไขระยะยาว 10 ปี ผ่านแผนปฏิรูปกำลังคนตามมติ ครม. เพื่อเพิ่มจำนวนแพทย์และเภสัชกรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งชี้ให้เห็นความจำเป็นในการลดจำนวนผู้ป่วยผ่านระบบบริการสุขภาพ 30 บาท รักษาทุกโรค
กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข ขออนุญาตท่านประธานได้ตอบกระทู้ถามสดของท่าน สส. กิตติ์ธัญญา วาจาดี สส. จังหวัดอุบลราชธานี เขต ๔ ในประเด็นปัญหาเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลน ในเรื่องนี้กระผมไม่ได้นิ่งนอนใจเมื่อมารับตำแหน่ง ประจวบกับในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนถ่าย ที่ผมมารับตำแหน่งนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเศรษฐา ทวีสิน ในขณะนั้นได้ให้ความสนใจใน ประเด็นเดียวกับที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีได้ตั้งกระทู้ถามว่าปัญหา การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์นี้ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน และได้ ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ดูแลในเรื่องของบุคลากรทางการแพทย์นี้นั่นก็คือ กระทรวง อว. ด้วยเพราะต้องทำงานร่วมกัน ปัญหาบุคลากรขาดแคลนและกระจายตัวไม่ เหมาะสมส่งผลต่อการให้บริการรักษาคนไข้เป็นปัญหาที่มีความเชื่อมโยงกัน เรื่องนี้เป็นเรื่อง ใหญ่มาก เป็นเรื่องที่ต้องแก้ให้เป็นระบบ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน สส.ผู้ทรง เกียรติว่าการแก้ปัญหาในแนวทางของแพทย์ขาดแคลน เราจะแก้เฉพาะการสร้างแพทย์ หรือ บุคลากรทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวไม่ได้เพราะผมคิดเป็นระบบ เมื่อได้เห็นตรงนั้นแล้ว เราจะเพิ่มแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อย่างไร เดี๋ยวมีคำตอบ แต่ผมมองว่ามันต้องลด ผู้ป่วยด้วย และการลดผู้ป่วยนั้นเราจะดูอย่างไรถึงจะลดได้ เราก็ดูเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ ของประเทศซึ่งผ่านระบบบริการ ซึ่งแนวทางของพรรคการเมืองคือพรรคไทยรักไทย ในอดีตที่ทำไว้นั่นคือ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค แล้วก็พัฒนามาเรื่อย ๆ ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ลักษณะของเจ็บป่วยที่ใดก็สามารถเข้าโรงพยาบาลได้ แล้วก็มาถึง ปัจจุบันนี้ ๓๐ บาทรักษาได้ทุกที่ นี่คือการดูแลพี่น้องประชาชน จะเห็นได้ว่ามีผู้คนเข้าไปใช้ บริการในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขถึง ๓๐๔ ล้านครั้งต่อปี ถ้าหากว่าเราเพิ่มแต่ จำนวนบุคลากรทางการแพทย์อย่างเดียวแล้วเราไม่ลดคนป่วยเลยเพิ่มเท่าไรก็ไม่พอ เรามี แผนพัฒนาในการเพิ่มบุคลากรทางการการแพทย์ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรีแล้ว อีก ๑๐ ปี ถึงจะทำได้ครบ เมื่อครบ ๑๐ ปีแล้วถ้าเราลดคนป่วยไม่ได้คนป่วยก็จะเพิ่มเป็น ๕๐๐ ล้านครั้งต่อปีสำหรับ การเข้าสู่โรงพยาบาล เราก็ต้องเพิ่มแพทย์อีกมันไม่รู้จบสิ้นในการดำเนินการใด ๆ เลย เรามี แนวทางในการแก้ปัญหาซึ่งผมเรียนท่านประธานว่า แผนของการดำเนินการนั้นผมจะค่อย ๆ ลำดับสถานการณ์กำลังคนของกระทรวงสาธารณสุขปัจจุบันนี้มีทั้งหมด ๔๑๕,๘๙๐ ตำแหน่ง และมีบรรจุจริง ๓๗๗,๘๘๗ ตำแหน่ง ยังขาดอยู่ ๓๘,๐๐๓ ตำแหน่ง ขาดทั้งข้าราชการ พนักงานราชการและพนักงานกระทรวง ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวรายเดือนครับ อย่างข้าราชการ ๒๔๒,๔๕๔ มีปฏิบัติจริง ๒๒๓,๑๗๕ นี่เป็นตัวอย่าง ผมจะไม่พูดหมดแต่พูด โดยภาพรวม จำนวนบุคลากรด้านสาธารณสุขต่อประชากร ๑๐,๐๐๐ คนเมื่อเปรียบเทียบ เอาเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นก็แล้วกันที่ท่าน สส. ได้ยกตัวอย่างของญี่ปุ่น ๑๐,๐๐๐ คน ประชากรคนไทยในปัจจุบันนี้มีแพทย์ ๑๐.๘ คน Rate แล้วก็ไม่ถึง ๑ คือประมาณแพทย์ ๑ คนกับประชากรประมาณ ๙๐๐ คน เป็นตัวเลขที่กระทรวงสาธารณสุขมีอยู่นะครับ และของ ญี่ปุ่นก็มีแพทย์ ๒๖.๑ คน ในส่วนของเภสัชกร ๑๐,๐๐๐ คนนี้มีเภสัชกร ๓.๗ คน ญี่ปุ่นเขามี ๒๐ คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่าน สส. ได้ชี้ให้เห็นก็ถึงจะไม่ถูกตรงกันเผงก็คล้ายคลึงกัน บุคลากร สาธารณสุข ๑ คน ต่อจำนวนประชากรที่เปรียบเทียบ ไทยก็เป็นตัวเลข ๑ ต่อ ๙๒๒ ญี่ปุ่น ๑ ต่อ ๓๘๓ เภสัชของไทย ๑ ต่อ ๒,๗๓๕ ญี่ปุ่น ๑ ต่อ ๕๐๐ พยาบาลญี่ปุ่น ๑ ต่อ ๘๐ แต่ของคนไทย ๓๑๕ คน เรามาดูมติคณะรัฐมนตรี อันนี้ผมมี Chart ติดมาด้วยพอดีเพราะว่า มันเป็น Chart ที่เราต้องติดตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๗ ครม. ได้เห็นชอบยุทธศาสตร์ปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้าน สาธารณสุขในภาพรวมระบบ ๑๐ ปี ปี ๒๕๖๗ ถึงปี ๒๕๗๗ กระทรวงสาธารณสุขได้หารือ กับกระทรวงอุดมศึกษาแล้วท่านเห็นในช่องของแพทย์ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีแพทย์ ๗๑,๖๐๐ กว่าคน กระทรวงสาธารณสุขมีส่วนอยู่ในนั้นคือ ๒๒,๐๙๓ คน เราต้องผลิตแพทย์ เพิ่ม ๓๑,๐๗๔ คน แล้วสาธารณสุขก็ยังต้องช่วยผลิตในส่วนของพระบรมราชชนก ๑๐,๐๐๐ คน ในส่วนของการดำเนินการตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่าเรายังขาดแคลนอีกมากมาย จะต้องเพิ่มเติม ในส่วนของการดำเนินการ เป้าหมายสำคัญของประเทศเรา แพทย์ไม่ใช่ ๑ ต่อ ๙๒๒ คน เหมือนปัจจุบันนี้ แต่เราต้องการเป้าหมาย ๑ ต่อ ๖๕๐ คน ซึ่งถ้าไม่มีคนป่วยเพิ่มมีประมาณปีละ ๓๐๔ ล้านครั้งที่เข้าโรงงานในขณะนี้ ๑๐ ปีพอดี แต่ผมไม่มั่นใจถ้าเราทำในกรณีเรื่องของการเพิ่มบุคลากรอย่างเดียวนั้นจะสามารถจัดการได้ ผมก็ดำเนินการในส่วนของการดำเนินการนะครับ ที่ผ่านมาเมื่อสักครู่ที่พูดไปมันเป็นการ แก้ไขปัญหาระยะยาว ๑๐ ปี แต่ว่าในระยะกลางจะต้องทำอะไร ระยะกลางต้องทำอย่างไร ให้คนป่วยน้อยลง ได้ปรึกษาหารือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายด้านนะครับ เราก็ไปพบว่า ตัวเลขของการใช้จ่ายในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในอดีตที่ผ่านมาจนถึง ปัจจุบันนะครับ มีการใช้จ่ายมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะมุ่งลด ทำให้คนป่วยลดลง ลดการไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลลดให้น้อยลง ลดการแออัด เราก็จัดการในเรื่องของ โครงการ คนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCD NCD ก็ Non-communicable disease ทำให้คนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเราก็ใช้ Slogan ว่า NCD ดีได้ด้วย กลไก อสม. ซึ่งในขณะนี้ก็ต้องการอยากจะผลิตกฎหมายให้ อสม. ซึ่งทราบว่าพรรคการเมือง ที่เสนอเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรแล้วมี ๒ พรรค คือพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย เสนอเรื่องเข้ามา ของ ครม. ต้องผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุนหมุนเวียนของ กระทรวงการคลัง เมื่อผ่านแล้วก็จะขอส่งเข้ามายังสภาผู้แทนราษฎร NCD ถือเป็นภาระหนัก ของระบบสาธารณสุขไทย เพราะปีหนึ่งตาย เสียชีวิตจาก NCD ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน ปัจจุบันมีคนป่วยในระบบการรักษา เฉพาะ NCD นี้ ๓๓ ล้านคน เบาหวานมีคนป่วยเพิ่มขึ้น ปีละ ๓๐๐,๐๐๐ คน มะเร็งป่วยเพิ่มขึ้นปีละ ๑๔๐,๐๐๐ คน และมะเร็งเสียชีวิตปีหนึ่ง ๘๓,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๖๐ เราดูงบงบประมาณบ้างครับ งบประมาณจำนวน ๑๒๗,๖๕๑ ล้านบาทของ ๓๐ บาทรักษาทุกที่นะครับ ในปี ๒๕๖๐ ใช้เป็นค่าใช้จ่ายรักษา NCD ถึง ๖๒,๑๓๘ ล้านบาท NCD เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเข้าโรงพยาบาลปีหนึ่ง ถึง ๓๐๔ ล้านครั้ง สูญเสียทางอ้อม ๑.๑ ล้านล้านบาท สูญเสียต้นทุนทางเศรษฐกิจ ๑.๖ ล้านล้านบาท ต่อปี การดำเนินการที่เกี่ยวข้อง NCD เพิ่มกว่าปีละ ๒ ล้านคน เห็นไหมครับ NCD โรคนี้ เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ดำเนินการใช้นโยบายการป้องกัน เพิ่มเติมขึ้นมาจากเดิม แล้วก็มั่นใจว่าไม่ได้ใช้งบประมาณเพิ่มเติม มีแต่จะใช้งบประมาณ น้อยลงนะครับ ท่านดูสิครับว่าถ้าหากว่าเราสามารถลดคนป่วยได้ ตัวเลขที่ผมได้ลำดับ ให้ฟังแล้ว ความแออัดที่อยู่ในโรงพยาบาลที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นห่วงอยู่นั้น ก็จะลดลง เราทำอะไรครับ วันนี้เรารณรงค์ให้มีการคิดคำนวณที่เรียกว่า นับ Carb ได้รับการ สนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ หน่วยงานอิสระที่เข้ามาช่วยอย่าง สสส. และหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาช่วยรณรงค์ แม้แต่แพทยสภาเห็นพ้องต้องกันกับเรื่องของการลดจำนวนผู้ป่วยที่เกิด จากการบริโภคอาหาร เราคำนวณจากอะไรครับ เราคำนวณจากพลังงานที่ใช้ต่อวันของคนที่ ทำงานหนัก ทำงานเบา และถ้าคนไหนมีภาวะที่เริ่มจะป่วย เช่น คนอ้วน คนมีความดัน คนเป็นเบาหวาน คนเป็นหลอดเลือด เริ่มต้นด้วยโรคประเภทนี้ แล้วหลังจากนั้นแล้ว ถ้าคนเป็นเบาหวานมันก็จะมาทุกโรค โรคตามกรรมพันธุ์ของบรรพบุรุษเป็นอะไรก็จะตามกัน มาเป็นท่องเป็นแถว เพราะฉะนั้นคนที่อ้วนหรือมีภาวะอ้วน ถึงไม่ใช่เป็นโรคหรือเป็นโรคต้องเตรียมระวังและ หันมาพิถีพิถันในเรื่องของการบริโภคอาหาร คือคาร์โบไฮเดรต แป้งและน้ำตาล มีคนเขาบอก ว่าคนไทยทำนาต้องบริโภคอาหารข้าวเป็นหลัก แต่ผมเรียนว่าคนทำงานหนักต้องบริโภคแป้ง ข้าวมาก ๆ แต่คนทำงานเบา อ่านเขียนหนังสือเหล่านั้นต้องบริโภคคาร์โบไฮเดรตให้น้อย และใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในวันนี้เราก็รณรงค์ให้คน นับ Crab และบริโภคคาร์โบไฮเดรตไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้ เรารณรงค์ไปแล้วเกือบ ๒๐ ล้านคน เกือบ ๒๐ ล้านคนติดเศษนิดหน่อย และเป้าหมายของเรา ๆ จะรณรงค์ให้ได้ ๕๐ ล้านคน ในวันที่ ๓๐ กันยายนหรือมากกว่านั้น และรณรงค์เราจะได้อะไร เราต้องเรียน แล้วนะครับว่าในประเทศอื่น ๆ ไม่มีระบบของสาธารณสุข อาสาสมัครหมู่บ้านหรือ อสม. เขาจึงจำเป็นต้องมีบุคลากรทางการแพทย์มากในอัตราส่วนที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้นำเสนอมานั้น แต่สำหรับประเทศไทยเราจะสามารถลดผู้ป่วยโดยเฉพาะโรคของการกิน แป้งและน้ำตาลมากเกินความจำเป็นตรงนี้ และวันนี้นับ Crab ได้เกือบ ๒๐ ล้านคน และถ้า นับครบถึง ๕๐ ล้านคนเมื่อไร กระทรวงสาธารณสุขก็เตรียมหารางวัลให้กับ อสม. ไว้แล้ว โดยการตรวจสุขภาพร่างกายให้ครบถ้วนตามจำนวนของการดำเนินการต่าง ๆ เหล่านั้น แล้ววันนี้ก็ลุกลามไปถึงพระภิกษุสงฆ์ พระภิกษุสงฆ์นี่มีความเจ็บไข้ได้ป่วยถึง ๗๘ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องของการบริโภคตรงนี้ กระผมและกระทรวงสาธารณสุขได้ไปถวายความรู้แก่พระภิกษุสงฆ์ ได้นิมนต์ขอพระอนุญาตจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ไปที่วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี