ณัฐวุฒิ บัวประทุม ตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการมีตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมที่อาจเกิดประโยชน์ขัดกัน รวมถึงการจัดสรรผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรเอกชนที่ควรมีความเป็นธรรม ครอบคลุม และชัดเจนในเกณฑ์การคัดเลือก พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงหลักเกณฑ์การแต่งตั้งอย่างโปร่งใสและรับฟังความเห็นจากสภาวิชาชีพเพื่อความรอบด้านและน่าเชื่อถือ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง บ้านเดียวกับท่านประธานนะครับ ท่านประธานครับ ในกรณีมาตรา ๑๐ ที่มีการแก้ไขมาตรา ๑๐ นั้น แน่นอนครับในเชิงหลักการผมเองยังมีข้อคิดเห็นที่แตกต่าง ในเรื่องของการที่จะมีคณะกรรมการเราคงไม่สามารถปฏิเสธการลงมติที่ผ่านคณะกรรมการ ในระดับนโยบายไปได้ แต่ว่าในเมื่อมีคณะกรรมการขึ้นใหม่ชุดหนึ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ผมเองโดยหลักการก็ไม่ได้สนับสนุนให้มีคณะกรรมการ มากจนเกินไปนะครับ ถามกันอย่างตรงไปตรงมาว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการท่านได้สอบถามท่านรัฐมนตรีหรือไม่ว่าท่านนั่งเป็นประธาน กรรมการต่าง ๆ อยู่แล้วกี่คณะ อย่างไรก็ตามอันนั้นเป็นพลความครับ แต่ผมคิดว่ามีประเด็น อยู่สัก ๔ ประเด็นที่คงต้องตั้งข้อสังเกตหรือถามท่านกรรมาธิการถึงที่มาที่ไปทั้งถ้อยคำ ที่มีการเพิ่มเติมเข้ามา แล้วก็ถ้อยคำที่มีการตัดออกไป ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการเพิ่ม (๓/๒) แล้วก็ (๓/๓) แน่นอนครับ (๓/๒) (๓/๓) นั้น หนีไม่พ้นไม่ว่าจะเป็นตัวแทนองค์กรแบบใดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ว่าเป็นองค์กรที่มีลักษณะ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การจำหน่าย การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แน่ ๆ พูดกัน ภาษาทางกฎหมายก็เรียกว่า Conflict of Interest หรือประโยชน์ขัดกันแห่งกฎหมาย หรือประโยชน์ขัดกันในเชิงของนโยบาย หรือประโยชน์ขัดกันในเชิงของธุรกิจต่าง ๆ ฉะนั้น Concept หรือที่มาที่ไปในการนำคณะแบบนี้เข้ามาในคณะกรรมการในระดับชาตินี่ ท่านใช้หลังพิงแบบใด อ้างอิงกฎหมายใด ท่านอาจจะบอกว่ามีมาตรา ๑๕/๑ รองรับไว้แล้ว กรณีที่มีการใส่ไว้แบบนี้ในท้ายที่สุดถ้าเวลาที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา เขาก็ต้องเดินออก จากที่ประชุมไม่อยู่ในการลงมติ ผมคิดว่าในเชิงปฏิบัติอาจทำได้จริงครับแต่มันไม่สามารถ ปฏิเสธผล ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีผลต่อการพิจารณาหรือการลงมติหรือไม่ ผมเองเคยเป็นบอร์ด ในคณะกรรมการระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีคุณหมอหลายคน เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่คุณหมอเหล่านั้นท่านก็เป็นเจ้าของธุรกิจคลินิกหรือสถานพยาบาล ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มันหนีไม่พ้นผลประโยชน์ทับซ้อน ฉะนั้นนั่นเป็น ประเด็นที่ ๑ ที่ผมต้องการคำตอบอย่างหนักแน่นจากทางกรรมาธิการว่าท่านใส่แบบนี้ไปได้ อย่างไร
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าจะเอาอย่างไรกันแน่กับกรณี (๓/๑) เรื่อง ผู้แทนองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านใช้ Concept แบบไหน ถ้าท่านบอกว่าต้องการให้มีผู้แทนองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นครบทุกรูปแบบมันก็ไม่ควรจะออกมาเป็นหน้าตาอยู่ที่ ๒ หรือ ๓ คน พอดีเอกสารมันหลายฉบับนะครับ ถ้าตัวเลขผิดไม่เป็นไรแต่เอาหลักการนะครับ เพราะว่า จริง ๆ แล้วเราเองก็รู้ดีครับว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีทั้งหมด ๕ รูปแบบด้วยกัน กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด ถ้าจะบอกว่าในท้ายที่สุดมันไปเกี่ยวข้องกับระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดแต่ว่ามัน ไม่สะท้อนนะครับ ถ้าท่านอยากจะให้มีผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผมคิดว่าท่านก็ชัด ว่าเมืองพัทยากับกรุงเทพมหานครจัดเป็น ๑ กลุ่มได้ไหม เรียกว่ารูปแบบองค์กรพิเศษต่าง ๆ ก็ว่ากันไป กรณีเทศบาลท่านควรมีหนึ่ง กรณี อบต. ก็ควรมีหนึ่ง กรณี อบจ. ก็ควรมีหนึ่ง และ ๓ องค์กรนี้เราเองก็รู้กันดีครับว่าเขามีชื่อในเชิงนิติบุคคลที่มีการจัดตั้งชัดเจน สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด สันนิบาตเทศบาล แห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหลักท่านเหมือนดี แต่หลักท่านไม่แน่นว่าท่านจะเอา อย่างไรกับการมีส่วนร่วมของผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าจะมีก็ต้องครบไม่ใช่ให้ไป เลือกกันเองครับ ไปเลือกเทศบาล อบต. อีกหลายพันแห่งเขาก็ถามว่าผู้แทน อบต. เขาหาย ไปไหน ไปเลือก อบจ. มี อบต. ผู้แทนเทศบาลเขาก็ถามว่าเทศบาลเมืองอ่างทองของผม เทศบาลศาลเจ้าโรงทองของท่านประธานทำไมถึงไม่มีสิทธิที่จะมานั่งในกรรมการระดับชาติ นั่นเป็นคำถามประการที่ ๒ ถึงความคลางแคลงหรือไม่มั่นใจในสิ่งที่ท่านเขียนครับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือกรณีของผู้แทนองค์กรเอกชนครับ ท่านอาจจะใช้วิธี ที่ท่านบอกว่าวิธีการเขียนต้องเป็นแบบนี้นะ แต่ผมคิดว่าระบบมันแปลก ๆ ครับ แปลก ๆ ก็คือว่าท่านมีการแยกองค์กรต่าง ๆ ด้านนั้นด้านนี้ เช่น กรณีขององค์กรเอกชนด้านสนับสนุน รณรงค์การลดการบริโภคหรือผลกระทบ ๑ ด้าน ด้านการคุ้มครองเด็กและเยาวชนหรือสตรี ๑ ด้าน ผมนับถูกครับไม่ผิดตรงกับท่าน แต่บางท่านท่านก็ใช้วรรค บางท่านท่านก็ใช้หรือ บางท่านท่านก็ใช้และ ผมยกตัวอย่างเช่นกรณีด้านเด็กและเยาวชนหรือสตรี เขาเรียกผมว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กนะครับ แต่ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเยาวชน แล้วผมกลายเป็นว่า ถ้าผมอยากจะเป็นกรรมการชุดนี้แล้วใช้คำว่า ด้านเด็กและเยาวชน ผมไม่ได้เชี่ยวชาญ เยาวชน รัฐมนตรีไม่กล้าตั้งผม ฉะนั้นท่านต้องชัดครับถ้าท่านใช้วิธีการเขียนแยกแบบนี้ ท่านก็เขียนไปเลยครับว่าด้านเด็กวรรคเยาวชนหรือแล้วก็วรรคหรือสตรีเหมือนที่ท่าน ใช้กับกรณีด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เหมือนที่ท่านใช้กับกรณีด้านอื่น ๆ ที่มี (๕) ท่านก็ใช้ วิธีการเขียนแบบเดียวกัน นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ที่ผมไม่มั่นใจ ท่านอาจจะหาผู้แทนเชี่ยวชาญ ด้านเยาวชนได้แล้วถ้าเขาไม่เชี่ยวชาญด้านเด็กครับ เด็กเยาวชนท่านใช้นิยามอะไรผมยังไม่รู้ เลยด้วยซ้ำ เยาวชนของท่านคืออายุเท่าไรแตกต่างกับนิยามสากลหรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากจะสอบถามครับ
ประเด็นที่ ๔ ต้องถามท่านกันอย่างจริงจัง อย่างจริงจังก็คือ (๕) ในเรื่องของ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและท่านไปตัดด้านสังคมสงเคราะห์ออก ถามท่านในเชิงธุรการ ก่อนนะครับท่านเข้าใจความหมายของคำว่า สังคมสงเคราะห์ ไหม เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ In-Cash In-kind Help Them to Help Themselves ท่านเข้าใจไหม ท่านเข้าใจไหมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยมีกฎหมายปี ๒๕๕๖ เป็น License ท่านเข้าใจบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการประเมิน Assessment ในการประเมิน Need Assessment ที่อาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับผลกระทบจาก การใช้แอลกอฮอล์หรือไม่ กฎหมายจำนวนมากในปัจจุบันที่มีด้านสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาระบุชัดเจนครับว่าให้มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมสงเคราะห์ ซึ่งไม่เท่ากับสังคมศาสตร์ ไม่เท่ากับมนุษยศาสตร์ ไม่เท่ากับว่าอยู่ในด้านกฎหมายด้วยซ้ำ ฉะนั้นเป็นความแคลงใจ ของผมในประการที่ ๔ ครับว่ากรณีท่านตัดด้านสังคมสงเคราะห์ออก ถามท่านง่าย ๆ ว่าท่าน ได้ถามสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ไหม ท่านได้เชิญภรรยารองนายกภูมิธรรม เวชยชัย ที่เป็นอดีตนายกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยมาถามหรือไม่ก่อนจะตัด เขาออกไป ก็เป็นคำถามอีกประการหนึ่งซึ่งเป็นข้อที่ ๔ เป็นประการสุดท้ายของผม ในการอภิปรายต่อมาตรา ๑๐ ขอบคุณครับ