จิตติพจน์ เสนอตลาดนำนวัตกรรม แก้ปัญหาภาคเกษตร เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๖ มีนาคม ๒๕๖๘

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ชื่นชมรายงานผลการพิจารณาศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือตอนล่าง และเสนอแนะให้แก้ไขวงจรราคาตกต่ำของสินค้าเกษตรโดยเพิ่มคำว่าลดค่าใช้จ่ายในสโลแกนตลาดนำนวัตกรรมเสริม จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือแนวทางการผลิตข้าวตามความต้องการของตลาดโดยพิจารณาอุปสงค์และอุปทาน เน้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ พร้อมเสนอให้เปิดเสรีการส่งออกข้าวโดยตรงผ่านช่องทางออนไลน์หรือต่างประเทศ เพื่อลดขั้นตอนพ่อค้าคนกลาง เพิ่มรายได้เกษตรกร และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและปัจจัยการผลิต จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เสนอแนวทางแก้ปัญหาภาคเกษตรโดยเน้นตลาดนำนวัตกรรม เพิ่มรายได้และลดรายจ่าย โดยยกตัวอย่างพืชสำคัญ เช่น มันสำปะหลังควรทำ Value Added เพื่ออุตสาหกรรมอาหารหรือกระดาษ กล้วยหอมควรมีการปลูกเพิ่มเพื่อใช้โควตาญี่ปุ่น และทุเรียนหลงลับแลควรขยายผลผลิตนอกฤดูกาลด้วยวิธีลดการใช้สารเคมี เพื่อพัฒนาขีดความสามารถ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตแสดงความชื่นชมคณะกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการที่ได้ช่วยกันทำข้อมูลซึ่งมีความครอบคลุมพอสมควรเลยนะครับ ๒๕๐ กว่าหน้า ชื่อว่ารายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจ ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ทั้งสิ้น ๙ จังหวัด ผมได้อ่านข้อมูลดูแล้วก็ครอบคลุม ค่อนข้างมากแล้วมีเนื้อหาค่อนข้างเยอะ ผมก็เลยขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เฉพาะเรื่องของสินค้าเกษตรก็แล้วกันนะครับ สินค้าเกษตรของเราโดยทั่วไปจะมีปัญหา อย่างนี้ครับ พวกพืชไร่เศรษฐกิจเชิงเดี่ยวส่วนใหญ่เราจะผลิตได้เกินกว่าความต้องการบริโภค ในประเทศ ดังนั้นเราจะต้องมีการส่งออก เมื่อมีการส่งออกเราก็จะเจอปัญหาเป็นวัฏจักรครับ เมื่อไรก็ตามที่อุปสงค์น้อยกว่าอุปทานราคาก็จะตก เมื่อไรที่อุปทานมากกว่าราคาก็ขึ้น อย่างเช่นที่ผ่านมาเวลาที่ผู้ส่งออกรายใหญ่ ๆ อย่างเช่นอินเดียไม่สามารถส่งออกข้าวได้ราคา ก็ดี เกษตรกรก็ไม่มีปัญหา แต่พออินเดียผลผลิตดีกลับมาส่งออกอีกเราก็มีปัญหาราคาข้าว ตกต่ำ เป็นวงจรความยากลำบาก เป็นวงจรราคาตกต่ำที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ ไม่ว่ากับข้าว มันสำปะหลังหรืออ้อยก็ตาม ในเรื่องของข้าวนั้นท่านประธาน พอมีปัญหาผมก็ขออนุญาต เสนอแนะอย่างนี้ครับว่าจริง ๆ พรรคเพื่อไทยจัดสโลแกนได้ค่อนข้างดีครับ บอกว่าตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ แล้วผมขออนุญาตเพิ่มคำว่า ลดค่าใช้จ่ายด้วย

ตลาดนำ ก็คือว่าปกติแล้วเราควรปลูกให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด โดยพิจารณาอุปสงค์และอุปทาน เช่น ชาวนารายหนึ่งอาจจะมีที่ดินสัก ๑๐ ไร่ ก็อาจจะเลือก เฉพาะ ๘ ไร่ที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวจริง ๆ ยืนพื้นปลูกข้าวไป ส่วนอีก ๒ ไร่ที่เหมาะสม น้อยกว่า เช่น น้ำไม่เพียงพอ หรือดินไม่อุดมสมบูรณ์เท่า ก็อาจจะลองพิจารณาดูว่าให้ พิจารณาดูจากราคาของสินค้าก่อนว่าแนวโน้มราคาจะเป็นอย่างไร ถ้าแนวโน้มราคาดี ก็ปลูกเพิ่ม แนวโน้มราคาไม่ดีก็หันไปปลูกพืชอย่างอื่น ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศมีหน้าที่ ที่จะต้องให้ข้อมูลกับประชาชน เราสามารถที่จะดูจากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าในต่างประเทศ ในเรื่องของข้าวมาประกอบการพิจารณาได้ก็จะทำให้การคาดการณ์แม่นยำขึ้น ถึงแม้จะยากแต่ก็ยัง พอทำได้

นวัตกรรมเสริมครับท่านประธาน พันธุ์ข้าวของเราจะต้องมีการพัฒนา นอกจาก จะพัฒนาในเรื่องของ Yields หรือผลผลิตต่อไร่แล้ว ยังต้องเน้นพิจารณาในเรื่องของพันธุ์ดีด้วย เพราะพันธุ์ดีเป็นหัวใจสำคัญของการครองใจตลาด

เพิ่มรายได้ครับท่านประธาน การเพิ่มรายได้ในเรื่องของข้าวนั้นมีความจำเป็นที่ จะต้องมีการเปิดเสรีการส่งออกข้าว ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้มีการลดขั้นตอนของพ่อค้าคนกลางลงให้ มากที่สุด เพราะการที่เราไม่เปิดเสรี การส่งออกข้าวจะต้องมีการเก็บ Stock ข้าว ต้องเสียค่าธรรมเนียม จำนวนมหาศาล เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถส่งออกข้าวไปต่างประเทศด้วยตนเองได้ เนื่องจากมีอุปสรรคเยอะ แต่ถ้าหากว่าเราเปิดเสรีการส่งออกข้าว ทำให้สามารถส่งออกข้าว โดยอิสระ เกษตรกรก็อาจจะขายให้กับลูกค้าในต่างประเทศผ่าน Taobao หรือ Tmall หรือ Temu ก็แล้วแต่สามารถทำได้ หรือ Supermarket ในต่างประเทศ ถ้าหากพอใจ ข้าวพื้นที่ไหน พื้นที่จังหวัดพิษณุโลกหรือพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ก็ไปซื้อก็สามารถส่งออกได้ โดยอิสระ ลักษณะอย่างนี้เมื่อลดขั้นตอนของพ่อค้าคนกลางหรือผู้ส่งออกลงก็จะทำให้ เกษตรกรขายข้าวได้ราคาดีขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

ส่วนการลดค่าใช้จ่ายก็ต้องลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าปุ๋ย ซึ่งรัฐบาลก็คงพยายามทำอยู่แล้ว

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวจึงต้องใช้เรื่องตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย อีกตัวอย่างหนึ่งครับ เวลาเหลือไม่เยอะ ก็คือเรื่องของ มันสำปะหลัง ผมมีข้อคิดเห็นอย่างนี้ครับ ถ้าปลูกมันสำปะหลังเพื่อเป็นอาหารสัตว์หรือผลิต แป้งทั่วไปในอุตสาหกรรมทั่วไปไม่น่าที่จะทำครับท่านประธาน ไม่น่าที่จะเพิ่มผลผลิตเพิ่มขึ้น อีก เพราะว่าก็จะตกอยู่ในวงจรความยากลำบากในเรื่องราคาอีกเช่นเดิม แต่ถ้าหากว่าจะทำ การปลูกเพิ่มจริง ๆ จะต้องมีการทำ Value Added อย่างเช่น ทำเป็น Modify Start ทำเป็น แป้งเคมี ซึ่งสามารถใช้ในเรื่องอุตสาหกรรมอาหารหรือในเรื่องของกระดาษได้ ถ้าทำอย่างนั้นได้ จึงน่าที่จะเพิ่มผลผลิตครับ เรื่องของกล้วยหอมครับท่านประธาน มีโควตาญี่ปุ่น ๘,๐๐๐ ตัน เราผลิตได้แค่ ๒,๐๐๐ ตัน น่าที่จะปลูกเพิ่มครับ ในเรื่องของทุเรียนครับ หลงลับแล หลินลับ แล ของอุตรดิตถ์มีชื่อเสียงและไม่เพียงพอกับการขาย ตลาดต้องการมาก ส่วนนี้ก็สามารถ เพิ่มการผลิตได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าจะได้มีการพิจารณาหาวิธีทำอย่างไรให้ปลูกทุเรียนโดย ที่ใช้สารเคมีให้น้อยลง ทำอย่างไรให้ผลผลิตมากขึ้น ทำอย่างไรให้สามารถขยายการผลิตนอก ฤดูกาลได้ ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะทำให้สินค้าเกษตรใน ๙ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของ ๙ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง สามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น ก็จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจได้ครับ ก็ขออนุญาตให้ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะเท่าที่เวลาจำกัดจะมีได้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ