แรมรุ้ง วรวัธ อภิปรายเรื่องการรับเรื่องราวร้องทุกข์ผ่านช่องทาง ๑๓๐๐ และระบบดิจิทัล พร้อมชี้แจงรายละเอียดการไกล่เกลี่ยความรุนแรงในครอบครัว การอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ และการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง รวมถึงประเด็นเรื่องฐานข้อมูลและการรายงาน
เรียน ท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติค่ะ ในส่วนของการที่มีผู้ได้นำเสนอเรื่องของการรับ เรื่องราวร้องทุกข์ต่าง ๆ ก็ต้องเรียนว่าในส่วนของการรับเรื่องราวร้องทุกข์เรามี ๑๓๐๐ ที่โทร ได้ฟรี ๒๔ ชั่วโมง แล้วก็ในมิติการโทรฟรีมีนักสังคมสงเคราะห์แล้วก็มีศูนย์ปฏิบัติการเคลื่อนที่ เร็วที่พิจารณาว่าถ้าเป็นกรณีเร่งด่วนหรือว่าอันตรายต่อชีวิตก็จะต้องรีบลงไปทำการ ช่วยเหลือโดยทันที ทีนี้นอกจากนี้มีหลายกรณีที่อาจจะไม่สามารถโทรศัพท์ได้ ก็มีเรื่องของ ESS Help Me ที่จะเข้าไปปักหมุดหยุดเหตุ แล้วก็ตัว Application ใหม่ที่ทำนี้จะเด้งไปที่ สถานีตำรวจที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ แล้วก็จะต้องรีบลงไปให้การช่วยเหลือโดยทันทีนะคะ แล้วก็ ในส่วนของการที่มีปัญหาเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว นอกเหนือจาก การโทรศัพท์แล้วยังมี Family Line หรือว่าเพื่อนครอบครัวที่สามารถที่จะเข้าไปดำเนินการ ได้นะคะ หลายท่านได้พูดถึงเรื่องของการไกล่เกลี่ย ก็ขออนุญาตนำเรียนว่าการไกล่เกลี่ยนี้ ไม่ใช่การเกลี้ยกล่อมนะคะ เพราะว่าการไกล่เกลี่ยนี้หลักการก็คือว่าเราต้องเอาผู้ที่ถูกกระทำ ด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นวิธีการในการทำงานเราจะใช้กระบวนการ ทำงานโดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ในการที่จะเข้ามาสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจของสมาชิก ในครอบครัว รวมถึงผู้ที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวด้วย ในส่วนของพนักงาน เจ้าหน้าที่ของท่าน สส. ณัฐวุฒิ เดี๋ยวจะต้องนำเรียนว่าของท่านก็เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ แล้วนะคะ แล้วก็ในส่วนของการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ขออนุญาตนำเรียนว่าไม่ใช่ ๗๒ ชั่วโมงนะคะ แต่ว่าการอบรมจะใช้เวลาทั้งหมด ๑๐ วัน ซึ่งจะครอบคลุมไปทั้งเรื่องของ เนื้อหาด้านกฎหมาย เรื่องของการให้ความช่วยเหลือการทำงานกับทีมสหวิชาชีพ การสืบ ข้อเท็จจริง การให้การช่วยเหลือ ซึ่งก็จะต้องมีการไปศึกษาดูงานแล้วก็ทำงานร่วมกับ พนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วก็สหวิชาชีพด้วยค่ะ ในปัจจุบันก็มีการพูดถึงเรื่องของพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตามในกฎหมายฉบับนี้ก็เปิดให้มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงผู้นำชุมชนนั้นได้เป็น พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายด้วยนะคะ ในมิติที่พูดถึงเรื่องของการป้องกัน ปัญหาเรื่อง ความรุนแรง ในส่วนของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเองก็ได้มีการเสนอ ในเรื่องของการแสดงออกที่ดี คำดี ๆ ที่เราจะต้องสื่อสารกันในครอบครัว ซึ่งก็ไม่ต้องลงทุน จริง ๆ อย่างที่ท่านธีระชัยกรุณาพูดถึงนะคะ เช่น การบอกกันว่า รักนะ เหนื่อยไหม ภูมิใจนะ ขอโทษนะ ขอบคุณนะ อดทนนะ ทำได้อยู่แล้ว คำเหล่านี้เราก็ได้มุ่งแล้วก็รณรงค์ให้กับทุก ครอบครัวได้ใช้กันนะคะ ทีนี้ในมิติของการแจ้งเรื่องของความรุนแรงในมาตรา ๕ แห่ง กฎหมายฉบับนี้ก็พูดถึงว่ากรณีที่มีผู้พบเห็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัวมีหน้าที่ ที่จะต้องแจ้งกับพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติ และเมื่อแจ้งโดยสุจริต แล้วย่อมได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาและทางปกครองค่ะ ในส่วนของกฎหมายใหม่ ๆ ที่หลายท่านได้กรุณาพูดถึง ต้องเรียนว่าตอนนี้ถ้าการคาดการณ์ ไม่ผิดพลาดไม่น่าจะเกินวันที่ ๑๘ มีนาคม กฎหมายฉบับนี้จะได้เข้าที่ ครม. แล้วสาระสำคัญ ก็คือว่าจะมีการแก้ไขในบทนิยามคำว่า ความรุนแรงในครอบครัว บุคคลในครอบครัว และพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้น มีการเพิ่มอัตราโทษปรับในความผิด ฐานกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว จากเดิม ๖,๐๐๐ บาท เป็น ๖๐,๐๐๐ บาท กำหนดให้ ศาลลงโทษให้หนักขึ้น หากมีการกระทำความรุนแรงในครอบครัวซ้ำอีก และเป็นการกระทำ ความรุนแรงต่อเด็กที่อยู่ในครอบครัว รวมถึงเรื่องของการกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ สามารถที่จะยื่นคำร้องต่อศาลให้ห้ามและออกคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ที่จะถูกกระทำด้วย ความรุนแรง หรือจะถูกกระทำด้วยความรุนแรงซ้ำ แล้วก็มีประเด็นเรื่องของที่หลายท่านพูด ถึงว่า การคุ้มครองในเรื่องของผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่ลุกขึ้นมากระทำความรุนแรงเสียเอง หรือที่เรียกว่า Battered Person Syndrome ด้วย ทีนี้ในส่วนของการเก็บข้อมูลตัวเอง ก็ขออนุญาตรับไว้ เพราะเห็นด้วยจริง ๆ ว่าระบบการเก็บข้อมูลนั้นควรจะเป็นฐานข้อมูล เดียวกัน แต่ต้องเรียนนิดหนึ่งว่าในส่วนของการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงใน ครอบครัวเราจะใช้กฎหมายหลายฉบับเข้ามาทำงานร่วมกัน อย่างเช่น ถ้าเป็นกรณีของเด็กที่ ถูกกระทำด้วยความรุนแรงเราก็จะมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก ปี ๒๕๔๖ ร่วมด้วย ในส่วนของ การรายงานที่ท่านเทอดชาติกรุณาตั้งข้อสังเกตว่าทำไมช้าจัง ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่า จริง ๆ ไม่อยากออกตัวเพราะว่าขั้นตอนกว่าจะมาถึงตรงนี้มันผ่านกระบวนการมาเยอะ แต่ว่า ในปีหน้ายืนยันว่าเดี๋ยวเราจะทำให้เร็วขึ้น ส่วนปี ๒๕๖๖ จริง ๆ ก็เสร็จแล้ว แต่ว่ายังไม่ผ่าน กระบวนการที่จะเข้า ครม. และการรายงานได้ ทีนี้มิติในเรื่องของการทำงานในเชิงป้องกัน ซึ่งเป็นมิติที่ดีที่สุดก่อนที่จะเกิดปัญหาทั้งหลายก็จะมีในเรื่องของการจัดพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับ ครอบครัว สมัชชาครอบครัว การพัฒนาศักยภาพกลไกในชุมชน เรื่องของการจัดทำโครงการ เพื่อนครอบครัว และตอนนี้ล่าสุดเรามีเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า นักพัฒนาครอบครัวในชุมชนอยู่ใน พื้นที่นำร่อง ๒๕ พื้นที่ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวขออนุญาตนำเรียน แล้วก็จะนำ ข้อแนะนำต่าง ๆ ไปปรับในกระบวนการทำงานเพื่อคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง ในครอบครัว แล้วก็การป้องกันให้ครอบครัวมีสัมพันธภาพที่ดี กราบขอบพระคุณค่ะ