ลิณธิภรณ์ เสนอแก้กฎหมายคุ้มครองเด็ก-เยาวชน ลดความรุนแรงในครอบครัว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๖ มีนาคม ๒๕๖๘

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อภิปรายเรื่องความรุนแรงในครอบครัว โดยเน้นสถิติผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก พร้อมเรียกร้องให้บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา และผลักดันกฎหมายคุ้มครองเพื่อป้องกันปัญหาอย่างยั่งยืน ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เสนอความหวังว่าเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมแล้ว ความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนจะลดลง เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอร่วมอภิปรายในวาระรับทราบรายงาน ข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้กระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ประจำปี ๒๕๖๕ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๗ ท่านประธานที่เคารพ คะ ทุกวันนี้ถ้าเราเปิดดูข่าวสารผ่านสื่อโทรทัศน์ต่าง ๆ เราจะพบว่าสถานการณ์ความรุนแรง กลายเป็นข่าวรายวันได้ทุกวัน เราจะเห็นได้ว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศไม่ว่ากับเด็ก การทำ ร้ายร่างกายของคนในครอบครัวซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อจิตใจเด็กและเยาวชนไทยค่ะ จนทำให้ มันเกิดคำถามว่าวันนี้สังคมไทยกำลังเกิดอะไรขึ้น เมื่อดิฉันเข้ามาพิจารณาในข้อมูลตัวเลข รายงานฉบับนี้ในฐานะที่เป็น สส. หญิงคนหนึ่ง ดิฉันมีความกังวลต่อสถิติที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่งค่ะท่านประธาน เพราะว่า ๒๔,๒๒๘ เคส หรือเหตุการณ์นี้มีกว่า ๑๕,๗๐๗ คดี ที่เกิดขึ้นจากความรุนแรงในครอบครัว นั่นก็คือหมายถึงว่า ๖๔ เปอร์เซ็นต์เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว แล้วยิ่งมาวิเคราะห์ต่อเนื่องอย่างที่ เพื่อนสมาชิกบางคนได้นำเรียนก็คือว่าส่วนใหญ่เกิดในเพศหญิง แล้วผู้กระทำความรุนแรง ก็คือเพศชาย และตัวเลขของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงมักจะเป็นกลุ่มอายุ ๑๐ ปี แต่ไม่เกิน ๒๐ ปี ๑๐-๒๐ ปี นั่นก็หมายความว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องรับการพึ่งพาและ พึ่งพิงค่ะ ซึ่งมันก็สอดรับกับศูนย์ความช่วยเหลือสายด่วนหรือว่า ๑๓๐๐ ค่ะ ในช่วงปี ๒๕๖๙-๒๕๖๕ เป็นต้นมา พบว่ามันมีความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ส่วนมาก ถูกทำร้ายโดยคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทของความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับ ร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง และสถานที่ที่มักเกิดความรุนแรงก็คือในครอบครัว ซึ่งมันควรจะเป็น สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับชีวิตเด็กและเยาวชนค่ะ ท่านประธานคะ ในฐานะที่ดิฉันเป็น สส. ที่ขับเคลื่อนเรื่องของเด็ก การศึกษา แล้วก็สวัสดิภาพของเด็กมาโดยตลอด ดิฉันเน้นย้ำ ถึงความกังวลเรื่องนี้เพราะอะไรคะ มันมีงานวิจัยจากยูนิเซฟค่ะ บอกว่าเด็กที่ถูกกระทำ ความรุนแรงไม่ว่าจะด้านร่างกายก็ดี ทางเพศก็ดี ทางอารมณ์ก็ดี เพียงแค่ ๔ ครั้งนะคะ ท่านประธาน ย้ำอีกครั้งคือ ๔ ครั้ง เมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่จะส่งผลกระทบในการใช้ความ รุนแรงมากขึ้นถึง ๗ เท่า และยังรวมถึงอัตราการเสี่ยงของการฆ่าตัวตายถึง ๓๐ เท่า และ หากเป็นกรณีที่เคยได้รับความรุนแรงเกิน ๔ ครั้งในวัยเด็กมีแนวโน้มถ้ามีคู่รักก็จะมีการ กระทำความรุนแรงต่อคู่รักสูงถึง ๑๔ เท่า ดังนั้นเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเราก็ควร จะต้องหยุดยั้งและป้องกันค่ะ ไม่ใช่เพื่อปกป้องเหยื่อเท่านั้นนะคะท่านประธาน แต่ดิฉันคิดว่า มันเป็นเหตุผลที่ควรหยิบยกให้เห็นว่ามันเป็นความจำเป็นเพื่อให้เกิดการปลูกฝังลักษณะ พฤติกรรมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้ความรุนแรงในอนาคตค่ะ ท่านประธานคะ ตัวเลข สถิติที่เราพูดกันมานี่มันเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตคนมันมีคุณค่ามากกับตัวเลขนะคะ ดังนั้นควรได้รับความคุ้มครองในฐานะมนุษย์อย่างมีเกียรติแล้วก็มีศักดิ์ศรี เพราะชีวิตคนเรามันมี ค่ามากกว่าตัวเลข ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แถลงนโยบายคณะคณะรัฐมนตรีต่อ รัฐสภาไว้ว่ารัฐบาลเชื่อว่าทุนมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจะส่งเสริม การเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมค่ะ ดิฉันจึงเห็นว่ามันเป็นหน้าที่ ไม่ใช่แค่รัฐบาลแล้วค่ะวันนี้ แต่คือเราทุกคนที่ต้องรวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่ต้องร่วมกัน ผลักดันคุ้มครองและป้องกันความรุนแรงในสังคมนี้ด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันก็ต้องขอ ชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดค่ะ ที่ได้ทำรายงาน ทำงานอย่างไม่มีเหน็ดมีเหนื่อยแล้วก็ นำข้อมูลเหล่านี้มาเป็นประโยชน์ในรายงานฉบับนี้ แต่ดิฉันขอเสนอแนะเพิ่มเติมอย่างนี้ค่ะ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันและเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน อย่างแรกเห็น ด้วยค่ะ เราควรมีการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง เพื่อนำไป วิเคราะห์และให้ข้อมูลนั้นเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะตัวเลขข้อมูลทางสถิติที่เกิดขึ้น ต่าง ๆ ควร Update แล้วก็ล่าสุดค่ะ อันที่ ๒ มันต้องมีการพูดถึงการผลักดันเรื่องหลักสูตร การศึกษา เรื่องของการเอาปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทุกรูปแบบ ในทุกระดับให้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรของการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมจนถึงระดับอุดมศึกษา ด้วย เพื่อเป็นการแก้ไขอย่างยั่งยืนค่ะ แล้วดิฉันเห็นด้วยค่ะว่าวันนี้เราต้องยอมรับก่อนว่า นอกจากรายงานที่เสนอข้อเสนอแนะในเรื่องของสวัสดิการและการเพิ่มเติมงบประมาณแล้ว แต่ดิฉันในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีหน้าที่ในฝ่ายของนิติบัญญัติพิจารณาเห็นว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมานานในสังคมไทย จึงจำเป็น ที่จะต้องมีการแก้ไขโครงสร้างก่อน ดังนั้นพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครอง สถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่เพื่อนสมาชิกบางคนได้พูดถึงนี้ก็เป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วปัจจุบันนี้ก็ยังมีบริบทของความคลุมเครือและการบังคับใช้อยู่ เพราะนอกจากนี้การแก้ไข กฎหมายฉบับนี้จะทำให้ความรุนแรงมีการนำไปสู่การบังคับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายจึงเป็นอีกข้อเสนอแนะหนึ่ง นอกจากการเพิ่มสวัสดิการ เพิ่มงบประมาณ เข้าไปแล้ว และดิฉันและพรรคเพื่อไทยค่ะ เราจะใช้กลไกนิติบัญญัติแห่งนี้ละค่ะ ขับเคลื่อน กฎหมายให้ครอบคลุมเพิ่มเติมและเป็นสารตั้งต้นในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำและยับยั้งเหตุ ความรุนแรงในครอบครัว

สุดท้ายค่ะท่านประธาน ดิฉันหวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อแก้กฎหมายครอบคลุมแล้ว ตัวเลขความรุนแรงในรายงานฉบับนี้ของปีถัดไปจะลดน้อยลงมากที่สุด หรืออย่างน้อย ๆ ก็น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แลกกับทุกลมหายใจของเด็กและเยาวชน รวมทั้งผู้ถูกกระทำ ความรุนแรงให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่งค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน