ณัฐวุฒิ ชี้ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ล่าช้า ยันต้องแก้ระบบสหวิชาชีพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๖ มีนาคม ๒๕๖๘

ณัฐวุฒิ บัวประทุม ขอมีส่วนร่วมอภิปรายรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงฯ โดยตั้งคำถามถึงการพัฒนาของระบบช่วยเหลือและการดูแลเมื่อเทียบกับปี ๒๕๕๐ ชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของสถิติความรุนแรงในครอบครัวระหว่างหน่วยงานรัฐ และเรียกร้องให้ทุกหน่วยมาวิเคราะห์หาสาเหตุของความแตกต่างเพื่อแก้ปัญหาการส่งต่อเคส ชี้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ และโต้แย้งตัวเลขที่เสนอว่าไม่เพียงพอ โดยเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องอยู่ที่ระบบการทำงานแบบสหวิชาชีพมากกว่าจำนวนคน ชี้แจงความจำเป็นในการอภิปรายโต้แย้งรายงานปี ๒๕๖๕ และสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต่อพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุ้มครองสถาบันครอบครัว รวมถึงข้อกังวลเรื่องการเลื่อนการบังคับใช้กฎหมาย อภิปรายถึงความล่าช้าในการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว โดยตั้งข้อสังเกต

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทองครับ ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานข้อมูล สถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัวตามมาตรา ๑๗ ของพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ มีหลายประเด็นทีเดียวที่อาจจะตั้ง คำถามผ่านท่านประธานไปยังท่านผู้ชี้แจงว่าสถานการณ์หรือระบบการให้ความช่วยเหลือการ ดูแลผู้ถูกกระทำและอาจจะรวมถึงผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้น วันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อปี ๒๕๕๐ อย่างไรบ้าง

ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๑ ถ้าดูสถานการณ์ในเชิงสถิตินะครับ เพราะว่ามาตรา ๑๗ นี้ไม่ได้เป็นมาตรา ๑๗ ที่พูดถึงระบบการให้ความช่วยเหลือทั้งหมด ถ้าพูดก็พูดแต่เพียงว่าจำนวนคดีมีอยู่เท่าไร จำนวนคำสั่งมีอยู่เท่าไร จำนวนการละเมิดคำสั่ง มีอยู่เท่าไร จำนวนการยอมความที่เกิดขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้มีอยู่เท่าไร แน่นอนครับแค่การ ยอมความก็คงต้องถกเถียงกันในเชิงปรัชญาระหว่างการคุ้มครองเด็กซึ่งเด็กไม่สามารถ ตัดสินใจยอมความด้วยตนเองได้กับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว สิทธิด้านใดที่สำคัญไปกว่ากัน แต่สิ่งที่ผมสนใจก็ตั้งคำถามมาหลายปีก็คือว่าถ้าดูจากสถิติครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเทียบกันระหว่างสถิติของศูนย์พึ่งได้ของกระทรวงสาธารณสุขกับสถิติ ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวหรือแม้แต่รวมกับทุกหน่วยของกระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มันมีตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผมคงไม่ได้ คิดว่าปีนี้ต้องมาตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดตัวเลขเหล่านั้นถึงแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผมสนใจก็คือ ว่าแล้วเคยมีการนั่งคิดวิเคราะห์กันอย่างเป็นระบบ เชิญทุกหน่วยที่อยู่ในนี้ครับที่มีข้อมูลสถิติ ต่าง ๆ มานั่งคุยกันหรือไม่ ผมไม่ได้พูดเรื่อง Database ของข้อมูลนะครับที่ท่านอยากทำให้ ข้อมูลนี้เป็นหนึ่งเดียว อันนี้เข้าใจหมดครับ แต่อย่างน้อยที่สุดมานั่งคุยกันหรือไม่ว่าความ ลักลั่นของข้อมูลและการส่งต่อเคสระหว่างกันนี่มันเป็นเพราะเหตุใดสถิติถึงมีความแตกต่างกัน ผมยกตัวอย่าง ๑๖,๐๐๐ เคส ในศูนย์พึ่งได้ของกระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลก็บอกครับว่า ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นั้นเป็นความรุนแรงในครอบครัว ตีตัวเลขกลม ๆ ก็ ๘,๐๐๐ แต่เพราะ เหตุใดตัวเลข ๘,๐๐๐ นี้ถึงไม่ถูกส่งในลักษณะที่เรียกว่า Mandatory Report หรือการบังคับ รายงานมายังหน่วยที่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้โดยตรง นี่เป็นปัญหาใหญ่ ที่อยากจะถามท่านในเชิงหลักการหรือวิธีการที่ท่านจะนำไปสู่การแก้ไขเพื่อทำให้ข้อมูลนั้น นำไปสู่การให้ความช่วยเหลือได้อย่างแท้จริงมากกว่า นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ เวลาที่เราพูดถึงข้อท้าทายแล้วท่านก็พูดมา หลายปีว่าข้อท้าทายประการสำคัญก็คือการขาดบุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ ผมไม่แน่ใจว่า ๑,๒๖๔ คน ที่ท่านพูดถึงนี่ ลบณัฐวุฒิไปหรือยัง เพราะผมเองก็เป็นหนึ่งในพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้ลาออกก่อนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรไปแล้ว เพราะการมาเป็น สส. ไม่อาจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในระบบอื่นได้ ท่านบอกว่า ๑,๒๖๔ คนไม่พอ ไม่ใช่ครับ ในเชิงสังคมสงเคราะห์เรามีการคิดวิเคราะห์กันอย่างชัดเจนว่า นักสังคมสงเคราะห์ ๑ คน ถ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการที่เรียกว่า Case Manager หรือ Case Management ก็แล้วแต่นี่ ควรอยู่ระหว่าง ๑-๑๐ หรือ ๑-๒๐ ฉะนั้น ถ้าเอาตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขตั้งนี้นะครับ ตัดมาเอา ๘,๐๐๐ ก็ได้ หรือ ๑๖,๐๐๐ ก็ได้ครับหารด้วยจำนวน ๑,๒๖๔ คนของการเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ต้อง บอกว่าเป็นจำนวนที่เพียงพอ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับกันตรงไปตรงมาครับท่านก็พูด อยู่เสมอว่าพนักงานเจ้าหน้าที่หลายคนก็ไม่ได้ทำงานในหน้าที่นี้โดยตรง กระนั้นก็ตามก็ต้อง วิเคราะห์ว่าแล้วจำนวนพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่จริงเมื่อเชื่อมโยงกับการทำงานในรูปแบบ ของสหวิชาชีพที่อยู่ในหน่วยต่าง ๆ นั้นตกลงมันเพียงพอโดยแท้จริงต่อจำนวนเคสหรือไม่ ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่จำนวนครับ แต่ปัญหาอาจจะอยู่ที่ระบบวิธีคิด ระบบความเข้าใจ ในกระบวนการให้ความช่วยเหลือแบบเป็นสหวิชาชีพมากกว่า

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมเองจำเป็นต้องโต้แย้งครับถึงแม้จริง ๆ ผมอยากจะตั้งคำถามนะครับว่ากรณีรายงานนี้เป็นรายงานปี ๒๕๖๕ แล้วปีไหนผมถึงจะได้ พูดของปี ๒๕๖๘ ความจริงถ้าท่านส่งปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ปี ๖๕๖๗ มาเสียทีเดียว พวกผมก็ได้อภิปรายเสียทีเดียวเพราะส่วนใหญ่หลักการก็ไม่ได้แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผมสนใจ ก็คือในหน้า ๖๕ ครับ ในหน้าที่ ๔๐ ผมไม่แน่ใจหน้าอะไรนะครับ สักหน้าหนึ่งในหน้า ๔๕ หน้า ๔๕ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและ สถาบันครอบครัว ท่านบอกว่ากำลังดำเนินการเพื่อจัดอัตรากำลังรองรับพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ ตกลงท่านเอาอย่างไรครับ กฎหมายฉบับนี้ เป็นที่ทราบกันดีในสภาครับว่ากฎหมายฉบับนี้นั้นได้มีการออกพระราช กำหนดเลื่อนการบังคับใช้ไปตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้ว และเป็นการเลื่อนการบังคับใช้พูดกันอย่าง ตรงไปตรงมาว่าแบบไม่มีกำหนด ก่อนนี้เราไม่เคยได้ระแคะระคายเลยนะครับ แต่ไม่กี่วันมานี้ ได้ยินมานิดหน่อยว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำลังยกหรือรื้อ กฎหมายส่งเสริมสถาบันครอบครัวอาจจะนำขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่ตอนปี ๒๕๖๕ แน่นอน ฉะนั้นตกลงข้อมูลที่อยู่ในหน้า ๔๕ ที่พูดถึงกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมสถาบัน ครอบครัวนั้นมาอย่างไร และถ้าให้ขยายความไปมากกว่านั้น ท่านยังต้องการจะผลักดัน กฎหมายฉบับนั้นไหม เพราะถ้าท่านต้องการจะผลักดันกฎหมายฉบับนั้นการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว อาจไม่จำเป็น แต่ถ้าท่านตั้งใจชัดเจนว่า ไม่มีวันผลักดันกฎหมายฉบับนั้นอีกแล้ว หรือตั้งใจผลักดันโดยนัยที่แตกต่างกันคำตอบ ก็อาจจะแตกต่างกัน

ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ ประการที่ ๔ ก็คือความมุ่งมั่นหรือเจตจำนง ทางการเมืองต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ผมขอเวลาเกินสักนิดนะครับท่านประธานวันนี้พูดเรื่องเดียวครับ พระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ใช้มาแล้ว ๑๗ ปีเต็มครับ เอาเข้าจริง ๆ หลายท่าน อาจจะไม่ทราบว่าก่อนเป็นกฎหมายฉบับนี้ยกร่างกันในกฎหมายที่เรียกว่าขจัดความรุนแรง ต่อผู้หญิง เพราะวันนั้นผู้หญิงคือเหยื่อที่อ่อนแอที่สุดที่คุ้มครองตนเองไม่ได้ Domestic Violence Against Women แต่ไม่เป็นไรครับมาเป็นกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว คุ้มครองทุกเพศก็ถูกต้อง สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่การแก้ไขร่างเพียงไม่กี่มาตรา ในร่างเต็ม ๑๘ มาตรา ซึ่งเสร็จนานแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ ประกาศเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ นี่ทำไมมันยังไม่ถึงสภา ผู้แทนราษฎรจะต้องให้พวกผมยกร่างกฎหมายมาแล้วประกบหรืออย่างไรครับ หรือจะต้อง ให้พวกผมยกร่างกฎหมายมาแล้วนำหน้ารัฐบาลไปเหมือนกฎหมายหลายฉบับที่เกิดขึ้น ไหน ๆ ท่านมาเป็นตัวแทนกระทรวงก็ต้องตอบแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งวันนี้อยู่ที่สุพรรณบุรี ก็ต้องตอบแทนนายกรัฐมนตรี ไม่เอ่ยชื่อก็ได้ครับเดี๋ยวท่านประท้วงกันวุ่นวายว่าเรื่องสำคัญแบบนี้การแก้กฎหมายไม่กี่ฉบับ ซึ่งเสร็จนานแล้วอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล กลับบ้านไปนั่งพักผ่อนหลายปีแล้ว ยกร่างไว้นี่ เพราะเหตุใดยังไม่มาถึงสภาผู้แทนราษฎร ผมมีเวลาไม่มากกว่านั้นครับก็เป็นคำถามที่ตั้งต่อ ร่างกฎหมายฉบับนี้ ส่วนระบบการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ ซึ่งมีปัญหาในเชิงปฏิบัติทั้ง ในเชิงแนวคิดและการนำไปใช้จริงขอไว้ในโอกาสการอภิปรายในครั้งอื่นถัดไป ขอบคุณครับ