ภูริวรรธก์ ใจสำราญ อภิปรายปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่สะท้อนถึงอุปสรรคทางวัฒนธรรมและกระบวนการยุติธรรม โดยเสนอให้ปรับปรุงระบบคุ้มครองผู้ถูกกระทำตั้งแต่ขั้นตอนการรับแจ้งเหตุและการไกล่เกลี่ย เพื่อลดการใช้กฎหมายอาญาที่ไม่เหมาะสมและเน้นการฟื้นฟู
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงินและลาดพร้าว จรเข้บัว พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ทำให้ผมอภิปรายในครั้งนี้ก็คือเรื่องของการร้องเรียนแจ้งในพื้นที่ ความรุนแรงในครอบครัวนะครับ ซึ่งเมื่อเราลงไปในพื้นที่นั้นการหาหน่วยงานประสาน ดูจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนแล้วก็มีการโยนไปโยนมาครับท่านประธาน ท่านประธานครับ เป็นระยะเวลานานแล้วที่บ้านเมืองของเรามีกฎหมายเพื่อป้องกันแล้วก็ลงโทษความผิด ความรุนแรงในครอบครัวแต่ว่าสถิติความรุนแรงในครอบครัวก็ยังคงสูงต่อเนื่อง นั่นสะท้อน ให้เห็นถึงระบบกระบวนการยุติธรรมที่ยังคงมีปัญหาแล้วก็สถานะความศักดิ์สิทธิ์ทางกฎหมาย ต่อฐานความผิดด้านนี้ยังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ทุกวันนี้มิติทางด้านระบบความยุติธรรม เราสะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคหลายอย่างในวัฒนธรรมครอบครัวของคนไทย ทั้ง ๆ ที่มี ความเป็นอำนาจนิยม ความเป็นศักดินาอยู่ไม่น้อย หากเรามองผ่านรัฐแล้วก็กระบวนการ ยุติธรรมรูปแบบของการใช้อำนาจรัฐนั้นก็จะส่งผลต่อความคิดทางสังคมด้วย อะไรที่มีอำนาจ มากกว่า แตะได้หรือแตะไม่ได้ จริงอยู่แม้ว่ามาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญจะรับรองความเสมอ ภาคของบุคคลทุกคนเอาไว้ แต่ก็อาจจะกลายเป็นเพียงแค่กระดาษ เพราะว่าคนใช้กฎหมาย หรือบริบทอำนาจนิยมนั้นได้ทำลายความเสมอภาคเหล่านั้นลงไป เมื่อบวกกับค่านิยมทาง ความเชื่อของสังคมที่ผ่านมา เช่น ความกตัญญูไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดีนะครับ แต่ว่าหลายครั้ง ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับ กลายเป็นความเชื่อปลูกฝังว่าจะต้องยอมทำตามในสิ่ง ที่ผู้มีบุญคุณนั้นบอก เมื่อมีการขัดขืนไม่ว่าจะเป็นทางความคิดหรือการกระทำก็มีส่วนนำไปสู่ ความรุนแรงตั้งแต่ในบ้านแล้วก็โรงเรียนได้ ไม่แปลกครับ ที่ผ่านมายังจะมีการอภิปรายกันอยู่ เนือง ๆ สนับสนุนในการดูแลเด็กเยาวชนด้วยการตีบ้าง การปลูกฝังรูปแบบนี้มันจะส่งผลให้ บุตรหลานนั้นเกิดความเคยชินกับความรุนแรงในครอบครัว กลับมองว่ากลายเป็นเรื่องปกติ ไม่กล้าคิดที่จะขัดขืนหรือไม่กล้าแย้งว่านั่นเป็นความรุนแรง เมื่อความรุนแรงนั้นไม่ใช่เป็น เฉพาะแค่ทางร่างกายครับ แต่ว่าบางครั้งเป็นการบังคับศรัทธาในบางสิ่งบางอย่างซึ่งถือเป็น เรื่องน่าสลดใจที่ความรุนแรงเหล่านี้ถูก Normalize ให้เป็นความเคยชิน เมื่อนำมาพิจารณา เกี่ยวกับด้านกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว ยกตัวอย่างเช่นพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวก็ให้น้ำหนักไปในเรื่องเกี่ยวกับของการไกล่เกลี่ยนะครับ แต่ว่าการไกล่เกลี่ยหลายครั้งนั้นมักจะเป็นการส่งให้ผู้ถูกกระทำต้องกลับไปอยู่ในที่เดียวกับ ผู้กระทำผิดอีกครั้งหนึ่ง การพิจารณาในขั้นตอนไกล่เกลี่ยนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องใช้การ พิจารณาและเข้าใจในเหตุการณ์อย่างค่อนข้างที่จะสูง ในขณะที่พระราชบัญญัติส่งเสริม การพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นกฎหมายที่แก้ไขปัญหาความ รุนแรงในครอบครัวที่มีความละเอียดซับซ้อนเนื่องจากว่ามาตรการทางด้านอาญา บางสถานการณ์นั้นอาจจะไม่มีความเหมาะสม เพราะว่ากฎหมายอาญามุ่งเน้นที่จะลงโทษ ผู้กระทำความผิดมากกว่าที่จะแก้ไขฟื้นฟูทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำความผิดในครอบครัว ในความเป็นจริงนั้นอาจจะยังไม่ต้องถึงขั้นฟื้นฟูครับ ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในช่วงของ มาตรการในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำโดยเฉพาะช่วงคุ้มครองเบื้องต้น มีการแจ้งเหตุต่อ เจ้าพนักงาน การคุ้มครองผู้ถูกกระทำหรือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้ถูกกระทำหรือการป้องกันความเสี่ยงจากการถูกกระทำรุนแรงซ้ำ ๆ ในระหว่างการ ดำเนินคดี เราจึงมักได้ยินชุดปัญหาเหล่านี้ครับ เช่น ผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความบ้าง เจ้าหน้าที่ ไม่รับเรื่องบ้าง พูดจาซ้ำเติมบ้าง เจ้าหน้าที่ไม่มีความรู้แล้วก็หลักที่ถูกต้อง บางครั้งกลับให้ ยอมรับความเป็นครอบครัวแล้วก็กลับไปพูดคุยกันที่บ้าน เป็นต้น ท่านประธานครับ หากเรา จะดูแลการคุ้มครองผู้ถูกกระทำนั้นเราจำเป็นต้องดูแลตั้งแต่การคุ้มครองเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ ที่จะเข้ามารับเรื่องเป็นบุคลากรที่สำคัญมากต่อเหยื่อผู้ถูกกระทำ คนที่ทำหน้าที่นี้ควรจะเป็น ใครในจุดเริ่มต้น ควรจะเป็นพนักงานสอบสวนเลยหรือไม่ ในเมื่อที่ผ่านมาเรามักจะได้ยิน ในเรื่องของการปฏิเสธรับแจ้งความหรือไม่ก็ไม่อยากยุ่งเรื่องครอบครัว บางทีเจ้าพนักงาน สอบสวนก็ไม่ได้รับความเข้าใจในเรื่องของความเปราะบางเรื่องของสังคมแล้วก็เรื่องของจิตใจ หรือควรจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นผู้ดูแลเคสแรก ๆ ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำหรือควรจะ เป็นนักกฎหมายที่ไกล่เกลี่ยตั้งแต่ในชั้นตำรวจหรืออัยการ แต่ในระบบคุ้มครองของไทย มักใช้คนไกล่เกลี่ยเหล่านี้ปะปนกันไป แต่ก่อนเรามี One Stop Service พึ่งได้ ศูนย์พึ่งได้ อยู่ที่โรงพยาบาลสถานีตำรวจ ซึ่งผู้ถูกกระทำนั้นสามารถเข้ามาหาได้ แต่ว่าตอนหลัง งบประมาณเหล่านี้ถูกตัดลงไป ส่วนนี้ก็เลยหายไปครับ ทำให้หากเราจะลงไปดูเจ้าหน้าที่ เหล่านี้ครับ บางครั้งก็มีคำถามว่าการจ้างบุคลากรเหล่านี้ การจ้างเหมาบริการ คุณสมบัติ แบบทั่ว ๆ ไปตั้งแต่จบปริญญาตรีในสาขาที่กว้างมาก ไม่ได้จำเพาะเจาะจง ดังนั้นการทำงาน ที่จะมีประสิทธิภาพมากน้อยขนาดไหนจึงขึ้นอยู่กับการอบรม ส่วนใหญ่แล้วเจ้าหน้าที่มักจะ อบรมประมาณ ๗๒ ชั่วโมงแล้วก็ออกไปทำงาน ประสบการณ์นั้นจะต้องไปจัดหาเอาตามหน้างาน เมื่อไปเจอความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็อาจจะจัดการได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพมากนัก จริงอยู่ ที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้มีสถานะเป็นฝ่ายปกครองครับ แต่ว่าการจ้างเหมาบริการนั้นทำให้ ความก้าวหน้าในวิชาชีพนั้นไม่ชัดเจน ไม่มั่นคง ลาออกเมื่อมีโอกาสที่ดีกว่า หลาย ๆ ครั้ง การเดินทางไปติดตามกรณีหรือเคสต่าง ๆ นั้นก็ต้องสำรองเงินจ่ายด้วยตัวเอง ในปีหนึ่ง กระทรวง พม. อาจจะมีการผลิตบุคลากรมาเฉลี่ยอยู่ประมาณ ๔๘-๕๖ คน ในการฝึกอบรม รวมย้อนหลังกลับไป ๑๐ ปี มีเจ้าหน้าที่พนักงานประมาณ ๑,๒๖๔ คนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ กับพื้นที่ที่เกิดขึ้นจริง ๆ แน่นอน เมื่อเราอ่านรายงานข้อมูลที่แจ้งมาว่าเรามีศูนย์พัฒนา ครอบครัวในชุมชนทุกจังหวัดรวมถึง ๗,๑๙๔ แห่ง ซึ่งดูจำนวนเยอะนะครับมันควรจะลดสถิติ ความรุนแรงลงได้ แต่ว่าจากสถิติที่ผ่านมาก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พอไปดูแนวนโยบาย ของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนป้องกันและการแก้ไขความรุนแรงในครอบครัวก็มีความหวั่น ใจเล็กน้อยครับ เช่น การอบรมเจ้าหน้าที่จังหวัดละ ๓ คน การใช้กลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนไม่ใช่ว่ากลไกองค์กรเหล่านี้ไม่ดีนะครับ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาก็มีการใช้อยู่แต่ว่า ปัญหาเดิม ๆ ก็ยังวนกลับมาซ้ำ ๆ หากไม่จัดบุคลากรที่มีความชำนาญและมีประสิทธิภาพ ลงไปแก้ไขในพื้นที่ต่าง ๆ นั้นก็จะเห็นได้ว่ายากที่จะแก้ไขนะครับ ท่านประธานครับ ๑๐ ปี ย้อนหลังที่ผ่านมานะครับ สไลด์มาได้นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
พบว่าจดทะเบียนสมรส น้อยลงจากเดิมปีละ ๓๐๐,๐๐๐ คู่ เหลือปีละ ๒.๔ แสนคู่ สวนทางกับการจดทะเบียนหย่า ร้างที่มีแนวโน้มเพิ่มเติมขึ้นถึง ๑.๔ แสนคู่ จากข้อมูลศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. สายด่วน พม. พบว่ามีผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวประมาณ ๔,๘๓๓ ราย ส่วนใหญ่เป็นบุคคลในครอบครัวทำร้ายกัน ๗๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสาเหตุเกิดจากอย่างที่บอก ยาเสพติด บันดาลโทสะ แล้วก็ความรู้สึกในเชิงอำนาจ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือสถิติการฟ้องร้องใน คดีครอบครัวขึ้นสู่ศาล ปี ๒๕๖๖ เกี่ยวกับการอนาจารความรุนแรงในครอบครัวมีเพียง ๑๖๐ คดีเท่านั้น ในจำนวนยอดไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องนั้นมีอยู่ประมาณ ๒๓๘ ราย ลองนึกดูว่าเรามี กี่รายที่ต้องกลับไปเจอสภาพความรุนแรงแบบเดิม ๆ โดยที่ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม หรือชั้นศาล ซึ่งจากตรงนี้เรามีหน่วยงานที่รับร้องเรียนถึง ๑๕ หน่วยงาน แต่ว่าประชาชนนั้น กลับเข้าถึงข้อมูลแล้วก็ติดต่อหน่วยงานเหล่านี้ได้ยากนะครับ ระบบที่ท่านทำคลังข้อมูล สารสนเทศทางด้านครอบครัวเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ หรือกรุงเทพมหานคร เอาจริง ๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นสถานีตำรวจที่เป็นด่านแรก ในการรับแจ้งความนั้นแทบจะไม่มีข้อมูลเหล่านี้อยู่เลย เมื่อระบบมันเป็นแบบนี้ก็ไม่น่าแปลกใจ ที่มักจะมีการร้องเรียนผ่านช่องทีวี หรือ Social Media แทน สุดท้ายมันจึงเป็นส่วนที่เรา ภาคประชาสังคมต้องช่วยกันหยุดวัฒนธรรมความคิดการนิ่งเฉยความรุนแรงเพียงเพราะ เรื่องส่วนบุคคลหรือว่าเป็นเรื่องครอบครัวจนทุกวันนี้มันกลายเป็นคำว่า สายเกินไป ขอบคุณมาก ครับท่านประธาน