จุฬา อภิปรายแผนอีอีซี ชี้แจงโครงการและรับฟังข้อเสนอแนะ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๖ มีนาคม ๒๕๖๘

จุฬา สุขมานพ ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับโครงการอีอีซี โดยชี้แจงความแตกต่างจาก Eastern Seaboard ในอดีตที่เน้นอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมีซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมยืนยันว่าอีอีซีปัจจุบันโฟกัสอุตสาหกรรมทันสมัยที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และรับฟังข้อเสนอแนะเรื่องมาตรการความปลอดภัยและการจัดการหลังเกิดเหตุ จุฬา สุขมานพ อภิปรายความสำคัญของสาธารณูปโภคด้านน้ำและพลังงานสะอาดเหนือโครงสร้างพื้นฐาน ถนน เน้นย้ำการจัดการของเสียและขยะในแผนสิ่งแวดล้อมใหม่ และชี้แจงสถานะโครงการรถไฟความเร็วสูงกับสนามบินอู่ตะเภาว่ากำลังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย จุฬา สุขมานพ อธิบายแผนการก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดที่จะเสร็จพร้อมใช้งานในปี ๒๕๗๐ และรับข้อเสนอแนะเรื่องการปรับปรุงรายงานประจำปี รวมถึงการจัดการขยะในจังหวัดระยองโดยจะจัดทำแผนภาพรวมเพื่อแก้ปัญหา

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตตอบข้อซักถาม ของท่านสมาชิกในประเด็นต่าง ๆ จะขออนุญาตเริ่มที่ท่านอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ ที่ท่าน กรุณาให้ข้อแนะนำ แล้วก็สอบถามเกี่ยวข้องกับในเรื่องประเด็นที่อยากให้สำนักงานดูแลใน เรื่องอีอีซี จะไม่ให้มีปัญหาเหมือนกับตัว Eastern Seaboard สมัยก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วใน พื้นฐานของอีอีซีในปัจจุบันนี้ เราดูแลในลักษณะอุตสาหกรรมซึ่งพยายามจะแก้ไขปัญหา ซึ่งเกิดจาก Eastern Seaboard สมัยก่อนที่เน้นในเรื่องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมันแล้วก็ ก๊าซธรรมชาติ แล้วก็มีปิโตรเคมีต่อเนื่องมา อุตสาหกรรมในสมัยนั้นมันก็ทำให้เป็นผลต่อเรื่อง สิ่งแวดล้อม ต่อเรื่องเกี่ยวกับพื้นที่ชุมชนค่อนข้างเยอะ อันนี้เป็นเหตุให้อีอีซีตั้งมาโดยโฟกัสใน อุตสาหกรรมอีกประเภทหนึ่ง เป็นอุตสาหกรรมที่ทันสมัยแล้วก็ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาดูนับจากนี้ไปถ้าเราดูย้อนต่อไปอีกสัก ๑๐ ปี ๑๕ ปี สิ่งที่เคยเกิด ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงปีปัจจุบันกับสิ่งที่ปัจจุบันที่จะเกิดขึ้นต่อไปน่าจะเป็นบทเรียนที่ แตกต่างกัน เพราะจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมจะมีความแตกต่างกัน ส่วนประเด็นมาตรการ ที่เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย เรื่องสิ่งแวดล้อม ผมเห็นด้วยนะครับ จะขออนุญาตรับ Comment ท่านไป ทั้งในเรื่องในเชิงป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องความปลอดภัยและ สิ่งแวดล้อมและการจัดการหลังจากที่มีเหตุเกิดขึ้น ถ้าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดแล้ว จะทำอย่างไรต่อ ทางเราจะเข้าไปดูกันอีกที เพราะว่าท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านเสนอแนะ ในประเด็นคล้าย ๆ กันนะครับ

ส่วนในเรื่องที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายแล้วมีความเห็น ในทำนองคล้าย ๆ กัน ก็คือในปัจจุบันในเรื่องสาธารณูปโภคจะมีความสำคัญ ความจำเป็น มากกว่าโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องถนนหนทางในพื้นที่อีอีซีอาจจะถือว่า พอใช้ได้ นอกจากประเด็นที่ท่านสมาชิกได้มี Comment เดี๋ยวผมจะตอบท่านต่อ แต่หลัก ๆ ที่สำนักงานให้น้ำหนักมากที่สุดในปัจจุบันคือสาธารณูปโภคที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำดิบ แล้วก็เรื่อง พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานสะอาด เพราะ ๒ ตัวนี้จะเป็นตัวสำคัญในการที่ ถ้าเราจะดึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการทำอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำดิบและไฟฟ้าพลังงานสะอาดสำคัญที่รองลงมา ซึ่งเป็นประเด็นที่ท่าน สมาชิกหลาย ๆ ท่านถามเยอะเลยคือเรื่องการจัดการของเสีย แล้วก็พวกขยะ พวกนี้เป็น ประเด็นซึ่งเราให้น้ำหนักในเรื่องนี้เป็นพิเศษ แล้วก็ในแผนภาพรวมฉบับปัจจุบันและในแผน สิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ซึ่งรอเข้า ครม. ในเร็ว ๆ นี้ก็จะมีการ Address ประเด็นนี้เป็นเรื่อง สำคัญเลย ส่วนข้อสังเกตอื่น ๆ ของท่านอนันต์ ผมขออนุญาตรับไป

ส่วนในเรื่องที่ท่านถามต่อเรื่องความล่าช้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงกับ สนามบินอู่ตะเภา เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ที่ผ่านมาโครงการเกี่ยวกับท่าเรือได้เริ่มดำเนินการ ไปแล้ว เป็นไปตามแผนแล้ว แต่โครงการของรถไฟความเร็วสูงกับสนามบินอู่ตะเภายังไม่ได้เริ่ม อู่ตะเภาจะเริ่มเป็นจริงเป็นจังในสัก ๒-๓ เดือนข้างหน้านี้ น่าจะเริ่มดำเนินโครงการแล้ว แล้วจะใช้เวลาจากนี้ไปก็น่าจะปี ๒๕๗๒ ถึงจะได้ใช้ ส่วนเรื่องรถไฟความเร็วสูงทางสำนักงาน ทางรัฐบาล ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย และเอกชนกำลังพยายามที่จะให้เริ่มโครงการได้ ในกลางปีนี้อยู่ อันนี้ก็อยู่ในระหว่างกระบวนการทางกฎหมายอยู่

ส่วนประเด็นของท่านกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ได้สอบถามว่าการลงทุน ก่อสร้างท่าเรือที่มาบตาพุดจะเสร็จเมื่อไร ในกระบวนการกลางปี อีก ๒ ๓ เดือนนี้จะมีการ ก่อสร้างโครงสร้างที่เป็นในเชิงกายภาพ การเตรียมท่าจะเสร็จกลางปีนี้ แล้วจากนั้นทาง เอกชนจะใช้เวลาอีกประมาณ ๒ ปี ที่จะติดตั้งส่วนที่จะใช้เริ่มประกอบกิจการได้ ซึ่งการที่จะ สามารถรับตัวแก๊ส LNG ได้ น่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี ๒๕๗๐ ครับ ส่วนข้อเสนอที่ ท่านกมนทรรศน์ได้เสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมโครงการต่าง ๆ แล้วก็เนื้อหาที่จะให้ ปรากฏอยู่ในรายงานประจำปี ผมขออนุญาตรับไปนะครับ เพราะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เวลาเรากลับมาดูในรายงานประจำปีแล้ว ได้ Comment ของท่าน สมาชิกมันมีประเด็นซึ่งเนื้อหาอาจจะไม่สามารถที่จะทำให้ท่านสมาชิกสามารถเอาไปคุย ต่อได้ เราพยายามจะ Revise อีกทีหนึ่ง แล้วก็จริง ๆ แล้วในช่วงปี ๒๕๖๖ ถ้าพูดกันจริง ๆ ในเนื้อหาของผลงานที่เกิดขึ้นจะเป็นผลงานในเชิงการเตรียมมากกว่าการให้เป็นผลลัพธ์ ที่ชัดเจน แต่ในรายงานปีหน้าที่จะเข้ามาก็น่าจะมีอะไรมากกว่านั้น ก็ขออนุญาตรับตรงนี้ไป แล้วก็ส่วนท่านกมนทรรศน์ได้มี Comment เกี่ยวกับเรื่องการจัดการขยะในพื้นที่โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในระยอง ก็มีปัญหาจริง ๆ ครับ ผมขออนุญาตยอมรับ เพราะว่าในที่ผ่านมาปัญหา เรื่องขยะแต่เดิมในอีอีซีมีการคุยกันตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้ว แต่เป็นเรื่องของการจัดการโครงการ เป็นรายโครงการไป แล้วก็พยายามที่จะให้ใช้ศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการ จัดการขยะนับตั้งแต่การรับขยะมาจากประชาชนจนไปถึงโรงกำจัดขยะซึ่งแต่ละพื้นที่แต่ละ กิจกรรมซึ่งมีการพูดถึงการตั้งโรงงานต่าง ๆ ในกรณีนี้ที่มีการกำหนดไว้ ๖ พื้นที่ที่จะต้องสร้าง โรงงานกำจัดขยะ แต่จริง ๆ แล้วจนถึงปัจจุบันปี ๒๕๖๘ แล้วยังไม่ได้เกิดขึ้น อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เราจำเป็นต้องไปทำแผนเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อให้แทนที่เราจัดการเป็นรายที่ รายจังหวัด ราย อบจ. ไป จะต้องมีการจัดการในลักษณะแผนภาพรวมซึ่งมีสูตรเผื่อว่าจะใช้ ในพื้นที่อื่นได้ต่อไป

ส่วนประเด็นท่านวิทยาจะคล้าย ๆ กัน ท่านวิทยาได้สอบถามเรื่องการกำจัด ขยะ เรื่องบริหารจัดการ ซึ่งตรงนี้ในการบริหารจัดการขยะอย่างที่ผมเรียนว่าในพื้นที่ที่ผ่านมา เป็นการให้ภารกิจนี้ตกไปกับ อบจ. แล้วก็อยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะบางระดับ ของขยะจะมีแตกต่างกัน แต่ในพื้นที่ท้องถิ่นจะมีบางพื้นที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมด้วย จะมีปัญหาค่อนข้างมากเลยเพราะ Capacity ในการที่เขาจัดการขยะอุตสาหกรรม จะแตกต่างจากการจัดการขยะชุมชน เพราะฉะนั้นตรงนี้เองก็ทำให้เราจำเป็นต้องไปบรรจุ เรื่องนี้ไปกับแผนเรื่องสิ่งแวดล้อมของอีอีซีตั้งแต่ปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ซึ่งเราพยายามดึง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาทำงานด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต ว่าในแผนตัวนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเลยว่าในปีนี้จนถึงปี ๒๕๗๐ จะเป็นอย่างไร ผมจะขอ อนุญาตนำเสนอแผนให้ทีหลัง แต่ในตรงนี้รายละเอียดแผนเรื่องนี้จะมีการพูดประเด็นเรื่อง การจัดการขยะไว้โดยเฉพาะ

ส่วนประเด็นท่านพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ถามถึงว่าตัวเป้าหมายของ สำนักงานเกี่ยวกับในเรื่องของการลงทุนหรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ในการที่เราจะวัดว่าอีอีซีจะ เติบโตอย่างไร คือเนื้อหาสาระในปัจจุบันสำนักงานเรามองเป้าหมายเป็น ๓ ลำดับ คือลำดับ แรกเราพยายามจะดึงการลงทุนให้เข้ามาในพื้นที่ ๓ จังหวัดเหล่านี้ให้ได้ การลงทุนที่ว่านี้คือ การลงทุนเอาเม็ดเงินจริงลงมาในพื้นที่ ซึ่งเราตั้งเป้าว่าในแต่ละปีเม็ดเงินที่เกิดจากการทำ โครงการเกิดขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัดจะปีละประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕ ปีจนถึงปี ๒๕๗๐ ก็ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือตัวที่ ๑ เอาเม็ดเงินให้เข้ามาในจังหวัดให้ได้ก่อน หลังจากนั้นเราจะตามไปดูผลิตภัณฑ์มวลรวมของ ๓ จังหวัด ซึ่งเราตั้งเป้าไว้เหมือนกันว่า อยากจะให้ GPP EEC ของ ๓ จังหวัดเพิ่มขึ้นประมาณปีละ ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่ผ่านมา ในเชิงสถิติ GPP ของ ๓ จังหวัดของ EEC จะโตกว่าของประเทศเสมอ เพราะฉะนั้นตรงนี้ เราเลยตั้งเป้าเป็นในลักษณะที่จะท้าทายให้ว่าแต่ละปีโดยเฉลี่ยใน ๕ ปีของแผนอยู่ที่ ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนการที่จะไปวัดว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไรจริง ๆ จากการมีอีอีซี เราจะใช้ตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งจะดูตัวดัชนีความก้าวหน้าของคนซึ่งตรงนี้ทุกปีทางสำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เก็บตัวเลขไว้ ที่ผ่านมาใน ๓ จังหวัดของอีอีซี จะเติบโตประมาณ ๑.๖-๑.๗ เปอร์เซ็นต์ เราก็ตั้งเป้าว่าทุกปีดัชนีการเติบโตในพื้นที่ ๓ จังหวัด ซึ่งมีการระบุไล่เป็นรายจังหวัดเฉลี่ยแล้วจะโตประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็จะทำให้เราวัด ทั้งในเชิงภาพใหญ่คือการลงทุน ภาพรายได้ที่เกิดขึ้นกับจังหวัด แล้วก็วัดตามความก้าวหน้า ของคนในจังหวัดเลย ส่วนในประเด็นที่ท่านพงศธรสอบถามเกี่ยวกับการส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำ จริง ๆ แล้วในปัจจุบันคนที่ดูแลเรื่องการสร้างอ่างแล้วการเอาน้ำส่งไปจากอ่างหลัก ๆ จะเป็น กรมชลประทาน ซึ่งในกรมชลประทานนี่เวลาเขาสร้างอ่างเก็บน้ำเสร็จแล้วเขาจะมีเกณฑ์ในการจัดสรรน้ำ ในทุกปีกรมชลประทานจะรู้ว่ามีน้ำอยู่ในอ่างขนาดไหน อันนี้หมายถึงอ่างทั้ง ๓ จังหวัดเลย แล้วกรมชลประทานก็จะมีการกระจายน้ำไปตาม Priority โดยการจัดลำดับความสำคัญของ น้ำที่จะส่งให้ Priority ที่ ๑ ลำดับความสำคัญแรกจะส่งไปให้ภาคเกษตรก่อน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ภาค เกษตรจะรับน้ำในเปอร์เซ็นต์ที่เยอะที่สุดของการได้รับน้ำไป หลังจากนั้นแล้วกรมชลประทาน จะให้น้ำไปใช้ในการอุปโภคบริโภคซึ่งรวมถึงการทำประปาอะไรต่าง ๆ ได้ด้วยนะครับ

ส่วนที่ ๓ ใช้น้ำไปกับการ ภาษากรมชลประทานเรียกว่าการจัดการระบบนิเวศ หลัก ๆ ยกตัวอย่างเช่น การไล่น้ำเค็มในแม่น้ำบางปะกง ก็จะมีการจัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ไม่ให้น้ำเค็มเข้ามาในพื้นที่มากเกินไป สุดท้ายใน Priority น้อยที่สุดจะเข้าไปที่ภาคอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมจะได้รับน้ำโดยเฉลี่ยแล้วไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของน้ำ ทั้งหมด แต่หลัก ๆ ไปที่เกษตรก่อน เพราะฉะนั้นในกระบวนการที่ท่านสอบถามเรื่อง โครงข่ายในการส่งน้ำภาคการเกษตร โดยปกติแล้วจะใช้ในบริเวณคลองชลประทาน แล้วก็ ในพื้นที่ซึ่งทางกรมชลประทานจะเข้าไปจัดการกับท้องถิ่นเอง เพราะว่าน้ำเพื่อใช้การเกษตร จะแตกต่างกัน เพราะท่อน้ำจะเป็นกรณีที่ท่อที่ส่งระหว่างอ่างเก็บน้ำกับอ่างเก็บน้ำ

ส่วนประเด็นของท่านนพพล เหลืองทองนารา ที่เกี่ยวกับเรื่องขยะ เรื่องน้ำ เสียหรือการจัดการน้ำดี การจัดการขยะในภาคอุตสาหกรรม ผมขออนุญาตรวมตอบก็คือได้ ตอบท่านสมาชิกไปแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางตัวทางอีอีซีเองอยากจะให้สิ่งที่เราทำได้ดีแล้ว ทำได้ไม่ดีเป็นบทเรียนให้กับพื้นที่อื่นด้วย ผมคิดว่าหลังจากที่เราเริ่มใช้แผนแล้วก็ได้ติดตาม และประเมินผลผมคิดว่าน่าจะใช้ตอบโจทย์ได้พอสมควรในกรณีกับที่เอาไปใช้ในภาคอื่นครับ

ส่วนประเด็นของท่านชวาล พลเมืองดี เกี่ยวกับเรื่องปัญหาของโรงงานการจัด Zoning หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจากโรงงานที่เกิดขึ้นตอนหลังจากที่มีการประกาศ Zoning แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องของความจริง เนื่องจากว่าอีอีซี คือจังหวัดอีอีซี คือ ๓ จังหวัด แล้วสำนักงาน มีอำนาจในการกำหนดผังเมืองว่าพื้นที่ไหนจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้แค่ไหน อย่างไร แต่ในการขออนุญาตจัดตั้งโรงงานแล้วก็การอนุมัติการจัดตั้งโรงงานถ้าอยู่นอกพื้นที่ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสำนักงานดูแลไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะมีกรณีที่ท่าน ได้กล่าวถึงจริง ๆ ว่านอกเขตแม้ไปอยู่ในจังหวัดอีอีซีแต่ถ้าสำนักงานไม่ได้มีอำนาจตามไปดู มันจะมีกรณีที่หลุด แต่อันนี้ผมขออนุญาตรับไปประสานงานกับทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม อีกทีหนึ่งครับ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราอยากจะให้ปัญหาลักษณะนี้ไม่ไปเกิดในพื้นที่อื่น ที่เราจะขยายต่อไปนะครับ ส่วนสำนักงานหลัก ๆ เราพยายามที่จะดูทิศทางแล้วช่วยกลไก ในการบริหารงานภาครัฐ คือเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาแต่สำนักงานไม่ได้มีอำนาจเข้าไป ดำเนินการได้เกือบทุกอย่างตามที่ท่านเสนอมาแต่อย่างไรก็ตามเราถือว่าไม่ใช่เรื่อง แต่ในที่สุด แล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคล้าย ๆ กับที่ท่านสมาชิกได้แนะนำ เราพยายามจะประสานให้เกิดผลได้ นะครับ

ส่วนประเด็นปัญหาจุดตัดรถไฟที่ได้นำเสนอ ในปัจจุบันโครงการในจุดนั้น ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาอีไอเอเตรียมทำสะพานข้ามจุดตัด อยู่นะครับ ตรงนั้นก็จะมีกรณีดำเนินการกันต่อไป แต่ช่วงนี้รออีไอเอให้จัดการให้เสร็จก่อน ก็ขออนุญาตรับความเห็นข้อเสนอแนะท่านชวาลไปดูต่อด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องผังเมืองหรือความล่าช้าของผังเมืองรวมในตัว ๓๐ อำเภอจาก ๓ จังหวัดอีอีซี ซึ่งตรงนั้นก็ต้องไปขับเคลื่อนกันจริง ๆ ปัจจุบันนี้เพิ่งไปได้แค่ ๙ พื้นที่เอง ขอบคุณท่านฐากูรที่ได้ให้กำลังใจสำนักงาน ส่วนที่ท่านสอบถามว่าประกาศสิทธิประโยชน์ ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ตอนนี้ยังรอเข้า ครม. อยู่นะครับ ตอนนี้สำนักงานพยายามจะติดตามอยู่ เพราะว่าอันนั้นจะเป็นกลไกสำคัญที่สุดเลยในการให้สิทธิประโยชน์ของอีอีซีนะครับ ตอนนี้ เรารอตัวนี้มาพักใหญ่แล้วเหมือนกัน เผอิญมันมีการเปลี่ยนแปลง ครม. เรื่องเลยต้องรอเสนอ กลับเข้าไปใหม่นะครับ

ส่วนประเด็นที่ท่านวุฒิพงศ์เสนอสอบถามเกี่ยวกับเรื่องปราจีนบุรี คือใน ปัญหาปราจีนบุรีนี่จะเป็นกรณี ซึ่งสำนักงานต้องดำเนินการตามกฎหมาย คือในหลักการนี่ สำนักงานเห็นด้วยกับในการที่ขยายเขต แต่ในกระบวนการจะต้องมีการออกพระราช กฤษฎีกาขยายจาก ๓ จังหวัดเดิมเพิ่มปราจีนบุรีไป ซึ่งในกระบวนการนี้อย่างที่ท่านได้ นำเสนอว่าเรามีการเตรียมการศึกษาเพื่อใช้ตอบโจทย์เพื่อให้มั่นใจว่าเชิงนโยบายปราจีนบุรี เหมาะสม แต่การที่จะประกาศแค่ปราจีนบุรีไปเฉย ๆ เรื่องยังไม่จบนะครับ เพราะว่าการที่ เราจะประกาศได้เราก็คิดถึงผังเมือง แล้วสิ่งที่ท่านสมาชิกได้ใช้เวลาอภิปรายกันไปทั้งหมดใน วันนี้ เพื่อให้สามารถจัดภาพของปราจีนบุรีไปเริ่มต้นคิดไว้ตั้งแต่แรกนะครับ เพราะฉะนั้นใน กรณีนี้เราเลยจำเป็นต้องรับฟังความเห็นอีกพักหนึ่ง ซึ่งในกำหนดระยะเวลานี้เราพยายามจะ เสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อีอีซี ให้ตัดสินใจใน เชิงนโยบายได้ในเดือนกันยายนนี้ แล้วก็เตรียมออกพระราชกฤษฎีกาขยายเขตกันต่อไป

ส่วนประเด็นของท่านกฤชก็เป็นประเด็นที่ท่านกับสำนักงานได้ทำงานด้วยกัน เสมอมา แล้วก็ในกรณีการให้การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนที่ท่านสอบถามนี่เราใช้วิธีเปิด โครงการให้วิสาหกิจชุมชนเสนอโครงการเข้ามา แล้วให้ทางคณะกรรมการพิจารณานะครับ เราจะไม่ได้เป็นกรณีที่ไปเสาะหาเอง เพราะฉะนั้นในกระบวนการโดยส่วนใหญ่เราจะมี การกำหนดเป็นรอบให้มาเสนอ ซึ่งบางครั้งพ้นรอบไปแล้ว ถ้ามาทีหลังโครงการน่าสนใจเราก็ จัดการให้ พูดง่าย ๆ ก็คือถึงแม้จะมีกำหนดเป็นรอบเวลาเสนอโครงการ แต่นอกเวลาก็ มีการเสนอต่อเนื่องมา เพราะฉะนั้นในวิธีการนี่เราจะให้วิสาหกิจชุมชนเป็นคนเสนอ แต่เราจะมีการบอกกรอบแล้วเรามีทีมงานไว้ติววิสาหกิจชุมชนให้เขียนกระบวนการ เนื่องจากคณะกลั่นกรองโครงการเรามีอยู่

ส่วนประเด็นในเรื่องของการมีส่วนร่วมของกิจกรรมของ สส. ในพื้นที่ทาง สำนักงานจะดำเนินการจะพยายามเชิญท่านสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาชิกใน ๓ จังหวัด เราค่อนข้าง Active แล้วมีข้อมูลในเชิงพื้นที่ซึ่งตัวผมเองและสำนักงาน ได้ประโยชน์จากท่านสมาชิกได้เยอะเลยในการได้ข้อมูลในเชิงลึกที่เรามาช่วยกันแก้ไขต่อไป แล้วข้อเสนออื่น ๆ สำนักงานขออนุญาตรับไปพิจารณาแล้วจะขอทำงานรอบข้างไปกับท่าน จนกว่าจะถึงรอบต่อไปมีการเสนอรายงานประจำปี ๒๕๖๗ ต่อไป ขอบคุณครับ