จุลพันธ์ ยันกลไกกระจายภาษีฯ ทั่วไทย ลดความเหลื่อมล้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๖ มีนาคม ๒๕๖๘

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ระบุว่ากลไกการกระจายภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังท้องถิ่นเป็นไปตาม พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด และประมวลรัษฎากร โดยบริษัทสามารถเลือกยื่นแบบภาษีรวมหรือแยกได้เพื่อลดต้นทุนและความสะดวกในการบริหาร แม้ว่าการยื่นแบบรวมจะทำให้เม็ดเงินไม่สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม แต่รัฐบาลยังคงต้องรักษาความสมดุลระหว่างการพัฒนาเมืองใหญ่และการลดความเหลื่อมล้ำ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็กราบขอบพระคุณท่านสมาชิก ท่านสมชาติที่ได้มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องของกลไกในการ จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวตนะครับ แล้วก็กลไกในการที่จะกระจายกลับไปยังท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. ซึ่งเป็นเรื่องของ พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งตรงนี้ ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า กลไกในการแก้ไขกฎหมายก็ได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จมานาน แล้วในเรื่องของ พ.ร.บ. ประมวลรัษฎากร ที่ได้ล้อตามกันมา แต่ต้องเรียนด้วยความเคารพ ว่าสิ่งที่ท่านเป็นห่วงโดยเฉพาะในประเด็นของการกระจายเม็ดเงินลงไปยัง อบจ.ภูเก็ต ต้องเรียนด้วยความเคารพว่ารัฐบาลเห็นความสำคัญของจังหวัดซึ่งเป็นกลไกหลักในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่นภูเก็ต เช่นจังหวัดที่ทำเม็ดเงินให้กับรัฐจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม ในมิติอีกมิติหนึ่งนั้นเป็นเรื่องของการที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ กับการกระจายรายได้ไปยังจังหวัดอื่น ๆ เช่นเดียวกัน ในเบื้องต้นเลยผมเรียนคร่าว ๆ ก่อน อย่างนี้ว่าถ้ายกตัวอย่างอย่างเช่นกรุงเทพมหานคร สัดส่วนที่ได้รับงบประมาณนี้ก็นับว่าสูง กว่าจังหวัดอื่น ๆ อยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าจะมาดูในเรื่องสัดส่วนของกิจกรรมทาง เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้สะท้อนเช่นเดียวกันก็ได้น้อยกว่า เพราะรัฐบาลเองมีความจำเป็น จะต้องดูแลทุก ๆ จังหวัดให้มีความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนโดยเฉพาะคนที่ขาดจากโอกาส ก็มีความจำเป็นในการบริหารจัดการเพื่อกระจายให้มันมีความเป็นธรรม ซึ่งตรงนี้ถ้าท่านได้ ติดตามเรื่องของการจัดทำงบประมาณก็จะทราบว่ามีกลไกในการคิดคำนวณที่จะกระจายให้ เม็ดเงินมันลงไปยังท้องถิ่นต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมแล้วก็เป็นธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องของตัวกฎหมายเองต้องเรียนอย่างนี้ครับว่ากรมสรรพากรเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องของ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเราก็แน่นอนต้องยึดตามประมวลรัษฎากรซึ่งในประมวล รัษฎากรเอง มาตรา ๘๓ กำหนดว่าเมื่อภาษีแวตเก็บเข้ามาแล้ว ทางบริษัทเอกชนสามารถ เลือกได้ในกรณีที่จะยื่นภาษีแบบแยกหรือแบบรวม แบบแยกก็คือแยกในแต่ละสาขาของตน ถ้าเป็นบริษัทซึ่งมีสาขา แบบรวมก็คือรวมในจุดเดียวซึ่งก็ไปที่สำนักงานใหญ่ อันนี้เป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นจริง ๆ แล้วก็เป็นข้อเท็จจริงนะครับ ในส่วนของภูเก็ตเองนั้นผมต้องเรียนต่อท่านด้วย ความเคารพว่าก็เป็นหนึ่งในจังหวัดซึ่งมีการจดทะเบียนบริษัทซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่แล้วก็มี การยื่น Filing ภาษีในลักษณะรวมค่อนข้างมาก มากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ด้วยซ้ำนะครับ แน่นอนว่าน้อยกว่ากรุงเทพมหานคร แต่ก็ติดอันดับ Top หมายความว่าอย่างไร เมื่อมีการ รวมการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เม็ดเงินที่นับรวมเพื่อที่จะกระจายไปยังท้องถิ่นก็นับรวมอยู่ใน ยอดรวมที่สำนักงานใหญ่นั่นเอง หากเป็นกรุงเทพมหานครเงินก็จะมารวมศูนย์ที่กรุงเทพฯ หากเป็นจังหวัด เช่น ภูเก็ตหรือจังหวัดใดเงินก็จะไปรวมศูนย์ที่จังหวัดนั้น แล้วก็จะตัดแบ่ง ๕ เปอร์เซ็นต์ส่งให้กับ อบจ. กรณีนี้ไม่ได้บังคับใช้กับกรุงเทพมหานครนะครับ ในกรณีที่ยื่น Filing ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ๕ เปอร์เซ็นต์นี้จะไม่มีการหักออก เก็บไว้ แต่จะนำส่ง คลังทั้งจำนวน ซึ่งตรงนี้เองเป็นกลไกที่มันเป็นไปตามกฎหมาย ท่านถามคำถามของท่านบอก ว่าเราจะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขได้เมื่อไร ผมต้องเรียนว่าในขณะนี้กฎหมายเราต้องยึดตามตัว บทกฎหมายซึ่งไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ โดยกลไกที่เราให้ภาคเอกชนหรือบริษัท สามารถเลือกที่จะยื่นแบบภาษีได้แบบรวมหรือแบบแยกนี้นะครับ แน่นอนครับ มันมีทั้งข้อดี และข้อเสีย ข้อเสียก็อย่างที่ท่านได้เรียนว่ามันไม่สะท้อนกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จริง แต่ในข้อดี ๑. ก็คือเรื่องของ Ease of Doing Business นะครับ คือหมายความว่าบริษัท เหล่านั้นก็จะมีความสะดวกเพราะว่าสามารถ Filing ภาษีได้ในจุดเดียว สามารถบริหาร จัดการเรื่องของกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้นครับ สามารถบริหารจัดการในเรื่องของการคืนภาษี ในเรื่องของการชำระอย่างรวมศูนย์ ซึ่งมันเกิดความสะดวกกับภาคเอกชนซึ่งจำนวนมาก ที่เป็นลักษณะของบริษัทสาขาห้างร้านก็จะเลือกในประเภทนี้นะครับ เรื่องที่ ๒ คือมันเป็น การลดต้นทุนอย่างมหาศาลของภาคเอกชน ของภาคธุรกิจนะครับ เป็นเรื่องของที่เรียกว่า Compliance Costs ก็คือการที่ผู้ประกอบการอาจจะต้องมาชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณี ที่แยกยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มแยกเป็นตามรายสาขา จะมีภาระค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นกับภาคเอกชนอีก จำนวนมากนะครับ ภาคเอกชนจำนวนมากจึงเลือกได้ตามที่ประมวลรัษฎากรได้กำหนดโดย ส่งคำขอมายังทางอธิบดีกรมสรรพากรในการที่จะยื่นแบบรวมหรือแบบแยก อันนี้เป็นไปตาม ตัวบทกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการชำระภาษีแล้ว หากมารวมศูนย์อยู่อย่างเช่น กรุงเทพมหานครที่ท่านเป็นห่วงมีการยื่นรวมแบบที่สำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพมหานคร แน่นอนครับ รัฐบาลก็เก็บส่วน ๕ เปอร์เซ็นต์เข้าเป็นรายได้แผ่นดิน เราก็ใช้กลไกตาม พระราชบัญญัติงบประมาณหรือกลไกอื่น ๆ ในการที่จะผลักดันเม็ดเงินกลับไปยังระบบ เศรษฐกิจแล้วก็ผลักดันส่วนหนึ่งกลับไปยังท้องถิ่นรวมถึง อบจ. ด้วย ซึ่งยกตัวอย่างเช่นในปี ๒๕๖๘ คือปีปัจจุบันที่ใช้งบประมาณอยู่ก็มีการผลักดันงบประมาณผ่านไปถึง ๓๐,๐๐๐ ล้าน บาท ลงไปยัง อบจ. ทั่วประเทศ อันนี้ก็เป็นอีก ๑ กลไกในการที่จะ Channel ในการที่จะดึง เงินให้ไหลกลับไปยังท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการกระจายเม็ดเงินอย่างเป็นธรรมนะครับ ซึ่ง อบจ. แน่นอนว่าภูเก็ตก็เป็นอีก ๑ ในองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งได้รับงบประมาณใน ลำดับต้น ๆ ของประเทศเช่นเดียวกันนะครับ ตรงนี้เราก็ดำเนินการผ่านทางกลไกงบประมาณ ซึ่งมีทั้งงบประมาณซึ่งเป็นลักษณะของเงินอุดหนุนทั่วไป งบประมาณในส่วนของค่าใช้จ่าย ตามอำนาจหน้าที่ งบประมาณในส่วนของภารกิจถ่ายโอนเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นกลไกที่รัฐบาลต้องใช้ในการที่จะนำเม็ดเงินซึ่งได้รับผ่านทางภาษีต่าง ๆ และกระจายกลับไปยังให้จังหวัดต่าง ๆ ให้เกิดความเป็นธรรมแล้วก็ลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ สร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจครับ ขอบพระคุณครับ