ธีระชัย แสนแก้ว อภิปรายปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถาบันการเงิน โดยชี้ว่าคนไทยมักกู้เงินเพื่ออุปโภคบริโภคแทนการลงทุน ทำให้เกิดวงจรหนี้และดอกเบี้ยทบต้น พร้อมยกตัวอย่างกรณีบ้านถูกยึด และเสนอให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบแก้ไข
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผม ขอร่วมอภิปรายญัตติการแก้ไขปัญหาความยากจนของท่านอนุชา บูรพชัยศรี ท่าน สส. เป็นผู้เสนอในวันนี้ ท่านประธานครับ ถ้าพูดถึงความยากจนมันก็มีมานานแล้วมันไม่จบ ไม่สิ้นสักที รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยโดยเฉพาะพวกเราสภาผู้แทนราษฎรก็พูดเรื่องความยากจน มาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้ ถ้าจะพูดถึงเมื่อก่อนนั้นมันก็เจอวิกฤติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง คนมีเงินกลับกลายเป็นยาจก ล้มละลาย แม้กระทั่งไปขายซาลาเปาก็มีครับตอนนั้น แต่ ณ วันนี้ ท่านประธานครับ มันเกิดขึ้นกับครัวเรือน คำว่า ครัวเรือน มันมีทุกระดับครับ ครัวเรือนใหญ่ ครัวเรือนกลาง ครัวเรือนเล็ก หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดย่อม ก็คือไม่พ้นเรื่องหนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาหนี้ครัวเรือนนี้กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่าที่สำคัญ มีแนวโน้มที่จะแก้ไขให้ดีขึ้นได้เลยครับ มันไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นเลย นับวันก็มีแต่หนี้สิน เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวี่ทุกวัน มันมีแต่หนักขึ้นครับ เพราะว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนนี้ก็คือมันมาจาก สถาบันการเงินนั่นล่ะครับ ธนาคารปล่อยกู้ให้คนทั่ว ๆ ไปนี่ล่ะครับ แล้วนำไปใช้จ่ายในชีวิต ประจำวัน นำไปใช้ซื้อของอุปโภคบริโภค ก็คือบางส่วนไม่ได้เอาไปลงทุน พอเราไม่มีสตางค์ซื้อของ ซื้ออะไรใช้จ่าย มีบัตรประชาชน บัตรประชารัฐแล้วมันหมด มันหมดก็ต้องกู้ ทั้งกู้สถาบันทั้งกู้ นอกระบบ ยิ่งสถาบันการเงินทุกวันนี้ก็กู้ยากเย็นยิ่งขึ้นนอกจากเกษตรกรก็คือไปกู้ ธ.ก.ส. พอไปกู้ ธ.ก.ส. ก็มาลงทุน มาทำไร่ข้าว อ้อย มัน ยาง ไร่นา ราคาไม่ขึ้นก็เป็นหนี้เป็นสินมันก็ พัวกันไปอย่างนี้มันก็ครัวเรือนเหมือนเดิมล่ะครับ ตอนนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนกลายเป็นปัญหา เรื้อรังมา จนแบงก์ชาติเขาก็ประกาศออกมาว่าหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยอยู่ที่ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ จีดีพีของประเทศครับ เพราะฉะนั้นบางคนก็อาจจะบอกว่าต่างประเทศก็มี เหมือนกัน ก็เกิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนกันของจีดีพีของประเทศนั้น ๆ แต่มันก็ไม่ได้แตกต่าง อะไรกับประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะไม่พ้นความรับผิดชอบของคนในประเทศได้ ก็คือพวกเรานี่ล่ะครับ ก็คือรัฐบาลที่เราจะต้องนำเสนอเขาในวันนี้นะครับ เพราะว่าหนี้สิน อุปโภคมันเป็นหนี้สินที่เกิดขึ้นแล้ว มันไม่ได้ไปใช้หนี้ก่อให้มีรายได้ในการที่จะไปใช้หนี้ต่อ เพราะว่าไปซื้อของอยู่ ของกิน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะว่าการก่อหนี้ของคนไทยบางคน บางครัวเรือนไม่ได้ก่อหนี้เพื่อนำไปลงทุน ไม่ได้นำไปสร้างรายได้อนาคตหรือทำธุรกิจอะไร ซึ่งมันแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว อันนี้ไม่ใช่ว่าดูถูกคนไทยนะครับ ในเมื่อญัตติพอเอา ความจริงมาพูดกันก็ต้องพูดความจริง เอาประสบการณ์นะครับท่านประธาน แล้วหนี้สินที่เรา เอาไปใช้เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคมันเกิดสิ่งที่จะตามมาคือการใช้แล้วมันก็หมดไป พอหมดไปแล้ว มันก็หมด ไปธนาคารเขาก็ไม่ให้กู้อีก หลักทรัพย์หมดแล้ว มันก็ไม่พ้นเรื่องเงิน พอหลังจากนั้นแล้ว มันก็มีปัญหาติดตามมาก็คือดอกเบี้ยเก่า พอดอกเบี้ยมันก็มาทบต้น ต้นก็ทบดอก ดอกทบต้น มันก็เกินไปแล้วก็ทำให้เป็นหนี้เรื้อรังกันมา ท่านประธานครับ มันก็อยู่ที่เรื่องของสถาบันการเงิน และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าเวลากู้ไปซื้อบ้านจะได้เห็นดอกเบี้ยงาม ๆ เลยนะครับ บ้านจัดสรร อะไรทั้งหมด บ้านสงเคราะห์บ้านอะไรก็แล้วแต่ สมมุติว่าเราจ่ายต้น ๕,๐๐๐ ดอกเบี้ย ๒๐,๐๐๐ ครับท่านประธาน แล้วทีนี้บางคนตกงานถ้าไม่มีอะไร ไม่มีรายได้เข้ามาเสริมอีก แล้วบ้านนั้นก็ถูกยึดไปครับท่านประธาน อันนี้ก็เห็น ๆ อยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุดคนที่ส่งเสริม ให้ชาวบ้านเป็นหนี้บางครั้งก็คือสถาบันการเงินนั่นล่ะครับ อยู่วันดีคืนดีโทรศัพท์มาหาบอกว่า มีโครงการนั้นโครงการนี้กู้เงินไปมาเอาไปเลย ต้องการหารายได้เพราะเจ้าของแบงก์ก็ต้องการ จะให้ลูกน้องเพื่อไปหาลูกค้า พอกู้เสร็จแล้วตอนแรกโทรไปให้กู้ ตอนหลังโทรไปให้ทวงเงินครับ นี่ก็คือปัญหา ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอกราบเรียนกับท่านประธานว่าอย่างไรก็แล้วแต่ มันยังมีตัวอย่างของท่านป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขาก็บอกว่ามันมีแยกออกเป็นหลาย ๆ กลุ่ม กลุ่มแรก ก็คือ ๔.๗ ล้านคน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของคนเป็นหนี้ คือกลุ่มที่จะสามารถชำระหนี้ได้ปกติ กลุ่มนี้ ไม่น่าห่วงเท่าไร แต่กลุ่มที่ ๒ ชำระหนี้ได้ตามปกติ แต่ก็เริ่มจะมีปัญหาแล้ว เริ่มน่ากังวลแล้ว เกิดไม่มีที่จะไปกู้หนี้ คือพวกนี้กู้ร้อยล้านบาท ขอให้ใช้ร้อยปีก็กู้ พวกนี้ก็มีปัญหา แล้วอีกพวกหนึ่งคือกำลังเป็นหนี้เรื้อรัง พวกนี้ก็ชำระได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ คน และกลุ่มที่ ๔ กลุ่มที่น่าห่วงมาก ก็คือกลุ่มเข้า ICU ก็คือหนี้เรื้อรัง ไม่มีสภาพในการชำระหนี้ กลุ่มนี้มีมากถึง ๔,๘๐๐,๐๐๐ คน ๒๕ เปอร์เซ็นต์พวกนี้พะงาบ ๆ อยู่ ICU นี่คือเป็นประเด็น และกลุ่มที่ ๔ นี้ทุกวันนี้ตัวเลข เริ่มสูงขึ้น ๆ เกินกลุ่มที่ ๑ แล้ว กลุ่มที่ ๑ ๔๗๐,๐๐๐ ซึ่งกู้มาใช้ไป เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้มันก็จะ เป็นปัญหาเรื้อรังต่อไปในฐานะที่พวกเราเป็นลูกหนี้ เพราะฉะนั้นกระผมคิดว่าต้องเร่งช่วยเหลือ โดยด่วน แล้วรัฐบาล สถาบันการเงินต้องเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพราะปัญหาหนี้สิน ไม่ใช่เพียงปัญหาของคนไทยคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นปัญหากระทบภาพรวมของเศรษฐกิจ ของประเทศ แต่ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านแพทองธาร ชินวัตร ที่ได้มีการผลักดัน ให้ ธปท. แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยลงมาอีก ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ น่าจะเป็นการต่อลมหายใจให้กับ ผู้ประกอบการและให้กับผู้มีหนี้มีสินต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ