พิมพ์ภัทรา อภิปรายขอตั้ง กมธ.ศึกษาแก้ปัญหาทุเรียน ยกร่างกฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล อภิปรายสนับสนุนญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและยกร่างกฎหมายว่าด้วยทุเรียน โดยเน้นย้ำความสำคัญในการยกระดับทุเรียนให้เป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีระบบการจัดการอย่างยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้รัฐเปิดตลาดส่งออกใหม่ ๆ และกระจายโอกาสด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปยังพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนทั่วประเทศ

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครศรีธรรมราช พรรครวมไทยสร้างชาติ ดิฉันขอลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาการส่งเสริม พัฒนา แก้ไข ปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืนทั้งระบบ และยกร่างกฎหมายว่าด้วยทุเรียนของท่านวิชัย สุดสวาสดิ์ และ สส. ท่านอื่นที่ยื่นญัตติมาด้วยกันในวันนี้ค่ะ ก่อนอื่นต้องกราบขอบคุณสภาแห่งนี้ที่ให้ ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร แล้วก็ผู้ที่อยู่ในระบบทั้งหมดของทุเรียน แล้วก็ได้เล็งเห็น ถึงความสำคัญ ไม่ว่าครั้งที่ผ่านมาเราจะขอในการตั้งญัตติด่วนเพื่อนำเสนอและขอให้ หาวิธีการแก้ไขปัญหา ครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญอีกครั้งหนึ่งเพราะว่าไม่ใช่แค่ญัตติที่จะมาขอ เพื่อที่จะให้ศึกษาเท่านั้นแต่มันรวมถึงเรื่องของการจัดการ มีการทำกฎหมายเพื่อรองรับ การแก้ไขปัญหา จริง ๆ แล้วเหมือนที่เพื่อนสมาชิกและผู้เสนอญัตติได้พูดมาทั้งหมดว่าวันนี้ รายได้ของทุเรียนในการส่งออกเราพูดกันเป็นแสนล้าน ถ้าเทียบกับพืชเกษตรเราอยู่ในลำดับ ๑ ใน ๕ ทุเรียนอาจจะเป็นอันดับ ๒ อันดับ ๓ หรืออันดับ ๔ ด้วยซ้ำ พื้นที่การเพาะปลูก เพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี มูลค่าการส่งออกก็มีมูลค่าจากแสนล้านมาเป็นล้านล้านแล้ว แต่ปัญหา ของพี่น้องที่กำลังเจอในทุก ๆ ปีมีความแตกต่างกันไป สิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรสามารถทำได้ ก็คือต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ วันนี้สิ่งที่เราอยากเห็นก็คือว่าอยากเห็นทุเรียนเป็นพืช อุตสาหกรรม เพราะเมื่อไรก็ตามที่มีการจัดการแบบอุตสาหกรรมแน่นอนมันจะยั่งยืน และสามารถวางโครงสร้างแล้วก็มีกฎหมายรองรับ สามารถทำให้เกษตรกรมั่นใจได้ว่าคนที่ ปลูกทุเรียนมามีกระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบ แน่นอนท่านประธานคะ วันนี้พืชเกษตร ทุกตัวหรือแม้แต่ปศุสัตว์เรากำลังเจอปัญหาเรื่องของราคา แต่ทุเรียนเองจะเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สวนทางกับคนอื่น ๆ เขา เราเพิ่งจะมาเจอปัญหาเรื่องของราคาเมื่อสัก ๒ เดือนที่ผ่านมา รอยต่อของปี ๒๕๖๗ ถึงปี ๒๕๖๘ คือเรื่องของปัญหาสารเคมีตกค้าง แต่สิ่งที่เราอยากเห็นที่สุด ก็คือเรื่องของกระบวนการจัดการที่ดิฉันพยายามพูดถึงว่าทุเรียนต้องเป็นพืชอุตสาหกรรม ต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ วันนี้ทุเรียนมีทั้งต้นทุน มีทั้งเรื่องคุณภาพ เรื่องของการส่งออก และสำคัญที่สุดก็คือต้องมีกระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบ และมีกฎหมายรองรับ ต้นทุน แน่นอนวันนี้เราไม่สามารถกำหนดเองได้เลยเรื่องของปุ๋ยและสารเคมี เนื่องจากต้องนำเข้า แทบทั้งหมด เรื่องของแหล่งน้ำ เรื่องของแรงงาน แน่นอนเรื่องต้นทุนเป็นเรื่องที่พี่น้อง เกษตรกรชาวสวนทุเรียนต้องแบกรับ นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เรื่องของสภาพอากาศ แล้วก็เรื่องของกระบวนการจัดการ วันนี้เกษตรกรที่มีองค์ความรู้ เท่านั้นถึงจะรอด ดิฉันพูดบอกว่าเกษตรกรที่เป็นสวนทุเรียนทำไมต้องเป็นอุตสาหกรรม เพราะต้องอาศัยองค์ความรู้ ต้องอาศัยการจัดการ วันนี้ลำพังแค่เกษตรกรรายเดียว เจ้าเดียว แปลงเดียวอยู่ไม่รอด ต้องอาศัยการจับมือกันมาคุยกันแล้วต้องได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยงานของรัฐ แล้วก็สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่ต้องมาให้ความรู้กัน วันนี้เราโดนผู้ซื้อ มากล่าวหาหรืออาจจะพบจริง ๆ ก็ได้ว่าเรามีทุเรียนปนเปื้อน แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าปัญหา ที่เกิดขึ้นนี้เป็นการทำเรื่องของราคาให้มันตกหรือเปล่า แต่แน่นอนคนที่ต้องรับผลเกษตรกร ต้องรับผลแน่นอน ก็คือโดนกดราคาในช่วงเวลานั้น ๆ เพราะฉะนั้นแล้วการจัดการทั้งหมด ต้องทำอย่างเป็นระบบและต้องวางอย่างชัดเจน ดิฉันสนับสนุนเพื่อนสมาชิกโดยท่านวิชัย สุดสวาสดิ์ ในการตั้งให้มีกฎหมายมารองรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกองทุนที่จะดูแลทั้งเกษตรกร ดูแลผู้สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ต่าง ๆ หรือต้องมีคณะกรรมการที่เข้ามาดูแล การจัดการเรื่องนี้ การดูแลผู้ประกอบการ และที่สำคัญที่สุดประเทศไทยเหมือนที่ท่าน นายกรัฐมนตรีพูด ก็คือว่าประเทศไทยนโยบายของรัฐต้องดูแลคนไทยก่อน เพราะฉะนั้นวันนี้ทุเรียนเป็นผลไม้ส่งออกลำดับต้น ๆ ก็ต้องได้รับการดูแลให้คุ้มค่ากับมูลค่า ที่ส่งออก แน่นอนค่ะวันนี้สิ่งที่เกษตรกรอยากเห็นและผู้ประกอบการอยากเห็น ก็คือว่าเรามี ตลาดส่งออกเป็นตลาดหลัก ๙๗ เปอร์เซ็นต์มีเพียงรายเดียวเท่านั้นค่ะ เราอยากเห็นรัฐบาล แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เปิดตลาดอื่น ๆ ตลาดใหม่ ๆ นอกจากเปิดตลาดใหม่แล้ว กระบวนการอยากเห็นความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ทำไมเราเห็นห้องเย็นขนาดใหญ่นะคะ เห็นนวัตกรรมดี ๆ ไปอยู่แค่ภาคตะวันออก แต่ว่าภาคใต้ในโซนของชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ที่มีพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนมากมายเหมือนกันยังไม่ได้เห็น นวัตกรรมหรือตัวห้องเย็นที่มีคุณภาพและได้รับมาตรฐานเกิดขึ้นค่ะ วันนี้เฉพาะพื้นที่ นครศรีธรรมราชพื้นที่เพาะปลูกเป็นอันดับ ๒ ของภาคใต้กว่า ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ค่ะ สิชล ขนอม นบพิตำ ท่าศาลา รวมไปถึงลานสกา เรามีเกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่ผลิตทุเรียนได้เป็น จำนวนมากไม่รวมพื้นที่ของชุมพรค่ะ แต่เวลาเราต้องขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานรัฐ ชาวสวนก็บ่นกันมาเยอะทุกปีต้องทำ GAP GMP หน่วยงานจำนวนบุคลากรไม่เพียงพอค่ะ หรือแม้แต่แล็บที่จะต้องไปตั้งเพื่อวิเคราะห์เพื่อที่จะช่วยยืนยันถึงคุณภาพของวัตถุดิบในพื้นที่ เราก็ยังไม่มี สิ่งที่เราอยากเห็นก็คือว่าในพื้นที่ที่เพาะปลูกทุเรียนทั้งหมดอยากเห็นแล็บที่ได้รับ การรับรองมาตรฐานเกิดขึ้นในพื้นที่ เอาเริ่มต้นกันมาก่อน ถ้ายังไม่มีทุกจังหวัดภาคใต้เริ่มต้น มาก่อนที่ชุมพร ที่นครศรีธรรมราชค่ะ ที่สุราษฎร์ธานีและไล่ลงไป และสำคัญมากไปกว่านั้น ก็คือการที่เกษตรกรและหน่วยงานของรัฐจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ค่ะท่านประธานคะ ต้อง Update ให้ทันสถานการณ์ ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรไป Update ตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ หรือให้เกษตรกรต้องไป Update จากเพื่อน ๆ ที่เป็นเกษตรกรด้วยกัน วันนี้รัฐอย่าไปขวาง การเติบโตของเอกชนค่ะ เอกชนนำหน้าเราไปแล้ว รัฐก็ต้องเป็นฝ่ายสนับสนุน และที่สำคัญ ที่สุดเราอยากเห็นเกษตรกรได้มีโอกาส ได้กำหนดและเป็นคนต่อรองได้ทั้ง ๆ ที่ตัวเอง เป็นผู้ผลิตหลักค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้ดิฉันขอโอกาสตรงนี้ท่านประธานคะ มาขอโอกาสให้สภา แห่งนี้ช่วย Support พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ