กัณวีร์ เสนอแนวทางแก้ปัญหาลี้ภัยอุยกูร์ เน้นตั้งถิ่นฐานใหม่และรวมครอบครัว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

กัณวีร์ สืบแสง อภิปรายสนับสนุนญัตติด่วนเรื่องการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน โดยวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการของรัฐบาลที่ละเลยหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติเร่งออกกฎหมายคุ้มครองผู้ลี้ภัย กัณวีร์ สืบแสง เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยแบบยั่งยืน 2 รูปแบบ คือ การเดินทางกลับประเทศต้นกำเนิดแบบสมัครใจ และการผสมผสานกลมกลืนในประเทศที่ขอลี้ภัย โดยชี้ให้เห็นข้อจำกัดของแนวทางแรกและเสนอให้ใช้แนวทางที่สองเพื่อเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง กัณวีร์ สืบแสง เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาลี้ภัยชาวอุยกูร์โดยเน้นการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สามและการรวมครอบครัว เพื่อหลีกเลี่ยงการผลักดันกลับสู่จีนซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียชีวิต และเรียกร้องให้สภาพิจารณาข้อเสนอเร่งด่วน

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมขอยืนขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนเพื่อนสมาชิกท่านรอมฎอน ปันจอร์ ในการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาที่จะนำข้อเสนอของเราเข้าไปสู่คณะรัฐมนตรีหรือ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนและผลกระทบต่าง ๆ ท่านประธานครับ ๑ ปี ๙ เดือนที่ผ่านมา ในอาชีพของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นนักการเมืองวันนี้เป็นวันที่ผมอึดอัดที่สุดในการที่จะต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ แล้ววันนี้หากผมจะร่ำไห้ในการที่จะต้องอภิปราย ผมจะไม่ร่ำไห้ให้กับ พี่น้องชาวมุสลิม ผมจะไม่ร่ำไห้ให้กับพี่น้องชาวอุยกูร์ แต่ผมจะร่ำไห้ให้กับการบริหารจัดการ ของรัฐบาลชุดนี้กับการผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศตนเองที่จะต้องกลับไปเผชิญหายนะ ต่อชีวิตของพวกเขา ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งอยากจะนำเรียนท่านประธาน เหตุผลที่ ผมมาเป็นนักการเมืองในวันนี้ก็คือการแก้ไขปัญหาของเรื่องสถานการณ์ผู้ลี้ภัยที่เกี่ยวข้องกับ พี่น้องมุสลิมอุยกูร์ ผมเข้ามาเป็นนักการเมืองจากคนที่ทำงานมนุษยธรรม จากคนที่พยายาม หาทางแก้ไขปัญหาให้กับสิ่งที่มันอยู่ใต้พรมในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ที่ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการไทย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองไทยไม่เคยได้ยินคำว่า ผู้ลี้ภัย ไม่รู้เรื่อง เกี่ยวกับงานทางด้านมนุษยธรรม ผมนี่ล่ะที่กระโดดเข้ามาสู่แวดวงทางด้านการเมืองเพื่อจะ เป็นคนที่จะเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนในเรื่องผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะพี่น้องผู้ลี้ภัย มุสลิมอุยกูร์ แต่วันนี้เป็นวันที่ทำให้เห็นชัดเจน ความพยายามของผม ๑ ปี ๙ เดือนที่ผ่านมา ไม่เคยเป็นผล เสียงสะท้อนจากสังคม เสียงสะท้อนจากเวทีระหว่างประเทศ ต่อให้ประเทศ ไทยช่วยพิจารณาการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนโดยยึดหลักการทางด้านมนุษยธรรม โดยยึด หลักการทางด้านสิทธิมนุษยชนไม่เคยแว่วเข้าไปในหูของรัฐบาล ข่าวลือทั้งหลายที่ผมบอก ออกมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วโดนทุกคนตีหมด กัณวีร์ชอบออกว่าข่าวลือว่าจะมีการส่งกลับ มีการผลักดันพี่น้องผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศต้นกำเนิด จนวันนี้ เมื่อวานนี้ข่าวลือทั้งหมด เป็นความจริง การผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นกำเนิดโดยเฉพาะสถานการณ์ที่ยัง ไม่เอื้ออำนวยให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขไม่ใช่แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน หากพวกท่านไม่เข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย หากท่านไม่เข้าใจในสถานการณ์เรื่อง มนุษยธรรมถามผู้รู้ ถามคนที่ทำงาน อย่าใช้งานทางด้านความมั่นคงมาพิจารณาตัดสินใจ หาเหตุผลในการแก้ไขปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย ผมไม่อยากจะเอ่ยนามของสำนักงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่เสนอในเรื่องเกี่ยวกับการผลักดันผู้ลี้ภัยให้กลับไปประเทศต้นกำเนิด อันนี้ไม่ใช่ ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายถ้าประเทศไทยเรายังไม่รู้จักคำว่า มนุษยธรรม ทำไมทุกคน ไม่เห็นว่ามนุษย์คือมนุษย์ ทำไมทุกคนชอบมองเห็นว่ามนุษย์คือสิ่งของ รู้ไหมว่าตีสี่วันนี้ ตอนเช้าส่งคนกลับไป ๔๐ กว่าชีวิต ชีวิตเขาอยู่ตรงไหนตอนนี้ เขาก็คือคนพี่น้องอย่างพวกเรา พวกท่าน เขามีชีวิต มีจิตใจ และมีครอบครัว ท่านไม่รู้การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ถามผู้รู้ ครั้งที่ ๒ ที่ผมจะย้ำเรื่องนี้ วันนี้สิ่งที่เราจะได้ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้คือแนวทางการแก้ไขปัญหา แบบยั่งยืนในเรื่องมนุษยธรรมบนเรื่องที่สอดคล้องกับเรื่องผู้ลี้ภัย ดีนะที่ท่านประธานสภา เดินบอกว่าห้ามใช้คำพูดคำหนึ่ง แต่คำว่าผู้ลี้ภัยบอกปฏิเสธไม่ได้เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ผม จำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษเรียกว่า Persecution ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยที่บอกว่า เป็นสิ่งต้องห้าม สิ่งต้องห้ามต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือสิ่งที่เราพยายามทำกันอยู่เรื่องผู้ลี้ภัย เราพยายามปิดหูข้างหนึ่ง ปิดตาข้างหนึ่งแล้วบอกว่าประเทศนี้ไม่มีผู้ลี้ภัยอีกต่อไป ๔๐ กว่าปี แล้วที่ผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนอยู่ในประเทศไทยแต่เราไม่เคยเรียกเขาว่าผู้ลี้ภัย ๒๐ กว่าปีแล้ว ที่มีผู้ลี้ภัยในเมืองที่อยู่ในประเทศไทยที่อยู่ในกรุงเทพมหานครเราไม่ได้มองเขาว่าเขาเป็น ผู้ลี้ภัย วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗ เป็นวันที่มีอีก ๑ กลุ่มผู้ลี้ภัยที่เข้ามาโดนพบอยู่ในสวนยาง ที่อำเภอรัตภูมิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ไปเจอกลุ่มชนชาว อุยกูร์พวกนี้ ๒๐๐ กว่าชีวิตในสวนยางตอนตีสอง ลูกเพิ่งเกิด เด็กเพิ่งคลอด หน้าเต็มไป ด้วยยุง พ่อแม่ต้องมีการป้องกันแต่เราไปจับเขา แล้วเราไม่รู้ว่าเขาคือใคร เราไม่รู้แม้กระทั่งว่า เขาคือผู้ลี้ภัย เราบอกเขาว่าเขาเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติตรวจ คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ต้องกระทำการผลักดันกลับ พอเราไม่มีกฎหมายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัยนี่ล่ะมันคือปัญหาของเรา เราในฐานะสภานิติบัญญัติของพวกเรา เราจำเป็นต้องพิจารณาโดยด่วนในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ในการออกกฎหมายเรื่องนี้ มารองรับ เราไม่สามารถปิดหูปิดตาพวกเรา เราไม่สามารถปิดหูปิดตาสาธารณชน เราไม่ สามารถปิดหูปิดตาเวทีระหว่างประเทศได้อีกต่อไป ลืมหู ลืมตา เปิดดูว่าชีวิตนี้ โลกนี้มันมี เรื่องอะไรอย่างนี้ต่อบ้าง ผมจะเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนหรือที่เรียก ภาษาอังกฤษว่า Durable Solution ในเรื่องเกี่ยวกับ Refugee หรือเรื่องผู้ลี้ภัย ๓ แนวทาง ที่อยากจะเสนอผ่านสภาผู้ทรงเกียรติแห่งนี้ไปถึงคณะรัฐมนตรีช่วยพิจารณาดำเนินการ พิจารณาก่อน ถ้าไม่ทราบย้ำอีกครั้งครั้งที่ ๓ ถามผู้รู้

แนวทางแรกในเรื่องเกี่ยวกับแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนในเรื่องผู้ลี้ภัย เราเรียกว่า การเดินทางกลับประเทศต้นกำเนิดแบบสมัครใจ การเดินทางกลับประเทศต้นกำเนิดแบบ สมัครใจ Voluntary Repatriation เขาจะต้องเดินทางกลับประเทศต้นกำเนิดของเขา แต่ต้องสมัครใจ เมื่อเช้านี้เขาเดินทางกลับประเทศต้นกำเนิด เดินทางกลับสมัครใจไหม เพราะฉะนั้นไม่ใช่การแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน อันนั้นคือแนวทางแรกแต่ปรับใช้กับพี่น้องชาว อุยกูร์ได้ไหม ไม่ได้

แนวทางที่ ๒ Local Integration การผสมผสานกลมกลืนในประเทศที่ ขอลี้ภัย หากเขาลี้ภัยเข้ามาแล้วเข้ามาในประเทศใดแล้วในโลกใบนี้ หากเรามีกฎหมายรองรับ ให้เขาสามารถทำงานได้ ให้เขาสามารถอยู่ได้ ให้เขาสามารถมาเป็นแรงงานข้ามชาติได้ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ เราเรียกว่าการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนที่เรียกว่า Local Integration นั่นคือ แนวทางที่ ๒ หากเราสามารถทำได้ประเทศไทยเราจะสามารถเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง

แนวทางที่ ๓ แนวทางสุดท้าย ในเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่อง มนุษยธรรมบนเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย เราเรียกว่า Resettlement การตั้งถิ่นฐานใหม่ ในประเทศที่ ๓ ท่านประธานครับ แนวทางนี้น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ลี้ภัยชาว อุยกูร์ คนที่ถูกขังตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗ จนถึงเมื่อวานนี้ พวกเขา ๑๐๙ คน กลุ่มที่ เข้ามาด้วยกันที่ผมไปเจอที่รัตภูมิ สงขลา วันที่ ๑๒ มีนาคม ๑๐๙ คนโดนส่งกลับไป ผลักดันกลับไปประเทศจีนเป็นชายทั้งหมด ไม่รู้ชะตากรรมไปอยู่ไหน ๑๗๓ คน ลูกและ ภรรยาของผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ประเทศที่ ๓ ที่ประเทศตุรกี ๕๐ กว่าคนที่อยู่ใน ห้องกักของ สตม. ใช้เวลา ๑๑ ปี ใช้ชีวิต ๑๑ ปี อยู่ในห้องกักของ สตม. เสียชีวิตไปแล้ว ๕ คน เพราะฉะนั้นยังมีคนที่อยู่ตรงนี้ การเดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ประเทศที่ ๓ โดยใช้การ รวมครอบครัวหรือ Family Reunification เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ที่อยู่ใน ห้องกักมายาวนานถึง ๑๑ ปี แต่ทำไมไม่คิด ถ้าไม่รู้ ครั้งที่ ๔ ถามผู้รู้ เราจะสามารถตอบ ให้ท่านได้ แต่หากท่านไม่รู้อย่างนี้แล้วท่านยังดื้อดึง ดื้อดัน ผลักดันคนกลับไปเผชิญชะตา กรรมอาจจะถึงชีวิต อาจมีความตายได้ท่านยังทำ ท่านประธานครับ พี่น้องมุสลิมชาวอุยกูร์ โดนผลักดันกลับไปชะตาชีวิตของเขาเป็นอย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาพูดในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้หลายครั้งมาก แล้วสุดท้ายข่าวลือเป็นความจริง เพราะฉะนั้นแนวทาง การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนที่ผมเสนอไป ๓ ข้อ ผมขอให้สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้นำไปพิจารณา เสนอให้กับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา จริง ๆ ผมไม่ต้องใช้สไลด์ เพราะว่าจริง ๆ แล้วสไลด์นี้ ก็หมดไปเรียบร้อยแล้วนะครับ เวลาก็หมด เพราะฉะนั้นผมจะขอสนับสนุนการเสนอญัตติ เร่งด่วนด้วยวาจาของท่านรอมฎอน ปันจอร์ ในเรื่องเกี่ยวกับการเสนอข้อเสนอแนะ และผลกระทบต่าง ๆ ในการผลักดันพี่น้องชาวอุยกูร์กลับไปประเทศจีน ขอบคุณท่าน ประธานครับ