'ชลธิชา' ระบุส่งกลับอุยกูร์ละเมิดสิทธิฯ เรียกร้องติดตามสถานการณ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

ชลธิชา แจ้งเร็ว ระบุประเด็นการส่งกลับชาวอุยกูร์กว่า ๔๐ คนไปยังจีนเป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและ พ.ร.บ. อุ้มหาย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉันต้อง ขอเวลาเพิ่มนะคะ เนื่องจากเมื่อสักครู่หยุดชะงักเรื่องของการอภิปรายไปค่ะ ก็ฝากทางเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะคะ โดยเฉพาะทางพรรคฝ่ายรัฐบาลค่ะ ก็อยากให้ช่วยกันติดตาม เรื่องนี้อย่างใกล้ชิดแล้วก็รวมไปถึงการรับฟังการอภิปรายของทางพวกเราอย่างใกล้ชิดค่ะ เพราะว่าหลาย ๆ ประเด็นเรื่องนี้ที่เป็นเรื่องด่วนที่เราต้องหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันเพราะว่า มันเกี่ยวข้องกับผลกระทบของประเทศไทยและของคนไทยนะคะ คือถ้าท่านฟังดิฉันพูด ยันจบก็คิดว่าคงไม่มีอะไรที่จะต้องมาประท้วงกันนะคะ ท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาว ชลธิชา แจ้งเร็ว ค่ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาต่างก็มีกระแสข่าวเรื่องของการส่งกลับชาวอุยกูร์ ที่ติดอยู่ในประเทศไทยมาหลายครั้งนะคะ ซึ่งประเด็นเรื่องนี้ก็สร้างผลกระทบแล้วก็สร้าง ความกังวลต่อมิตรประเทศ แล้วก็รวมไปถึงประเทศคู่ค้ารายสำคัญของไทยมาโดยตลอด แล้ววันนี้เองค่ะ ประเด็นเรื่องนี้จากข่าวลือเรื่องของการบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ไปยังประเทศ จีนได้กลายมาเป็นเรื่องจริงนะคะ เมื่อเราพบว่ามีเรื่องของรถขังที่ปิดฟิล์มดำอย่างหนาแน่น ขับออกจากห้องกัก ตม. แล้วก็ล่าสุดค่ะสื่อทางการจีนเองก็ออกมายอมรับเป็นที่เรียบร้อย แล้วนะคะว่าไทยได้มีการส่งตัวชาวอุยกูร์กว่า ๔๐ คนกลับไปที่ประเทศจีนเรียบร้อยแล้ว แล้ววันนี้ค่ะล่าสุดทางเว็บไซต์ของยูเอ็นเอชซีอาร์ก็ได้มีการออกแถลงการณ์เพื่อ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทย ซึ่งนำโดยคุณแพทองธารอย่างหนักเรื่องของการส่งตัวกลับ ดังนั้น แล้วดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นข้อยุติแล้วค่ะว่ามันเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริง ๆ นะคะ วันนี้เองดิฉันมี ๒ ประเด็นที่เป็นข้อห่วงกังวลที่อยากจะมาหารือกับพวกเราในที่นี้อยู่ ๒ มิติด้วยกัน มิติแรก คือการละเมิดกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนค่ะ ทั้งกฎหมายภายในประเทศไทยของ เราเองแล้วก็รวมไปถึงกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก ก็คือ พ.ร.บ. อุ้มหายค่ะ ต้องเรียนตามตรงว่าการส่งกลับชาวอุยกูร์ในครั้งนี้นะคะถือว่า เป็นการละเมิดกฎหมายภายในประเทศไทยอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันการอุ้มหายและการซ้อม ทรมาน ซึ่งมีสภาพบังคับใช้อยู่แล้วอย่างน้อย ๒ ปีกำลังจะครบ ๒ ปี แล้วต้องบอกว่า กฎหมายนี้เดิมทีเป็นกฎหมายที่เป็นที่ชื่นชมในนานาประเทศมาโดยตลอดว่าเรามี ความก้าวหน้า เรามีความคืบหน้าด้านสิทธิมนุษยชนนะคะ แล้วกฎหมายนี้ค่ะก็ได้รับการ โหวตสนับสนุนผ่านกฎหมายฉบับนี้จากทุกรัฐบาลในสภาชุดที่แล้วนะคะ ซึ่งประเด็นเรื่องนี้ ถือว่าเป็นการฉีกกฎหมายโดยใช้คำสั่งบริหารในนามของความมั่นคง โดยในมาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ป้องกันการอุ้มหายและการซ้อมทรมาน ระบุไว้ชัดเจนค่ะท่านประธานว่ารัฐบาล จะต้องไม่ส่งตัวบุคคลไปยังประเทศที่อาจจะมีความเสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือการกระทำที่ โหดร้าย แล้วอย่างที่เราทราบกันดีค่ะว่าประเด็นเรื่องของชาวอุยกูร์ในประเทศจีนได้รับการ ปฏิบัติที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือว่าการทรมานต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมาโดยตลอด มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาประเทศมาโดยตลอดนะคะ นอกจากนี้ค่ะท่านประธาน การดำเนินการที่ไม่มีความโปร่งใสและไม่เปิดเผยต่อคำสั่งในเรื่องนี้ คำสั่งการส่งกลับไปใน เรื่องนี้ก็จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการตกอยู่ในสถานะที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบ เพียงฝ่ายเดียว เพราะอย่างที่ดิฉันย้ำค่ะว่าเรามีกฎหมายภายในประเทศไทยที่ทุกหน่วยงาน จะต้องรับผิดชอบและปฏิบัติตามอย่าง พ.ร.บ. อุ้มหายนี้นะคะ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลต้อง ตระหนักได้แล้วว่าการส่งกลับชาวอุยกูร์ไปยังประเทศจีนอาจทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ และรวมไปถึงตัวรัฐบาลเองด้วยซ้ำกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เนื่องจากการปฏิบัติการส่งกลับผู้ลี้ภัยในครั้งนี้ค่ะ ผิดกับกฎหมายภายในประเทศนะคะ แล้ววันนี้ดิฉันทราบมานะคะว่าอาจจะมีการยื่นฟ้อง มาตรา ๑๕๗ ต่อเจ้าหน้าที่และรัฐบาล ที่เกี่ยวข้องต่อการส่งกลับชาวอุยกูรณ์ค่ะ เนื่องจากเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และเป็น การกระทำความผิดกฎหมายภายในประเทศไทยภายใต้ พ.ร.บ. ป้องกันการอุ้มหายและการ ซ้อมทรมาน

ประเด็นที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายภายในประเทศค่ะที่ไม่พูดถึงไม่ได้นะคะ ก็คือการไม่เห็นหัวต่อกระบวนการยุติธรรมไทย ที่ดิฉันต้องพูดถึงเรื่องนี้ค่ะก็เพราะว่ากรณีนี้ ในปัจจุบันค่ะทนายความได้มีการร้องต่อศาลไว้นะคะว่าการควบคุมตัวชาวอุยกูร์อยู่ใน ประเทศไทยกว่าสิบปีเป็นการกระทำโดยมิชอบ เป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบนะคะ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๙๐ นะคะ แล้วในขณะนี้การพิจารณา คดีของศาลก็ยังอยู่ในชั้นศาล อยู่ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ดังนั้นการที่รัฐบาลดำเนินการส่งตัว บุคคลเหล่านี้ออกนอกประเทศโดยไม่เปิดโอกาสให้กระบวนการทางกฎหมายเสร็จสิ้นก่อน ดิฉันถือว่าเป็นการไม่เห็นหัวต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย และดิฉันต้องขอย้ำค่ะว่า นี่คือการละเมิดหลักนิติรัฐอย่างร้ายแรง ซึ่งดิฉันไม่มั่นใจจริง ๆ นะคะว่ารัฐบาลไปเอาความ กล้าเหล่านี้มาจากไหน นอกจากกฎหมายภายในประเทศค่ะก็ยังมีกฎหมายระหว่างประเทศ ที่เราไปเสนอหน้าเซ็นสัญญาไว้หลายฉบับด้วยกัน ฉบับแรกที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คืออนุสัญญา ต่อต้านการทรมานที่ไทยก็เข้าไปเป็นภาคีเรียบร้อยแล้ว การที่ท่านเข้าไปเซ็นสัญญา ในกฎหมายระหว่างประเทศท่านมีพันธะผูกพัน คือท่านต้องปฏิบัติตามต่อกฎหมายเหล่านั้น ไม่ใช่ท่านไปเซ็นลอย ๆ ไว้แล้วก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้รับไม่ได้นะคะ และแน่นอนค่ะว่าการตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้ก็จะส่งผลต่อชื่อเสียงในฐานะสมาชิก คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติค่ะ ซึ่งประเทศไทยเพิ่งจะได้รับตำแหน่งเก้าอี้ นี้ไปเมื่อไม่นานนี้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และดิฉันต้องย้ำว่าการได้ตำแหน่งนี้มา มาจากการ ใช้งบประมาณภาษีของคนไทยที่ท่านของบประมาณเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ของบประมาณจากพวกเราไปใช้ในการรณรงค์หาเสียง แต่ ณ วันนี้ค่ะสิ่งที่มันเกิดขึ้น กลับกลายเป็นว่าประเทศไทยไม่ได้ให้การเคารพแล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติตามพันธสัญญากฎหมาย ระหว่างประเทศที่เราไปรับไว้ในเวทีโลกด้วยซ้ำนะคะ อีกหลักการหนึ่งที่ไม่ได้พูดถึงไม่ได้ นะคะก็คือหลักการไม่ผลักดันกลับ ท่านประธานเชื่อไหมคะว่าในกรรมาธิการการกฎหมายค่ะ เราพิจารณาเรื่องนี้มาหลายครั้งประเด็นเรื่องอุยกูร์ และในห้องกรรมาธิการการกฎหมาย ล่าสุดที่เรามีการประชุมเรื่องนี้ค่ะ ทางเจ้าหน้าที่ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และสภาความมั่นคงแห่งชาติต่างก็ออกมายืนยันแล้วก็ยอมรับกับดิฉันว่าประเทศไทยเรายึด หลักการไม่ผลักดันกลับซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณี นั่นหมายความว่าอะไร หมายความว่า เราจะไม่ทำการส่งกลับผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ชาวอุยกูร์ ซึ่งมีข้อบ่งชี้ที่เป็นอันน่าเชื่อถือได้ว่าหากส่งตัว เขากลับไปแล้วเขาจะถูกทรมาน หรือเขาจะได้รับการปฏิบัติที่ไร้ความเป็นมนุษย์นะคะ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ดิฉันไม่มั่นใจจริง ๆ ว่าถ้าอย่างนั้นในห้องประชุมกรรมาธิการผู้แทนจาก สมช. เองหรือจาก กต. ท่านเอาข้อเท็จจริงที่เป็นข้อดิฉันไม่กล้าพูดจริง ๆ ว่า ณ วันนี้เป็นข้อเท็จจริง อาจจะเป็นแค่เพียงคำหลอกลวง คำโกหกสวยหรูมาใช้ชี้แจงในห้องกรรมาธิการการกฎหมาย ใช่หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่อยากได้รับการชี้แจงนะคะ นอกจากนั้นดิฉันต้องบอกตามตรงค่ะ ท่านประธานอีกมิติหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนก็คือเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศนะคะ ซึ่งรัฐบาลนี้บอกว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วในการแถลงนโยบาย ของท่านค่ะท่านก็พูดถึงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอยู่หลายมิติด้วยกันนะคะ แต่การจงใจ ส่งกลับชาวอุยกูร์ไม่ได้แตกต่างอะไรไปกับรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็น รัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารนะคะ ซึ่งเรื่องนี้ค่ะก็ทำให้เราถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดย ตลอดนะคะ ว่าเรากำลังจะเลือกแนวทางในการเอนเอียงเข้าหาประเทศจีนมากขึ้น ๆ ค่ะ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าเรื่องนี้อาจจะทำให้เราสูญเสียโอกาสทางการทูตและเศรษฐกิจจากประเทศ พันธมิตรที่สำคัญนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศพันธมิตรในโลกอิสลาม ซึ่งประเทไทย ณ วันนี้เองเราก็อยู่ในสถานะของการเป็นผู้สังเกตการณ์ขององค์การความร่วมมือโลกอิสลาม ซึ่งแน่นอนค่ะว่ามันมีเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ อย่างทางฝั่งตุรกีเองหรือว่าทางฝั่ง ซาอุดิอาระเบียที่เราก็เพิ่งจะไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเขามา แต่แน่นอนค่ะดิฉันเชื่อจริง ๆ ว่าการส่งกลับพี่น้องชาวอุยกูร์ในรอบนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและประเด็นเรื่อง การค้าในโลกมุสลิมอย่างแน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นะคะ การส่งไปตัวกลับชาวอุยกูร์ไปยัง ประเทศจีนไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างแน่นอนค่ะ แต่ว่ามันคือการเดิมพันอนาคต ทางการค้า การท่องเที่ยว แล้วก็การลงทุนของประเทศไทย เพราะเราอาจจะสูญเสียโอกาส หลาย ๆ อย่างที่เราไม่สามารถที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้กลับมาเป็นอย่างเดิมได้ง่ายขึ้น เหมือนเดิมแล้วนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ะท่านประธาน ดิฉันต้องเรียนตามตรงนะคะว่า เราอยู่ในยุคที่มาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน หลักการนิติรัฐ นิติธรรม หลักการเรื่อง ประชาธิปไตยถูกใช้เป็นหนึ่งในประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาเพื่อพิจารณาประเด็นเรื่องของการค้า ระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น กรณีเรื่องของอียูค่ะ เมื่อไม่กี่วันก่อนดิฉันเอง ก็มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมกับ สส. จากสหภาพยุโรป และหนึ่งในประเด็นที่เราหยิบยก มาพูดคุยกันก็คือเรื่องของอุยกูร์ เพราะทางนั้นให้ความสำคัญแล้วก็สนใจเรื่องนี้อย่างมาก และแน่นอนค่ะว่าตอนนี้ไทยเองก็กำลังจะเจรจาการค้าระหว่างประเทศอย่างเอฟทีเอไทยอียู อยู่นะคะ ซึ่งทางผู้แทนของทางฝั่งอียูแล้วก็กระทรวงจากสถานทูตจากทางฝั่งประเทศอียู หลายประเทศก็แสดงความกังวลเรื่องนี้ แล้วก็ส่งสัญญาณมาว่าประเด็นเรื่องของการละเมิด สิทธิมนุษยชน หรือว่าการไม่เคารพต่อหลักนิติรัฐนิติธรรมจะเป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกหยิบยกมา พิจารณาในการทำการค้าระหว่างประเทศอย่างแน่นอนนะคะ นอกจากนั้นในขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาซึ่งต้องบอกว่าเป็นคู่ค้าที่สำคัญ ของประเทศไทยเช่นเดียวกัน ก็ได้แสดงความกังวลและคัดค้านอย่างรุนแรงต่อการส่งกลับ ชาวอุยกูร์ของไทยมาโดยตลอดนะคะ แล้วหลังจากการส่งกลับวันนี้ดิฉันคิดว่าเราจะต้อง เตรียมตัวตั้งรับและรับมือกับผลที่อาจจะตามมานะคะ โดยเฉพาะเรื่องของความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศและการค้า และในขณะเดียวกันค่ะคู่ค้าในตลาดที่ไทยได้ดุลการค้าก็อาจจะ เอาเรื่องนี้มาพิจารณาเพื่อใช้มาตรการทางการค้าเป็นการตอบโต้นะคะ เช่นการทบทวนสิทธิ พิเศษทางการค้า หรือเรื่องของกำแพงภาษี ดิฉันไม่มั่นใจจริง ๆ ว่าท่านพูดว่าท่านคำนึงถึง เรื่องการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ ท่านพยายามเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุน ในประเทศไทย แต่ท่านได้คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ท่านประธานคะการส่งกลับ ชาวอุยกูร์ดิฉันย้ำอีกครั้งหนึ่งไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของการเมืองหรือเรื่องสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ถึงแม้ว่าดิฉันจะทำเรื่องสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด แต่ดิฉันต้องย้ำกับพวกเราในครั้งนี้ว่าเหตุผลที่ญัตติด่วนเรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เพราะแน่นอนมันจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยทั้งเรื่องของความมั่นคงภายใน แล้วก็ความ มั่นคงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดิฉันอยากจะชวนพวกเรานึกย้อนไปว่าตอนช่วง ปี ๒๕๕๘ ที่มีการส่งกลับชาวอุยกูร์ไปยังประเทศจีน มีการประท้วงเกิดขึ้นในหลายประเทศ ที่เป็นประเทศโลกมุสลิมและหนึ่งในนั้นก็คือประเทศตุรกี ท่านประธานเชื่อไหมคะว่ามีการ ประท้วงที่สถานทูตไทยในประเทศตุรกีนะคะ และ ณ วันนั้นกระทรวงการต่างประเทศ ของไทยถึงขั้นต้องออกแถลงการณ์เพื่อเตือนคนไทยในประเทศตุรกีไม่ให้แสดงตนว่าเป็น คนไทยเพราะกังวลว่าอาจจะเกิดเรื่องของความรุนแรงเกิดขึ้นในวันนั้น แล้ววันนี้เหตุการณ์ นั้นก็กลับมาอีกครั้ง ดังนั้นแล้วดิฉันต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องเจรจาและหา แนวทางในการแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง ที่สำคัญค่ะท่านประธาน เรากำลังสูญเสียความ เป็นธรรมทางกฎหมายภายในประเทศอย่างที่ดิฉันบอก เราละเมิดกฎหมายภายในประเทศ เยอะมาก ณ วันนี้ แล้วเราก็กำลังทำลายเกียรติภูมิของไทยในสายตาประชาคมโลก แล้วยัง จะมีหน้าที่ไหนไปบอกว่าเราพร้อมและเราเหมาะสมกับตำแหน่งเก้าอี้คณะมนตรีสิทธิ มนุษยชนแห่งสหประชาชาติจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ดิฉันได้ย้ำไปก่อนหน้านี้ว่า เศรษฐกิจและความมั่นคงของไทยเราเชื่อมกับเวทีโลกมากขึ้นกว่าเดิม การที่ไทยยอมรับว่า เราเป็นประเทศที่เคารพเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่แค่หลักการทางศีลธรรม แต่ว่าเราจะต้องทำ ให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความน่าเชื่อถือทางด้านเศรษฐกิจและการทูตที่มากกว่านี้ มิฉะนั้นแล้ว ดิฉันไม่มั่นใจจริง ๆ ว่าใครจะกล้ามาลงทุนในประเทศที่ไม่เคารพแม้กระทั่งกฎหมาย ภายในประเทศของตัวเอง ท้ายที่สุดค่ะท่านประธาน ดิฉันก็ขอให้รัฐบาลนี้ที่ท่านอ้างว่า เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นโยบายของท่านดิฉันก็อ่านทุกวันท่านก็ชี้ตลอดเลยว่า ท่านเคารพเรื่องหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็อยากให้ท่านช่วยรักษาสมดุลระหว่าง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับชาติตะวันตก และที่สำคัญคือท่านต้องกล้าที่จะยืนยัน บนหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนและกฎหมายภายในประเทศไทย และกฎหมายระหว่าง ประเทศที่ท่านไปเสนอหน้าเซ็นไว้ด้วย ขอบคุณค่ะ