อัครุตน์ สนธยานนท์ นำเสนอรายงานประจำปีกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ปี ๒๕๖๖ โดยชี้แจงวัตถุประสงค์ การบริหารจัดการ และสรุปผลการดำเนินงานโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสิทธิประโยชน์จากบัตรสวัสดิการสู่การใช้บัตรประชาชน อัครุตน์ สนธยานนท์ เสนอมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การอุดหนุนค่าสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม รวมถึงการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า อัครุตน์ สนธยานนท์ นำเสนอมาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า พร้อมวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ของกองทุนประชารัฐสวัสดิการที่ช่วยลดความยากจนและกระตุ้นเศรษฐกิจไทย อัครุตน์ สนธยานนท์ รายงานผลการตรวจสอบบัญชีกองทุนประชารัฐ สวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ประจำปีงบประมาณ ๒๕ๆ๖ โดยชี้แจงรายละเอียดงบ
สวัสดีครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกที่เคารพครับ ผม นายอัครุตน์ สนธยานนท์ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง ขอเสนอรายงานประจำปีกองทุนประชารัฐ สวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ต่อไปจะขอเรียกว่า รายงานประจำปี ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติการจัดประชารัฐ สวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยรายงานประจำปีประกอบด้วย ๔ ส่วน สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ ส่วนที่ ๑ ข้อมูลทั่วไปกองทุนประชารัฐสวัสดิการ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ขอเรียกว่ากองทุนนะครับ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยกำหนดให้ตั้งไว้ ที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายในการจัดประชารัฐสวัสดิการ ที่เป็นการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย หรือเพื่อสนับสนุนโครงการที่ให้บริการ ทางสังคมที่เป็นการช่วยเหลือประชาชนในภาวะลำบากทุกประเภท โดยมีการบริหารงานผ่าน คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะขอเรียกว่า คณะกรรมการ ในส่วนที่ ๒ ผลการดำเนินงานของกองทุนในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ กองทุนได้ดำเนิน โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ขอเรียกว่าโครงการประจำปี ๒๕๖๕ ตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งได้เปิดรับลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ และหน่วยงานรับลงทะเบียนในช่วงระหว่างวันที่ ๕ กันยายน ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ โดยได้มีผู้มาลงทะเบียนจำนวนทั้งสิ้น ๒๒,๒๙๐,๐๐๐ คน ซึ่งผู้ลงทะเบียนทั้งหมดจะต้อง ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของโครงการ ปี ๒๕๖๕ และเมื่อผ่านการ ตรวจสอบคุณสมบัติแล้วจะต้องดำเนินการยืนยันตัวตนนะครับ หรือที่เรียกว่า EKYC โดยหาก หรือพบว่าสถานการณ์ยืนยันตัวตนสมบูรณ์ จึงจะสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตามโครงการ ปี ๒๕๖๕ ได้ โดยได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๖ ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ พบว่ามีผู้ผ่าน เกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติตามโครงการ ๒๕๖๕ จำนวนทั้งสิ้น ๑๕.๐๔ ล้านคน โดยเป็นผู้ ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติและได้ยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว จำนวนทั้งสิ้น ๑๓.๗๘ ล้านคน ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เห็นชอบให้การจัดสรร ประชารัฐสวัสดิการใหม่ให้แก่ผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการปี ๒๕๖๕ โดยมีการ ปรับเปลี่ยนวิธีการให้ความช่วยเหลือจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นบัตรประจำตัวประชาชน และเริ่มให้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๖ เป็นต้นมา โดยมีรายละเอียดดังนี้
๑. วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบ เพื่อการเกษตร จำนวน ๓๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน
๒. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน ๘๐ บาทต่อคนต่อ ๓ เดือน
๓. วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน ๗๕๐ บาทต่อคน ต่อเดือน ซึ่งสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่งสาธารณะโดยไม่จำกัดวงเงินตามประเภท
๔. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า อุดหนุนค่าไฟฟ้า จำนวน ๓๑๕ บาท ต่อครัวเรือนต่อเดือน โดยกรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินกว่าวงเงินที่กำหนด ผู้มีสิทธิจะเป็นผู้รับภาระ ค่าไฟฟ้าทั้งหมด
๕. มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา อุดหนุนค่าน้ำประปา จำนวน ๑๐๐ บาท ต่อครัวเรือนต่อเดือน โดยกรณีใช้น้ำประปาไม่เกิน ๑๐๐ บาท แต่ไม่เกินจำนวน ๓๑๕ บาท ผู้มีสิทธิยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน จำนวน ๑๐๐ บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน จำนวน ๑๐๐ บาทด้วยตนเอง แต่หากผู้มีสิทธิใช้น้ำประปา ใช้เกิน ๓๑๕ บาท ผู้มีสิทธิจะต้อง เป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด อนึ่งสำหรับมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะชำระค่าบริการที่ผู้มีสิทธิได้ใช้บริการ ตามเงื่อนไขที่ กำหนดให้แก่หน่วยงานผู้ให้บริการ โดยผู้มีสิทธิไม่ต้องสำรองเงินจ่ายค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา ก่อนแต่อย่างใด ทั้งนี้การดำเนินงานของกองทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ มีผลการจ่ายเงิน สวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ จำนวน เงินทั้งสิ้น ๕๔,๖๘๒,๕๘๐,๖๔๐.๖๔ บาท ในส่วนที่ ๓ ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการ ใช้จ่ายของกองทุน การจัดประชารัฐสวัสดิการมีผลอย่างมากต่อการลดค่าครองชีพและ บรรเทาค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของผู้มีสิทธิ เมื่อพิจารณาจากฐานข้อมูลผู้มีสิทธิที่ยืนยันตัวตน เรียบร้อยแล้วตามโครงการปี ๒๕๖๕ จำนวน ๑๓.๗๘ ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๒๐.๙ ของประชากรทั้งประเทศ โดยเมื่อนำวงเงินสวัสดิการที่ได้รับเป็นประจำทุกเดือน ไปเปรียบเทียบกับเส้นความยากจน Poverty Line จะสะท้อนค่าครองชีพต่อคนต่อเดือน ล่าสุดของปี ๒๕๖๔ ที่จำนวน ๒,๘๐๓ บาทต่อคนต่อเดือน จะพบว่าในภาพรวมของประเทศ วงเงินในบัตรที่รัฐให้แก่ผู้มีสิทธิเพื่อนำไปใช้จ่าย จำนวน ๑,๔๙๒ บาทต่อคนต่อเดือน คิดเป็น ร้อยละ ๕๓.๒ ของเส้นความยากจนที่สะท้อนค่าครองชีพต่อคนต่อเดือนเหลือภาระที่ผู้มีสิทธิ จะรับเองร้อยละ ๔๖.๘ ของเส้นความยากจนเท่านั้น จะเห็นได้ว่าวงเงินสิทธิมีบทบาทสำคัญ ต่อการบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้มีสิทธิที่คิดเป็น ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งประเทศ ช่วยให้มีกำลังซื้อมากขึ้นจากการประหยัดค่าใช้จ่ายประจำวันและสามารถนำเงินที่ประหยัด ไปใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ได้มากขึ้น นอกจากนี้การจัดบัตรประชารัฐสวัสดิการยังมีผลต่อเศรษฐกิจ เชิงมหภาค เนื่องด้วยการบริโภคเอกชนเป็นองค์ประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ หรือที่เรียกว่าจีดีพี โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ การบริโภคเอกชนมีสัดส่วนมากถึง ร้อยละ ๕๔ ของจีดีพี เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบจากการจ่ายเงินสวัสดิการแห่งรัฐปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ มูลค่า ๕๔,๖๘๒,๕๘๐,๖๔๐.๖๔ บาท โดยใช้แบบจำลองเศรษฐกิจมหาภาค พบว่าการจ่ายเงินสวัสดิการแห่งรัฐดังกล่าวส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๖๖ ขยายตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ ๐.๑๕ จากกรณีฐานการบริโภคภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ ๐.๗๒ จากกรณีฐาน ดังนั้นความต่อเนื่องของการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านวงเงินสิทธิ ให้แก่ผู้มีสิทธิโดยใช้เงิน จากกองทุน จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องครับ
ส่วนที่ ๔ รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินของกองทุนประชารัฐ สวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ สำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดินมีหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบรายงานการเงินของกองทุน ซึ่งประกอบด้วยงบแสดงฐานะการเงิน งบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน และงบแสดง การเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์สุทธิส่วนทุน และหมายเหตุประกอบรายงานการเงิน รวมถึงหมายเหตุ สรุปนโยบายการบัญชีที่สำคัญ โดยรายงานการเงินของกองทุนสรุปได้ดังนี้
ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ แสดงความเห็นว่ารายงานการเงินข้างต้นนี้ แสดงฐานะการเงินของกองทุน ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และผลการดำเนินงานสำหรับ ปีสิ้นสุดวันเดียวกันโดยถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญมาตรฐานตามบัญชีภาครัฐ และนโยบายการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด
๑. งบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ กองทุนมีสินทรัพย์ รวมทั้งสิ้น ๓,๔๒๒,๖๓๘,๗๑๐.๙๙ บาท หนี้สินรวมทั้งสิ้น ๒๔๐,๙๕๐,๐๘๙.๕๔ บาท รวมสินทรัพย์สุทธิส่วนทุน ๓,๑๘๑,๖๘๘,๖๒๑.๔๕ บาท
๒. งบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ มีรายได้รวม ๔๑,๘๘๕,๘๓๖,๘๘๐ บาท และมีค่าใช้จ่ายรวม ๕๔,๙๑๐,๔๗๓,๘๕๑.๑๔ บาท รวมรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ ๑๓,๐๒๔,๖๓๖,๙๗๑.๑๔ บาท
๓. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์สุทธิส่วนทุน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ กองทุนมียอดคงเหลือ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ จำนวน ๑๖,๒๑๒,๑๑๕,๒๔๕.๔๒ บาท และยอดคงเหลือ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ จำนวน ๓,๑๘๑,๖๘๘,๖๒๑.๔๕ บาท ขอบคุณครับ