สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

วิทยา แก้วภราดัย หารือเรื่องการเพิ่มการออมเงินผ่านกองทุนเงินออมแห่งชาติ และเสนอแนะวิธีการเพิ่มสมาชิกให้มากขึ้น พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการส่งเสริมการออมเงินให้กับประชาชน

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมพยายามที่จะติดตามกองทุนการออมแห่งชาติมาตลอดเป็นระยะ ๆ เพราะตอนเราออก กฎหมายผมคิดว่าเราก็ฝากความหวังไว้เยอะเพราะว่ามันคือบำนาญประชาชน เราคิดถึงการ ออกพระราชบัญญัติบำนาญประชาชน ในยุคสมัยที่ประชาชนเราก็รู้ว่าเริ่มจะก้าวเข้าสู่สังคม ผู้สูงวัย ปัญหาประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่มีบำนาญครับ เวลาเกษียณอายุแล้วเงินที่ เริ่มจ่ายกันเดือนละ ๕๐๐ ๖๐๐ บาทขยับขึ้นมาเรื่อย ๆ เพิ่งเริ่มเกิดมาในยุคหลัง ๆ หลังจาก ที่เราออกกฎหมายฉบับนี้แล้ว เพราะฉะนั้นความตั้งใจของการออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือต้องการที่จะฝึกคนมีอายุเริ่มออมเงิน รุ่นท่านประธาน รุ่นผมเราโดนฝึกตั้งแต่เรียน ชั้นประถม ฝากธนาคารออมสิน เดือนละบาท ๒ บาท ๕ บาท ถูกสะสมอย่างนี้ แต่ยุคหลัง ๆ ธนาคารออมสินก็หายไปจากโรงเรียนเด็กเล็กไปเกือบหมดแล้วครับ ธนาคารออมสินพัฒนา ตัวเองไปอีกรูปแบบหนึ่ง ตอนที่เราออกพระราชบัญญัติเงินออมแห่งชาติเราก็คิดถึงบำนาญ ประชาชน และสอนผู้สูงอายุให้เข้าสู่ระบบการออมเป็น โดยรัฐจะเป็นคนช่วยสนับสนุนอุ้มชู ให้กองทุนเงินออมนี้อยู่รอดได้ ผมไม่เคร่งเครียดครับ ท่านเลขาครับ กับเรื่องราวที่เขาวิจารณ์ ว่าไปทำโน้นทำนี่แล้วจะขาดทุน ผมกลัวด้วยซ้ำไปว่าจะเอาเงินคนสูงอายุไปลงทุนแล้วขาดทุน เสี่ยงภัยมากเกินไปเพื่อหวังกำไร เคยเห็นนักเล่นหุ้น นักลงทุน ระเนระนาดกันเป็นแถว ในวันที่เชื่อมั่นว่าตัวเองเก่งสามารถลงทุนได้ปลอดภัย เพราะฉะนั้นรักษาไว้ดีที่สุดรักษาเงิน คนผู้สูงอายุที่เตรียมจะเป็นผู้ปลดบำนาญ แล้วก็รอบำนาญจากกองทุนเงินออมนั้นได้มีโอกาส แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเสนอแนะและให้ความเห็นต่อกองทุนก็คือการเพิ่มอัตราผู้เข้าร่วมกับ กองทุนมันไม่ได้เติบโตอย่างที่เราคาดหวังในวันที่เราออกพระราชบัญญัติครั้งแรกครับ ตัวเลข มันค่อนข้างต่ำ แล้วผมก็คิดว่าที่ต่ำมันก็เพราะอย่างนี้ครับท่าน พูดกันตรง ๆ ก็คือประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่รู้จักครับ เงินออมประชาชนหรือบำนาญประชาชนฉบับนี้ ไม่รู้จัก กองทุนเงินออมแห่งชาติ จริง ๆ ครับท่าน ในชนบทคนที่จะรู้น้อยมาก แต่คนที่ไม่มีบำนาญ ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านจำเป็นต้องแหวกวงล้อมความไม่รู้ของ ประชาชน เพราะการที่จะสอนให้กับคนที่อยู่นอกระบบการศึกษา สอนให้คนต้องทำมาหากิน ทุกวัน สอนให้คนที่ทำไร่ทำนารู้จักการออมเป็นเรื่องยาก เรื่องใหญ่ รุ่นผมถูกสอนตั้งแต่ ประถม มัธยม พวกผมจำมาได้ครับ แต่ถ้ามาสอนคนแก่เดี๋ยวนี้ยาก ผมแนะนำท่านง่าย ๆ ว่า ท่านควรจัดการที่จะประชุมร่วมกับทางกระทรวงมหาดไทย กำลังของกระทรวงมหาดไทย มีทุกอำเภอ มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่ละอำเภอรวมทั้งผู้ช่วย สารวัตร กำนันต่าง ๆ อำเภอหนึ่ง ๔๐๐ ๕๐๐ คน ท่านมีสาขาอยู่ทุกอำเภอทั่วประเทศ ท่านมีตัวแทนทุกอำเภอ ที่ว่าการ อำเภอทั้งหมดเป็นตัวแทนท่าน จัดอบรมสักรอบครับ ฝากไปกับทุกอำเภอในการที่จะอบรม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั้งหมดทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อได้รับรู้สิ่งนี้ ผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็เป็น การลงทุนที่ถูกที่สุดและโอกาสขยายผลได้กว้าง

ที่ ๒ ครับ ท่านทราบไหมครับ มีองค์กร ๆ หนึ่งมีสมาชิก ๑,๐๒๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศครับ แล้วก็เป็นคนที่ไม่มีบำนาญทุกคน คนที่ได้รับค่าป่วยการจากรัฐบาล อยู่ขณะนี้แต่ถึงวันหนึ่งเขาก็หมดโอกาสที่จะรับค่าป่วยการ คนเหล่านั้นคือ อสม. ครับ ท่านเปิดการอบรม อสม. ให้กระจายข่าวงานของท่านและระบบของท่านไปทั่วประเทศ ผมดู ในรายงานฉบับนี้นะครับ ผมเหลือเชื่อครับว่ามีช่องทางการสมัครเยอะมาก แต่ถ้าผม ไม่อ่านผมไม่รู้นะครับ ผมยังคิดว่าต้องไปธนาคารออมสินอย่างเดียวเลยวันนี้ แต่ช่องทางที่ นำเสนอมาทั้งหมดเกือบ ๑๕ ช่องทางครับท่านประธาน เพียงแต่ว่ามีกี่คนที่จะรู้ แล้วก็ไม่ต้อง ไปเปลืองสตางค์ในการที่จะไปจ้างโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์นะครับ ใช้สื่อที่เป็นของรัฐขอความ ร่วมมือเขา เขาก็คงพร้อมจะให้ แล้วก็ ๒ องค์กรครับท่านจับความร่วมมือเสีย คือจับความ ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยผ่านโครงสร้างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั่วประเทศไป แล้วก็จับมือ กับกระทรวงสาธารณสุขผ่านองค์ความรู้ไปยัง อสม. ล้านกว่าคนทั่วประเทศ ถ้าท่าน ดำเนินการอย่างนี้ใช้ระยะเวลาไม่เกิน ๖ เดือน ปีหน้าครับท่านจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมา ผมเข้าใจว่าไม่ต่ำกว่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ คนครับ ขออนุญาตที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยครับ และเป็นกำลังใจกับท่านเลขาครับ ขอบคุณครับ