ภาคภูมิ แจงสัดส่วนกรรมการสภามหาวิทยาลัย ตามหลักธรรมาภิบาล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

ภาคภูมิ รุจิขจรเดช ชี้แจงการปรับองค์ประกอบสภามหาวิทยาลัยตามร่าง พ.ร.บ. ที่ต้องสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและการปฏิรูปอุดมศึกษา โดยเสนอแก้มาตรา 22 และเพิ่มมาตรา 25/1 เพื่อกำหนดสัดส่วนบุคคลภายนอกและภายในอย่างเหมาะสม พร้อมให้มีเหตุผลประกอบการแต่งตั้งเพื่อป้องกันการเล่นพรรคเล่นพวก

นายภาคภูมิ รุจิขจรเดช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรครับ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายภาคภูมิ รุจิขจรเดช กรรมาธิการครับ ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าอาจจะต้องเท้าความสักนิดว่าร่างที่ ออกมาจากคณะรัฐมนตรีแล้วก็สภารับหลักการไปในวาระที่หนึ่งนั้น โดยสัดส่วนของสภา มหาวิทยาลัยตามมาตรา ๒๒ นั้น มีสัดส่วนอยู่เดิมทั้งหมดทั้งสิ้น ๒๔ คน โดยจะเป็น บุคคลภายนอก ๑๖ คน แล้วก็เป็นบุคคลในมหาวิทยาลัยอีก ๘ คน สัดส่วนก็จะเป็น ๒ ใน ๓ สาเหตุที่ต้องระบุให้กรรมการสภามีจำนวนบุคคลภายนอกมากกว่าบุคคลภายในเป็น อัตราส่วน ๒ ใน ๓ นั้น ด้วยเหตุผลดั้งเดิมก็คือเนื่องจากปัจจุบันเรามีกฎหมายที่เกี่ยวกับ การปฏิรูปการอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แล้วก็พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา ซึ่งปัจจุบันทำให้สถาบันอุดมศึกษาไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายเพียงฉบับเดียวคือกฎหมายจัดตั้ง ตัวเอง วันนี้เขาต้องดำเนินการและมีหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการอุดมศึกษาอีกไม่ต่ำกว่า ๔ ๕ ฉบับที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเหตุผลนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง เพราะว่าพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา ในมาตรา ๑๐ กำหนดไว้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นั้น โดยคำแนะนำของคณะกรรมการการอุดมศึกษาท่านสามารถออกแนว ปฏิบัติเกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาลที่สถาบันอุดมศึกษาต้องปฏิบัติได้ และเมื่อประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้มีผลใช้บังคับ ซึ่งก็ได้มีการออกแนวปฏิบัติในเรื่องธรรมาภิบาล ของสถาบันอุดมศึกษาในเรื่องนี้ออกมา ซึ่งแนวปฏิบัตินั้นก็กำหนดเอาไว้เป็นสัดส่วนว่า ในสภามหาวิทยาลัยให้มีบุคคลภายนอกมากกว่าบุคคลภายในเป็นอัตราส่วน ๒ ใน ๓ ซึ่งก็เป็นหลักการที่ทำให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งเป็นฉบับแรกที่เกิดขึ้นภายหลังจากเกิด กฎหมายการอุดมศึกษาขึ้นในปี ๒๕๖๒ ตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณา นำเรียนแล้ว จึงต้องอยู่ภายใต้หลักการนี้เช่นเดียวกันครับ แต่สิ่งที่เกิดปรากฏขึ้นภายหลัง จากที่เรามีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการพบว่าการกำหนดอัตราส่วน ๒ ใน ๓ นั้นจะเรียกว่า อะไรดีครับ เป็นข้อร้องเรียนมาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้าไปสู่ทางกระทรวง จนปัจจุบัน มีความพยายาม กำลังอยู่ในการทำงานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมที่จะผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้ในเรื่องการแก้ไขแนวปฏิบัติในเรื่องธรรมาภิบาล ของสถาบันอุดมศึกษา โดยเหตุผลดังกล่าวทางกรรมาธิการจึงมาคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็ควรมี การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติในมาตรา ๒๒ นี้ให้มีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของ สภามหาวิทยาลัยให้สามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ตามหลักการของแนวปฏิบัติธรรมาภิบาล ที่จะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็อาจจะเป็น Model เป็นรูปแบบที่นำไปใช้กับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในอนาคตที่จะมีการเสนอกฎหมายออกนอกระบบ โดยมีการแก้ไขของร่างมาตรา ๒๒ เราแก้ไขเป็น ๒ ส่วนครับ ในวรรคหนึ่งเราแก้ไขใน (๒) และ (๖) ที่ต้องเขียนว่ากรรมการ สภาผู้ทรงคุณวุฒินั้นให้มีจำนวนไม่เกิน ๑๔ คน แล้วก็ใน (๖) เราแก้ไขเป็นว่า ให้กรรมการ สภามหาวิทยาลัยนั้นที่มาจากพนักงานมหาวิทยาลัยหรือข้าราชการมหาวิทยาลัยที่เป็น ผู้เลือกมา อันนี้เราเพิ่มสัดส่วนจาก ๒ คน เป็น ๔ คน โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าจะต้องเป็น คณาจารย์หรือเป็นประเภทสนับสนุน แต่ว่าเรามีแค่ข้อที่บอกว่าบุคคลเหล่านั้นที่เลือกมานั้น จะต้องไม่ใช่ผู้บริหาร หรือว่าประธานสภาบุคลากรนะครับ ซึ่งจะทำให้เขามีความซ้ำซ้อน ในองค์ประกอบ ก็จะทำให้สัดส่วนใหม่อยู่ในอัตราส่วนที่ ๑๖ ต่อจำนวนไม่เกิน ๑๐ คือ บุคคลภายนอก ๑๖ ภายในก็ประมาณ ๑๐ ในอัตราเต็มที่ก็คือ ๒๖ คนนะครับ โดยเราก็เพิ่ม ความเป็นวรรคสามเพื่อให้เป็นกรอบในการพิจารณาว่าบุคคลภายนอกและบุคคลภายในนั้น คือใคร ซึ่งก็เป็นการที่บอกว่าบุคคลภายนอกนั้นจะต้องไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร หรือผู้ปฏิบัติการในมหาวิทยาลัย เพราะว่าในมหาวิทยาลัยในตำแหน่งบริหาร เช่น อธิการบดี รองอธิการบดี บุคคลเหล่านี้แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกได้ครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ต้องมีการแก้ไขบทบัญญัตินี้ แล้วก็ขออนุญาตเล่าอีกนิดหนึ่งว่า จึงทำให้จะต้องเพิ่มเติมมาตรา ๒๕/๑ มาด้วย เพราะว่าก็มีการถกเถียงในกรรมาธิการอย่างที่ ท่านสมาชิกกรุณามีความเป็นห่วงนี่ละครับว่า การกำหนดจำนวนนั้นจะกลายเป็นเงื่อนไข หรือว่ากลายเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการเล่นพรรคเล่นพวกว่าอย่างนั้นเถอะ ก็เลยกำหนด เป็นหลักเกณฑ์ในมาตรา ๒๕/๑ ขึ้นมาว่า การที่จะกำหนดจำนวนนั้นต้องดูความจำเป็น จริง ๆ โดยผู้ประกาศก็คือตัวสภามหาวิทยาลัยนั้นจะต้องประกาศจำนวนที่จะมีการคัดเลือก หรือสรรหาตัวกรรมการสภาขึ้นมา แล้วต้องให้เหตุผลประกอบเอาไว้ด้วย ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นไป ตามหลักการของกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองว่าการออกคำสั่งทางปกครองใด ๆ ต้องระบุเหตุผลชี้แจงเพราะว่าผู้ออกคำสั่งนั้นต้องรับผิดชอบ เราพยายามสร้างความโปร่งใส ในกระบวนการขั้นตอนนี้ แล้วทั้งหมดทั้งมวลเมื่อพิจารณาข้อเสนอของท่านกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นแล้วนะครับ สุดท้ายอัตราส่วนที่อยู่นั้นก็ยังอยู่ในอัตราส่วนประมาณ ๒๓ คน ทั้งหมดมีบุคคลภายนอก ๑๓ บุคคลภายในอีก ๑๐ ก็ยังจะติดขัดตัวหลักปฏิบัติดังกล่าวของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผมขอขยายความอีกสักนิด เถอะครับว่าทำไมหลักปฏิบัตินั้นจึงสำคัญ จริงอยู่หลักปฏิบัติในเรื่องธรรมาภิบาลของ สถาบันอุดมศึกษาที่ออกตามกฎหมายการอุดมศึกษาเป็นกฎหมายลำดับรอง ไม่มีสถานะ ที่ใหญ่ไปกว่าพระราชบัญญัติก็จริง แต่สุดท้ายแล้วเงื่อนไขของการที่ไม่ปฏิบัติตามหลัก ธรรมาภิบาลนั้นจะเป็นกลไกและเงื่อนไขที่จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามารถใช้อำนาจตามมาตรา ๕๑ วรรคสอง ในกรณีที่ การไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลนั้นเกิดผลเสียอย่างร้ายแรงที่กระทบต่อประโยชน์ของ ประชาชนหรือว่าผู้เรียน หรือว่าบุคคลภายในองค์กร จะทำให้ท่านมีอำนาจในการที่จะเข้ามา ควบคุม แทรกแซงอำนาจบางอย่างของสภามหาวิทยาลัยได้ เราไม่อยากให้ภาพนี้เกิดขึ้น สุดท้ายแล้วเราพิจารณาร่างพระราชบัญญัติออกไปฉบับหนึ่งแล้วก็ไปเกิดข้อติดขัด จะทำให้ กฎหมายไม่สามารถใช้ได้อย่างความมุ่งหมายที่สภากรุณาให้ความเห็นชอบให้กฎหมายฉบับนี้ ออกไปไปเป็นกฎหมายใช้บังคับ ดังนั้นเราจึงมีการแก้ไขดังเช่นกรณีที่ได้นำเรียนท่านสมาชิก แล้วครับ ขอบพระคุณครับ